เปิดข้อมูลยืนยัน คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ออกข้อเสนอแนะไปยัง ‘ศาล-ครม.’ เพื่อให้สิทธิประกันตัวสำหรับผู้ต้องขังคดี 112 ที่ยังไม่ถึงที่สุด หรือแยกแดนคุมขังหรือบริหารโทษต่างๆ ได้เลย และไม่ต้องรอครบ 180 วัน
.
วันนี้ศาลอาญาพิพากษาคดีมาตรา 112 จำคุก อานนท์ นำภา กับพวก คนละ 4 ปี มีเหตุบรรเทาโทษลดเหลือ 2 ปี 8 เดือน กรณีปราศรัยชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่เรามี พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ประกาศใช้ไปแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม ทำให้มีผู้ที่แสดงออกหรือชุมนุมทางการเมืองในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาได้รับการนิรโทษกรรมไปแล้วจำนวนมาก แต่แน่นอนว่า พ.ร.บ. นี้ ไม่รวมคดีมาตรา 112 ที่ขณะนี้ยังมีผู้ถูกคุมขังในคดีดังกล่าวไม่น้อยกว่า 31 คน
.
ท่ามกลางการเดินหน้าสู่การสร้างสังคมสันติสุขตามเป้าหมายของ พ.ร.บ. นี้ ก็มีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ถูก “ล็อก” คดีมาตรา 112 ตั้งแต่รับหลักการวาระแรกในชั้น สส. ผมจะไม่ขอย้อนอะไรมาก ทุกคนคงจำความแย่ของมันได้และขอว่าอย่าได้ลืม เพียงแต่ว่าการล็อกไว้นี้มันสะท้อนว่า หาก “ไม่ล็อก” โดยหลักทั่วไปแล้วก็จะได้รับนิรโทษกรรมในฐานะที่เป็นผู้ที่แสดงออกหรือชุมนุมทางการเมืองในรอบ 20 ปีที่ผ่านมานั่นเอง
.
ทีนี้ตัว พ.ร.บ. ดังกล่าวก็นำ “ข้อยกเว้น” ที่ไม่ให้นิรโทษกรรมนั้นมาใส่ไว้ในมาตรา 3 แต่คุณูปการหนึ่งก็คือ การล็อกในที่นี้เป็นเพียงการ “มิให้มีผลนิรโทษกรรม” [ดูภาพ 1 มาตรา 3 ประกอบ] แต่ไม่ได้ล็อกว่าจะใช้มาตรการอื่นไม่ได้ เพราะวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. คือการสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เป็นร่มใหญ่ โดยมีการนิรโทษกรรมเป็นหนึ่งในมาตรการ และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขก็มีหน้าที่และอำนาจตาม พ.ร.บ. มาตรา 6 (4) และ (8) [ดูภาพ 1 ประกอบ] ในการให้ข้อเสนอแนะต่อฝ่ายบริหารและตุลาการ
ดังนั้นกลไกอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิการประกันตัว, การกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองไว้ชั่วคราว, การใช้สถานที่คุมขังอื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ (ตามมาตรา 33 พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ หรือมาตรา 89/1 ป.วิ.อาญา), การพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษโดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์ หรือการแยกแดนคุมขังเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีการเมืองเพื่อความปลอดภัยและตามมาตรฐานสหประชาชาติ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถเสนอแนะได้เลย
ผมเองก็เพิ่งยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ย้ำว่าไม่ต้องรอถึง 180 วัน ก่อนออกข้อเสนอแนะดังกล่าวด้วย เพราะสามารถเสนอไปยังฝ่ายบริหารและตุลาการได้เลย ยิ่งประวิงเวลาไป ก็ยิ่งทำให้ผู้ต้องขังและนักโทษเหล่านั้นเสียสิทธิที่พึงได้เท่านั้น
.
บางคนอาจตั้งคำถามว่า ผมเป็นใครถึงมาบอกว่าคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีหน้าที่และอำนาจดังกล่าว ก็คงต้องบอกก่อนว่า ผมเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. นี้ (เสียงข้างน้อย) ในชั้นวุฒิสภาครับ ตั้งแต่รู้ว่าจะต้องทำหน้าที่นี้ เรารู้เลยว่าถ้าโหวตอะไรเราแพ้แน่นอน อย่าพูดถึงการดันให้มาตรา 112 ได้รับการนิรโทษกรรมเลย เป็นไปไม่ได้เพราะมันถูกล็อกไว้แล้ว ดังนั้นจึงต้องมองหาช่องทางอื่นที่ไม่ใช่การนิรโทษกรรม ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ถูกล็อกหรือปิดหนทางอย่างที่เข้าใจกัน
.
เดิมทีผมได้เสนอให้บัญญัติมาตราเพิ่ม เพื่อให้คณะกรรมการฯ สามารถออกข้อเสนอแนะในการบริหารโทษสำหรับนักโทษการเมือง หรือคดีอันมาจากเหตุและแรงจูงใจทางการเมืองแต่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม (คดี 112) แต่ กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ที่มาจากกฤษฎีกา รวมทั้งศาล ยืนยันว่า คณะกรรมการฯ มีหน้าที่และอำนาจอยู่แล้วตามมาตรา 6 และเมื่อโหวตในที่ประชุม กมธ. ผมแพ้โหวต [ดูบันทึกประชุม กมธ. ครั้งที่ 7 และ 8 ในภาพที่ 3 และ 4 ประกอบ]
แต่ผมได้ขอให้พิจารณาเป็นข้อสังเกตประกอบรายงานการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. นี้ เพื่อส่งไปยังผู้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการต่อ โดยเฉพาะคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข [ดูข้อสังเกตที่ 2 ในภาพประกอบที่ 2] ซึ่งข้อสังเกตนี้ กมธ. เห็นด้วยและผ่านการพิจารณาของ สว. พร้อมร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวแล้ว
.
ผมขอยืนยันว่า คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขสามารถออกข้อเสนอแนะไปยังฝ่ายบริหารและตุลาการได้ ที่สำคัญคือไม่ต้องรอถึง 180 วัน ยิ่งประวิงเวลาไป ก็ยิ่งทำให้ผู้ต้องขังและนักโทษเหล่านั้นเสียสิทธิที่พึงได้เท่านั้น
.
เอกสารอ้างอิง:
A. รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... วุฒิสภา [ข้อสังเกตที่อ้างถึงหน้า 18]
pis.parliament.go.th/PARFile…
B. บันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ....วุฒิสภา ครั้งที่ 7 [หน้าที่อ้างถึงหน้า 24-25]
pis.parliament.go.th/PARFile…
C. บันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ....วุฒิสภา ครั้งที่ 8 [หน้าที่อ้างถึงหน้า 19]
pis.parliament.go.th/PARFile…
สำเร็จไป 1 ขั้น ขอขอบคุณที่ กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. .... เห็นพ้องกับผม (ซึ่งผมเชื่อว่า กมธ.คิดเห็นสอดคล้องกับผมอยู่แล้ว แม้ไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติเป็นมาตราเพิ่มเติมใน พ.ร.บ.นี้) ที่บรรจุประเด็นเรื่อง การคุ้มครองสิทธิจัดตั้ง ‘สหภาพแรงงาน’ และ ‘เจรจาต่อรองปรับสภาพการจ้างงาน’ เรื่องความเป็นธรรมในส่วนค่าเล่าเรียนและการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในกระบวนการนโยบายของมหาวิทยาลัย ไว้ในข้อสังเกตของ กมธ. (ดูภาพประกอบ 3 ภาพแรก) เพื่อฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการ โดยร่าง พ.ร.บ.นี้จะเข้าที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 วันจันทร์ที่ 2 พ.ย.นี้ [อ่านรายงาน กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ฉบับเต็มที่นี่ pis.parliament.go.th/PARFile… ]
.
ขอเล่าอีกครั้งสักหน่อย เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าไปชี้แจงคำแปรญัตติ ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนสถานะออกนอกระบบไปเป็น "มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ" โดยผมได้เสนอแปรญัตติไว้ 4 ประเด็น (เช่นเดียวกับที่เคยเสนอใน ร่าง พ.ร.บ. ม.อุบลฯ เมื่อปีที่แล้ว)
.
ประเด็นแรก การคุ้มครองสิทธิจัดตั้ง ‘สหภาพแรงงาน’ และ ‘เจรจาต่อรองปรับสภาพการจ้างงาน’
ในมาตรา 13 ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ระบุว่าบุคลากรจะไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายคุ้มครองแรงงานและแรงงานสัมพันธ์ แต่ยังรับรองให้ได้สิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทว่ากลับไม่มีการระบุทำนองเดียวกันนี้กับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์
.
ผมจึงเสนอเพิ่มวรรคสองและสาม (ดูตามรูปประกอบสุดท้าย) เพื่ออุดช่องโหว่นี้ และรับรองสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 42 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และมาตรา 74 วรรคสอง ที่รัฐพึงจัดให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม
.
ย้อนไปตอน ร่าง พ.ร.บ. ม.อุบลฯ เมื่อปีที่แล้วที่ผมเสนอแปรญัตติทำนองนี้ ผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกาใน กมธ. เคยแย้งว่า หากให้สิทธิตั้งสหภาพฯ แล้วมีการนัดหยุดงานจนกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือบริการสาธารณะ อาจต้องดูกฎหมายวินัยข้าราชการประกอบ ซึ่งรัฐมนตรีมีอำนาจระงับการรวมกลุ่มนั้นได้
.
ผมมองว่า เหตุผลนี้คือคำตอบในตัวเอง สำหรับคนที่กังวลว่าการให้สิทธิรวมกลุ่มต่อรองจะไปกระทบต่องาน เพราะท้ายที่สุดก็ยังมีกลไกและกฎหมายอื่นๆ คอยถ่วงดุลอยู่แล้ว ดังที่กฤษฎีกายกมา
.
นอกจากนี้ ผู้แทนกฤษฎีกาในครั้งนั้นยังชี้ด้วยว่า กิจการการศึกษาที่เป็นลักษณะบริการสาธารณะอย่างรัฐวิสาหกิจ ก็ยังมี พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ มารองรับ ดังนั้น หากจะรับรองสิทธินี้ ก็ควรไปผลักดันเป็น "กฎหมายกลาง" เพื่อกำหนดระบบแรงงานสัมพันธ์ของคนงานในมหาวิทยาลัยไปเลย ดีกว่าการใส่ไว้ในกฎหมายเฉพาะของแต่ละมหาวิทยาลัยที่อาจทำให้เกิดมาตรฐานที่แตกต่างและนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำ
.
ดังนั้นในครั้งนี้ แม้ กมธ. จะไม่เห็นด้วยกับคำแปรญัตติของผม (เหมือนเดิม) แต่ผมได้ฝากข้อเสนอให้ กมธ. พิจารณาตั้งเป็น "ข้อสังเกต" ส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดกฎหมายกลางคุ้มครองสิทธิคนงานในมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาจใช้ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เป็นแนวทาง และ กมธ. ก็เห็นพ้องและบัญญัติข้อสังเกตดังกล่าว
.
ส่วนอีก 3 ประเด็นที่ผมเสนอ (และ กมธ. ไม่เห็นพ้องเช่นกัน) ได้แก่:
.
- ตรึงค่าเทอม 5 ปี: บัญญัติบทเฉพาะกาลห้ามขึ้นค่าเล่าเรียน หรือค่าบำรุงต่างๆ อย่างน้อย 5 ปี เพื่อไม่ให้กระทบต่อนักศึกษาปัจจุบันและผู้ที่กำลังเตรียมตัวเข้าเรียนในเวลาอันใกล้นี้
.
- ขึ้นค่าเทอมต้องไม่แซงเงินเฟ้อ: กำหนดหลักประกันไม่ให้ค่าเล่าเรียนเป็นอุปสรรคทางการศึกษาที่เพิ่มขึ้น
.
- ที่นั่งตัวแทนนักศึกษาในสภามหาวิทยาลัย: ให้นักศึกษามีส่วนร่วมตัดสินใจอย่างมีความหมาย
.
เนื่องจากประเมินแล้วว่ายากที่จะชนะโหวตในสภา ผมจึงไม่ได้สงวน 3 ประเด็นนี้ไปอภิปรายต่อ แต่ได้ขอให้ กมธ. พิจารณาตั้งเป็นข้อสังเกตฝากไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (โดยเฉพาะผู้บริหารมหาวิทยาลัย) ว่า การกำหนดค่าเล่าเรียนต้องคำนึงถึงโอกาสและความเป็นธรรม ไม่สร้างภาระให้ผู้เรียน ตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 6 และ 7(1) ที่มุ่ง "สร้างโอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา"
.
คำว่า "โอกาส" ในที่นี้ ต้องไม่ใช่ระบบสังคมสงเคราะห์ที่ผู้เรียนต้องมานั่งพิสูจน์ความจน แต่ต้องเป็น "สวัสดิการถ้วนหน้า" ที่มีเพดานราคาไม่กีดกันคนทั่วไป และนโยบายใดๆ ก็ตาม ต้องให้นักศึกษามีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการให้ความเห็นและตัดสินใจเชิงนโยบายของมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง
.
ขอขอบคุณที่ กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้อีกครั้งที่เห็นพ้องและตั้งเป็นข้อสังเกต งานต่อไปคงต้องติดตามล่ะครับว่า จะมีกฎหมายออกมาคุ้มครองสิทธิจัดตั้ง ‘สหภาพแรงงาน’ และ ‘เจรจาต่อรองปรับสภาพการจ้างงาน’ ของคนทำงานในมหาวิทยาลัยเมื่อใด รวมทั้งการกำหนดอัตราค่าเล่าเรียนและการมีส่วนร่วมของนักศึกษา
พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ มี "การคุ้มครองสิทธิเดิม" สำหรับ Earmarked Tax ไม่ใช่เพียง "บทชั่วคราว" เพื่อเปลี่ยนผ่าน อย่างที่ ร่าง แก้ไข พ.ร.บ. Thai PBS ของภูมิใจไทยยกมาในบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างฯ
.
ประเด็นร่างแก้ไข พ.ร.บ. ส.ส.ท. (Thai PBS) ที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย รวมทั้งร่างกฎหมายลักษณะเดียวกันอีก 3 ฉบับ (สสส., กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และกองทุนผู้สูงอายุ) ซึ่งมุ่งยกเลิกการจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) ที่ส่งตรงเข้าทั้ง 4 กองทุน แล้วเปลี่ยนให้ไปรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทนนั้น มีจุดที่น่าสนใจตรงที่ "บันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างฯ" ทั้ง 4 ฉบับ เขียนไว้เหมือนกันหมด
.
โดยผู้เสนออ้างเหตุผลหลักว่า การที่กองทุนเหล่านี้ยังคงรับ Earmarked Tax ได้ เป็นเพราะอาศัยมาตรา 82 ซึ่งเป็นเพียง "บทบัญญัติสำหรับใช้เฉพาะกาล" ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 คุ้มครองไว้ จึงสมควรยกเลิกเสีย เพราะขัดกับมาตรา 26 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าว และขัดกับหลักการรักษาวินัยการเงินการคลังตามรัฐธรรมนูญ
.
คำถามคือ มาตรา 82 เป็นบทบัญญัติเฉพาะกาลที่ “มีผลชั่วคราว” จริงหรือ? และกลไกเดิมนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่?
.
คำตอบคือ แม้มาตรา 82 จะอยู่ในหมวด "บทเฉพาะกาล" แต่ในทางนิติศาสตร์ไม่ได้แปลว่าต้อง "มีผลชั่วคราว" เสมอไป (ตามนัยที่ผู้เสนอร่างพยายามกล่าวอ้าง) เพราะบทเฉพาะกาลแบ่งได้ 2 ลักษณะหลัก คือ
.
1. แบบชั่วคราว (Sunset Clause) ทำหน้าที่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือให้เวลาปรับตัว มักจะระบุเงื่อนเวลาไว้ชัดเจน เช่น "ให้คณะกรรมการชุดเดิมรักษาการไปก่อนจนกว่าจะตั้งชุดใหม่เสร็จภายใน 180 วัน"
.
2. แบบคุ้มครองสิทธิเดิม (Grandfather Clause) เป็นบทบัญญัติที่ยกเว้นกฎเกณฑ์ใหม่ ให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายไปแล้วอย่างสมบูรณ์
.
ผมเห็นว่ามาตรา 82 เข้าข่ายประเภทที่ 2 คือ “การคุ้มครองสิทธิเดิม” เพราะหากเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้เป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านชั่วคราว ย่อมต้องระบุเงื่อนเวลาไว้ชัดเจนแล้วว่า "ให้กองทุนเดิมเข้าสู่ระบบงบประมาณภายใน X ปี" การที่สภานิติบัญญัติในขณะนั้นไม่ได้ระบุเงื่อนเวลาไว้ ย่อมสะท้อนเจตนารมณ์ว่าไม่ได้ต้องการ "ล้างบาง" Earmarked Tax ของเดิมที่ดำรงอยู่ก่อนหน้า
.
ดังนั้น บันทึกหลักการและเหตุผลของผู้เสนอร่างจึงมีความย้อนแย้งในตัวเอง การพยายามสร้างความชอบธรรมโดยอ้างว่า "กำลังทำให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ" เป็นตรรกะที่คลาดเคลื่อน เพราะในความเป็นจริง พ.ร.บ. ฉบับนี้ (ผ่านความคุ้มครองของมาตรา 82) ได้ให้ความชอบธรรมแก่ Thai PBS และอีก 3 องค์กรในการรับ Earmarked Tax อยู่แล้ว การเสนอแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จึงไม่ใช่ "ความจำเป็นทางกฎหมายที่ถูกบีบบังคับ" ตามที่กล่าวอ้าง แต่เป็นเพียง "ทางเลือกทางการเมืองและนโยบาย" ของผู้เสนอเองมากกว่า
.
ส่วนประเด็นที่อ้างว่า "ขัดกับหลักวินัยการเงินการคลังตามรัฐธรรมนูญ" นั้น หากพิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา 62 วรรคแรก จะพบว่ามีการบัญญัติให้รัฐต้อง "จัดระบบภาษีให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม" ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการคลังด้วย
.
เมื่อนำหลักการนี้มาวิเคราะห์ร่วมกับการจัดเก็บ Earmarked Tax จากสุราและยาสูบ (ภาษีบาป) ซึ่งตั้งอยู่บนแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่า สินค้าเหล่านี้สร้างต้นทุนแฝงและผลกระทบทางลบต่อสังคม (เช่น ปัญหาสุขภาพ อุบัติเหตุ ปัญหาครอบครัว) การนำรายได้ส่วนนี้มาจัดสรรโดยตรงเพื่อเป็นทุนให้แก่สื่อสาธารณะ สสส. หรือกองทุนกีฬา จึงถือเป็นกลไกที่สร้าง "ความเป็นธรรม" อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเป็นการบังคับให้อุตสาหกรรมและผู้บริโภคที่สร้างผลกระทบเชิงลบ ต้องจ่ายเงินสนับสนุนกิจการที่สร้างคุณค่าเชิงบวกเพื่อชดเชยให้สังคม (เช่น ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ และการรณรงค์ให้ตระหนักรู้ถึงต้นทุนแฝงเหล่านั้น)
.
นอกจากนี้ ผลผลิตของ Thai PBS คือบริการสาธารณะที่ปราศจากโฆษณาแอบแฝง หากยกเลิกกลไกนี้แล้วดึงเงินกลับไปรวมเป็นงบประมาณประจำปี รัฐบาลอาจนำเงินไปใช้จ่ายในโครงการที่ไม่ได้คืนประโยชน์สู่ประชาชนผู้เสียภาษีฐานรากอย่างทั่วถึง (เช่น นำไปซื้ออาวุธ หรือสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่กระจุกตัว) ซึ่งจะทำให้ระบบภาษีในภาพรวมขาดความเป็นธรรมมากขึ้น ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 62 เสียเอง
.
ที่สำคัญ การเปลี่ยนให้สื่อสาธารณะต้องไปขอรับงบประมาณผ่านรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร (ซึ่งเสียงข้างมากคือฝ่ายรัฐบาล) โดยไม่มีบทคุ้มกันความเป็นอิสระทางงบประมาณ (ต่างจากศาลหรือองค์กรอิสระ) จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง สังคมจะสูญเสีย “สื่อที่เป็นอิสระในการตรวจสอบรัฐบาล” และเป็นการตัดสิทธิประชาชนในการมีสื่อสาธารณะที่ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง
.
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐสภาจะแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับไม่ได้ ในระบอบประชาธิปไตย ตัวแทนประชาชนย่อมมีความชอบธรรมในการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณประเทศ แต่การนำเสนอควรตั้งอยู่บนความจริงใจ รับฟังผลกระทบอย่างรอบด้าน และอ้างอิงเหตุผลเชิงนโยบายอย่างตรงไปตรงมา มากกว่าการหยิบยก "ความจำเป็นทางกฎหมาย" อย่างที่ยกมา ซึ่งผมมองว่ามันไม่ใช่
.
หากสภาต้องการดึงงบประมาณสื่อสาธารณะกลับเข้าสู่ระบบปกติจริงๆ ก็ควรมีบทคุ้มครองความเป็นอิสระรองรับด้วย เช่น ควรมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 141 เพื่อเพิ่มการคุ้มครองความเป็นอิสระทางการบริหารงบประมาณให้ครอบคลุมถึง "สื่อสาธารณะ" (เช่นเดียวกับที่คุ้มครองศาล องค์กรอิสระ และอัยการ หรือแม้แต่รัฐสภาเอง) มาประกบพร้อมกัน เพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจให้สังคมเห็น
อย่าเพิ่งเรียก 'ข่าวปลอม' 'ข่าวลวง' เพราะมันยังไม่ได้เป็น "ข่าว" อย่าเพิ่งเรียก 'Fake News' เพราะมันยังไม่ได้เป็น 'News' และอย่าให้ข้อมูลผิดหรือพลาดในเรื่องเดียว ทำอีก 10 ประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบหายไป
.
สัปดาห์ที่ผ่านมามีประเด็นที่อาจเรียกได้ว่าสั่นคลอนการแลกเปลี่ยนหรือการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในโซเชียลมีเดีย 2 เรื่อง ตั้งแต่ประเด็นกะเพรา และค่าน้ำชา 7 ล้านบาท ผมเห็นว่าอันไหนเป็นข้อมูลผิด ข้อมูลพลาด การออกมาชี้แจงหรือโต้แย้ง โดยเฉพาะผู้มีอำนาจรัฐหรือกลุ่มทุนนั้น เป็นสิ่งที่เขามีศักยภาพและมีกลไกเครื่องมือในมือพร้อมอยู่แล้ว โดยเฉพาะฝั่งรัฐ นี่เป็นหน้าที่ด้วยซ้ำที่จะต้องคอยชี้แจง สื่อสาร และทำความเข้าใจกับประชาชนในทุกเรื่อง
.
ทีนี้พอเห็นการจะแจ้งความดำเนินคดีกัน ผมว่าอันนี้ไม่น่าจะดีแน่ต่อการสร้างบทสนทนา ไม่ว่าจะรัฐต่อประชาชน หรือทุนใหญ่ต่อประชาชน เพราะท้ายที่สุดมันอาจสร้างบรรยากาศความกลัว แต่ไม่ทำให้ความเข้าใจผิดหรือเข้าใจพลาดหายไปได้ เพราะไม่มีใครที่จะมีข้อมูลหรือการตัดสินใจที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบในตัวเองเสมอไป หากแต่บรรยากาศความกลัวจากการถูกดำเนินคดี จะกลายเป็นว่าคนเลือกเก็บความเข้าใจผิดหรือพลาดนั้นเอาไว้ หรือเอาไปพูดกันใต้ดิน แทนที่จะพูดกันในที่แจ้งเพื่อให้รัฐหรือทุนใหญ่เหล่านั้นได้รับรู้ถึงความเข้าใจผิดและชี้แจงได้ทันท่วงที สุดท้ายการสร้างบทสนทนาก็จะไม่อาจเกิดขึ้นได้
.
ผมท้าเลยคนที่อ่านโพสต์นี้ มีใครบ้างที่ไม่เคยแชร์ข้อมูลผิดหรือข้อมูลที่มันพลาดบ้าง โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถาโถมมากมายแบบนี้ ผมเชื่อว่าไม่มี ผมเองก็เคยเงิบแล้ว แต่คำถามคือเมื่อรู้ว่าตัวเองผิดหรือพลาดนั้นเราทำอย่างไร ลบหนี แถต่อ หรือแก้ไขความเข้าใจผิดนั้น เราต้องการทางออกไหน ผมเชื่อว่าคนที่ยอมรับความจริงว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบและอยากสร้างบทสนทนาระหว่างกัน คงหวังทางออกสุดท้ายคือการยอมรับและแก้ไขความเข้าใจผิดหรือพลาดนั้น แต่สิ่งนี้แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นหากเขาเหล่านั้นถูกขู่ด้วยความกลัวหรือต้องเดิมพันด้วยคดีร้ายแรง ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาไปคุยกันหรือนินทากันใต้ดิน สุดท้ายอย่าว่าแต่ลบหนีหรือแถต่อ เขาอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเข้าใจผิด หนักไปกว่านั้นคนที่ถูกพาดพิงอาจไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวที่อยู่ใต้ดินเหล่านี้เลย สุดท้ายเรื่องที่ควรจะได้รับการแก้ไข กลับกลายเป็นการสั่งสมความเข้าใจผิดที่อาจเกาะกินยาวนานจนไม่มีทางที่จะทำความเข้าใจกันได้
.
อีกประการซึ่งสัมพันธ์กันคือการเรียกปรากฏการณ์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ผิด (Misinformation) ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) หรือข้อมูลที่แฝงเจตนาร้าย (Malinformation) ว่า “Fake News” (ข่าวปลอมหรือข่าวลวง) ซึ่งในตัวมันเองมีปัญหาขัดแย้งในตัวเอง ผมขอยกมุมมองของยูเนสโก ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพผ่านความร่วมมือเรื่องความรู้ โดยสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากเสรีภาพในการพูด การคิด และการแสดงออกของประชาชน อันจะเป็นหลักประกันในการเข้าถึงความจริง และป้องกันการผูกขาด "ความจริง" โดยผู้มีอำนาจ
.ในหนังสือ "การเสนอข่าว 'ข่าวลวง' และข้อมูลบิดเบือน: คู่มือเพื่อการศึกษาและฝึกอบรมด้านวารสารศาสตร์" ของยูเนสโก [อ่านฉบับเต็ม unesdoc.unesco.org/ark:/4822…] ได้ชี้ให้เราตระหนักถึงการใช้คำว่า “Fake News” ว่าเป็นคำที่ขัดแย้งในตัวเอง เพราะ “คำว่า 'ข่าว' นั้นหมายถึงข้อมูลข่าวสารที่ตรวจสอบได้และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานนี้ย่อมไม่สมควรเรียกว่าข่าว” ดังนั้น ในกรณีนี้ คำว่า ‘Fake News' จึงเป็นคำที่ขัดแย้งในตัวเอง บั่นทอนความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารที่เป็นไปตามมาตรฐานการตรวจสอบความจริงและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ อันเป็นลักษณะของข่าวที่แท้จริง นอกจากนี้ คำว่า ‘Fake News' ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้เป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อทำลายอุตสาหกรรมข่าว และใช้เพื่อบั่นทอนการรายงานข่าวที่ผู้มีอำนาจไม่พอใจ ถ้าเราจำกันได้ช่วงหนึ่งเรามี “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม” ที่ถูกเอามาใช้แก้ต่างให้รัฐบาล จนถึงใช้ตอบโต้ทางการเมือง
.
ต้องบอกว่าปรากฏการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่บ้านเรา แต่เป็นเหมือนกันทั่วโลก จนรายงานของยูเนสโกฉบับนี้ต้องแสดงความกังวลอย่างมากต่อการที่รัฐบาลใช้มาตรการทางกฎหมายและการกำกับดูแลที่เข้มงวดเพื่อจัดการกับปัญหาข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลที่ผิด และมองว่ากฎระเบียบแบบครอบจักรวาลที่จำกัดช่องทางการสื่อสารมักไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์สากล ซึ่งกำหนดว่าการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกจะต้องพิสูจน์ได้ว่ามีความจำเป็น มีความเหมาะสมตามสัดส่วน และมีเจตนาที่ถูกต้อง
.
[มีต่อ]
[ต่อ]
ที่พูดมานี้ไม่ได้มาดีเฟนด์ความผิดหรือความพลาดของคนที่โพสต์หรือแชร์เรื่องค่าน้ำชา 7 ล้านนั้น แต่การจะลงโทษก็ควรพิจารณาถึงความได้สัดส่วนของผลแห่งการกระทำ รวมถึงการแก้ไขหรือชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องที่ทันท่วงที ในฐานะคู่กรณีเราอาจจะรู้สึกได้ว่าต้องมาคอยชี้แจง แต่หากคู่กรณีคือรัฐบาล การชี้แจงก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่เขาอยู่แล้ว แต่การส่งเสริมให้มีการลงโทษให้หนัก จนทำราวกับว่าอีก 10 เรื่องที่ตั้งคำถามมาก่อนหน้าต้องเสียความน่าเชื่อถือตามกันไปหมด การตรวจสอบรัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป ผมว่าอันนี้ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะท้ายที่สุดจะกลายเป็นว่า ข้อสงสัย 10 เรื่องก่อนหน้า ถูกปัดตกไปด้วยความผิดหรือพลาดของคนตั้งคำถามที่ 11 ถ้าคุณเคยสงสัยใน 10 ข้อก่อนหน้า ก็ไม่ควรปล่อยให้คนที่ต้องตอบคำถามหรือชี้แจงรอดตัวไปด้วยเหตุนี้ ยิ่งเขามีอำนาจให้คุณให้โทษพวกคุณได้ เรื่องจะยิ่งไปกันใหญ่
[เร่งแก้ปม พรบ. อุ้มหายฯ รายงานล่าช้า 3 ปี - ขอแจงความคืบหน้า 9 ผู้ลี้ภัยการเมืองไทยสูญหายในต่างแดน หลัง กสม. ชี้เข้าข่ายถูกบังคับสูญหาย - เลขาฯ ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ รับกฎหมายใหม่ยังมีข้อจำกัด]
.
วานนี้ (27 ตุลาคม 2569) ผมได้อภิปรายและตั้งข้อสังเกต 4 ประเด็นจากรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทำให้บุคคลสูญหาย และรายงานผลการดำเนินการประจำปี พ.ศ. 2566 - 2568
.
รายงานฉบับนี้สำคัญมากนับตั้งแต่ พรบ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายประกาศใช้ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นความหวังของประชาชนในการคุ้มครองสิทธิและป้องกันการลอยนวลพ้นผิด ไม่ใช่แค่ประชาชนทั่วไปเท่านั้นแต่เจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นคนตัวเล็กคนน้อยโดยเฉพาะพลทหารก็ได้เครื่องมือในการป้องกันตัว สำคัญที่สุดคือไม่ควรมีใครต้องถูกซ้อมทรมานหรืออุ้มหาย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วก็ยังมีกฎหมายฉบับนี้เป็นกลไกคุ้มครองและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
.
ประการแรก กลไกที่ล่าช้าและน่ากังขา ตามมาตรา 19 (7) ของ พรบ. กำหนดให้จัดทำรายงานเสนอประจำปี แต่รายงานฉบับนี้กลับรวบยอดผลการดำเนินงานถึง 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2566 - 2568 เข้าด้วยกันและเพิ่งจะเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเมื่อกลางเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา ความล่าช้านี้เกิดจากอะไรและในอนาคตจะเป็นรายงานประจำปีได้หรือไม่
.
ยิ่งไปกว่านั้นตลอดระยะเวลา 2 ปี 10 เดือน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายชุดใหญ่ที่มี รมว. ยุติธรรมเป็นประธานได้ประชุมไปเพียง 5 ครั้งโดยใช้คณะอนุกรรมการ 4 ชุดในการขับเคลื่อน แต่เมื่อดูรายละเอียดในหน้า 36 คณะอนุกรรมการกลั่นกรองข้อเท็จจริงกรณีการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายมีตัวเลขคดีสะสมสูงถึง 938 เรื่อง รวมกับคดีร้องเรียนอีก 22 คดีเป็น 960 เรื่องแต่มีการประชุมไปเพียง 14 ครั้ง หมายความว่าในการประชุมหนึ่งครั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองข้อเท็จจริงฯ ต้องพิจารณาสำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ยถึงครั้งละ 67-68 คดี ด้วยจำนวนคดีขนาดนี้จะมีหลักประกันประสิทธิภาพและความเป็นธรรมในการพิจารณาแต่ละคดีหรือไม่อย่างไร
.
ประการที่สอง ความย้อนแย้งและเหลื่อมล้ำในการเยียวยา จากรายงานหน้า 30 - 34 พบว่ามีการนำเสนอข้อมูลคำวินิจฉัยในปี 2568 แต่ไม่แน่ใจว่าในปี 2566 และ 2567 มีคำวินิจฉัยด้วยหรือไม่ หากมีแล้วเหตุใดจึงไม่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ นอกจากนี้หลักเกณฑ์การเยียวยาได้มีการทบทวนหรือไม่โดยเฉพาะเรื่องของการจ่ายตามพฤติกรรมของผู้กระทำแทนที่จะจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้น
.
กล่าวคือ กรณีผู้ที่ถูกบังคับสูญหายหรือซ้อมทรมานได้ 5 แสนบาท ขณะที่ผู้ถูกกระทำโหดร้ายย่ำยี ได้ 1 ถึง 2.5 แสนบาท ผลลัพธ์ที่ตามมาคือพลทหารที่เสียชีวิต 2 คนได้เงินเยียวยาไม่เท่ากัน คนหนึ่งได้เพียงครึ่งเดียวของอีกคน แถมยังได้น้อยกว่าผู้ต้องหาที่ถูกตำรวจอุ้มไปบังคับให้รับสารภาพแต่รอดชีวิตมาได้ หลักเกณฑ์แบบนี้ยุติธรรมหรือไม่
.
ประการที่สาม ผู้ลี้ภัยและการบังคับสูญหายข้ามชาติ ในรายงานระบุว่าคณะอนุกรรมการติดตามและตรวจสอบกรณีการกระทำให้บุคคลสูญหายในต่างประเทศกำลังติดตามบุคคลสัญชาติไทยที่สูญหายในต่างประเทศ 9 รายแต่ไม่ให้รายละเอียด อยากทราบว่าทั้ง 9 กรณีนี้เป็นกรณีผู้ลี้ภัยทางการเมืองใช่หรือไม่ อีกกรณีหนึ่งคือ อโนชา ปันจ้อย ซึ่งสูญหายไปเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน โดยสงสัยว่าอาจถูกทางการเกาหลีเหนือลักพาตัวไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามความคืบหน้าของกรณีนี้อย่างไรบ้าง นอกจากนี้รายงานยังระบุว่ามี 2 กรณีที่ยุติไปแล้ว เป็นกรณีใด
.
กรณีบุคคลสัญชาติไทยที่สูญหายในต่างประเทศ 9 ราย สอดคล้องกับมติเมื่อปี 2561 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เกี่ยวกับบุคคลสูญหาย 9 ราย โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก สุรชัย ภูชนะ และกาสะลอง ซึ่งสูญหายใน สปป. ลาว เมื่อปี 2561 โดยในเวลาต่อมาพบศพของ 2 รายหลังในแม่น้ำโขง กลุ่มที่สอง ชูชีพ สยาม และกฤษณะ ซึ่งสูญหายหลังเดินทางจาก สปป.ลาว ไปเวียดนาม เมื่อปี 2562 และกลุ่มที่สาม วันเฉลิมซึ่งสูญหายในกัมพูชาเมื่อปี 2563 อิทธิพลซึ่งสูญหายใน สปป. ลาว เมื่อปี 2559 และวุฒิพงศ์ซึ่งสูญหายใน สปป.ลาว เมื่อปี 2560 คณะกรรมการฯ ได้นำคำวินิจฉัยของ กสม. เมื่อปี 2567 ที่ระบุว่ากรณีบุคคลทั้ง 9 รายเข้าข่ายการบังคับสูญหายอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหลักการระหว่างประเทศมาประกอบพิจารณาร่วมด้วยหรือไม่
.
[มีต่อ]
#พรบอุ้มหาย #ยุติการลอยนวลพ้นผิด
[ต่อ]
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะมติของคณะกรรมการฯ จะส่งผลต่อกระบวนการทางกฎหมายรวมถึงสิทธิในการได้รับการเยียวยา ตัวอย่างเช่น กรณีของสุรชัย แซ่ด่าน วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ซึ่งมีคำสั่งศาลให้เป็นบุคคลสาบสูญแล้ว แต่ในกรณีสยาม ธีรวุฒิซึ่งอยู่ในกลุ่มกรณีที่เกี่ยวข้องกับชูชีพกลับยังไม่ได้รับการพิจารณาในสถานะเดียวกัน ทางคณะกรรมการฯ ได้เร่งสืบคดีและเยียวยาผู้ลี้ภัยทั้ง 9 คนตามคำแนะนำ กสม. แล้วหรือไม่ เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความอยุติธรรม การเยียวยาที่ล่าช้าก็ยิ่งอยุติธรรมเข้าไปอีก
.
ประการสุดท้าย การละเมิดในค่ายทหารกับช่องโหว่ในการเลี่ยงกฎหมาย เป็นความก้าวหน้าที่ดีที่ศาลพลเรือนตัดสินลงโทษครูฝึกในคดีของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพตและพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ถือเป็นการทลายกำแพงการลอยนวลพ้นผิดในค่ายทหารอย่างเป็นรูปธรรม ทว่ากลับมีวิธีเลี่ยง พรบ. แบบใหม่ นั่นคือการตั้งข้อหาให้เบาลง
.
ตัวอย่างกรณีคดีพลทหารศิริวัฒน์ ใจดีเมื่อปี 2567 ซึ่ง DSI อ้างว่าไม่เข้าข่าย พรบ. ฉบับนี้จึงส่งให้ ป.ป.ช. พิจารณาต่อในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบแทน ได้มีการทบทวนกรณีนี้หรือไม่ กำแพงที่เราทลายยังมีรูลอดแล้วเราจะปิดรูรั่วเหล่านั้นอย่างไร เพื่อป้องกันการลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดจนถึงปลายทางที่จะทำให้ไม่มีใครถูกละเมิดอีกในอนาคตเกิดขึ้นจริง
.
ด้านธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและเลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ยอมรับในเรื่องของความล่าช้าในการทำรายงานต่อรัฐสภา เนื่องจาก พรบ. ฉบับนี้เป็นกฎหมายใหม่ กลไกต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ทั้งกลไกคณะกรรมการ การบันทึกภาพและเสียง การรายงานสถานการณ์ ตลอดจนการทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในภาคส่วนต่าง ๆ ยังต้องอาศัยเวลา นอกจากนี้การรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงการจัดการเรื่องร้องเรียนยังเป็นปัจจัยที่ทำให้การจัดทำรายงานเกิดความล่าช้าในบางส่วน
.
อย่างไรก็ตามคณะกรรมการฯ ไม่ได้ละเลยข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยที่ผ่านมาได้จัดเวทีสาธารณะเนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี และ 3 ปีของการบังคับใช้กฎหมาย เชิญสื่อมวลชน ผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม และญาติของผู้ได้รับผลกระทบเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อรับฟังข้อมูลและข้อเสนอแนะจากผู้เกี่ยวข้องและนำมาปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน สำหรับปีถัดไปคณะกรรมการฯ หรือฝ่ายเลขานุการจะต้องจัดทำและนำเสนอรายงานต่อรัฐสภาตามรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด
.
ส่วนกรณีสถิติการแจ้งเหตุผู้ถูกควบคุมตัวถึงแก่ความตายตามมาตรา 28 นั้น ธีรยุทธชี้แจงว่าหลังได้รับแจ้งเหตุฝ่ายเลขานุการต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนพิจารณาว่าการเสียชีวิตเข้าข่ายตาม พรบ. ฉบับนี้หรือไม่ บางกรณีพยานหลักฐานที่ได้รับยังไม่เพียงพอจึงต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้แจ้ง เช่น สำเนามรณบัตร รายงานชันสูตรพลิกศพ ภาพถ่าย และพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคณะอนุกรรมการกลั่นกรองข้อเท็จจริงฯ มีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วนร่วมพิจารณารวมถึงแพทย์นิติเวชและผู้แทนจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีการสอบถามญาติว่าติดใจในสาเหตุการเสียชีวิตหรือไม่ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาในแต่ละกรณี
.
กระบวนการดังกล่าวทำให้คณะกรรมการฯ ต้องทบทวนแนวปฏิบัติเพื่อให้การพิจารณาแล้วเสร็จอย่างทันท่วงที จึงได้ออกระเบียบคณะกรรมการฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งและติดตามพยานหลักฐานกรณีผู้ถูกควบคุมตัวถึงแก่ความตาย พ.ศ. 2569 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
.
ประเด็นการเยียวยา ธีรยุทธชี้แจงว่าในช่วงปี 2566 - 2568 คณะกรรมการฯ ได้ออกระเบียบว่าด้วยการเยียวยาซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2568 โดยทุกกรณีที่รับเรื่องไว้ตั้งแต่ พรบ. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้จนถึงก่อนมีระเบียบดังกล่าวล้วนถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทั้งหมด ทั้งนี้ระเบียบเพิ่งมีการประกาศใช้เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา ในส่วนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ มีหลักการสำคัญคือต้องการให้การเยียวยาเป็นเชิงสัญลักษณ์จากรัฐในการแสดงความรับผิดชอบและผู้เสียหายสามารถรับการเยียวยาโดยไม่ต้องรอผลคดี
.
สำหรับประเด็นของผู้สูญหายในต่างประเทศ 9 ราย คณะกรรมการฯ ได้รับข้อมูลชุดเดียวกัน ทุกครั้งที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หรือหน่วยงานอื่นนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการฯ จะนำข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณา รับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะไปปรับใช้ รวมถึงปรับปรุงวิธีการดำเนินงานตามคำแนะนำที่ได้รับจากแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
.
[มีต่อ]
[ต่อ]
ประเด็นการละเมิดในค่ายทหาร ธีรยุทธชี้แจงว่าคณะกรรมการฯ ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและประสานความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะกรมพระธรรมนูญซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายสำคัญ ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกัน นอกจากนี้กองทัพยังได้ปรับปรุงแนวปฏิบัติด้านการฝึกให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
วันนี้ได้มีโอกาสสอบถามความคืบหน้ากรณี 'สยาม ธีรวุฒิ' และผู้ลี้ภัยที่สูญหายคนอื่นๆ ที่วุฒิสภา ในวาระรายงาน กก.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เดี๋ยวลงรายละเอียดครับ
สว.เทวฤทธิ์ ติดตามไทยให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 ด้าน รมว.แรงงาน เผยตั้งเป้าผลักดันภายใน 2-3 ปี tpchannel.org/news/36079
สว.เทวฤทธิ์ ติดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม รมว.แรงงานคาดเสนอ ครม.สิ้นปีนี้ tpchannel.org/news/36086
[ 30 ปีข้อเรียกร้องแรงงาน จุลพันธ์ยืนยันให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 ภายใน 2–3 ปี ย้ำกฎหมายพร้อม รอเคลียร์ความเห็นหน่วยงานรัฐ]
.
วันนี้ (26 ตุลาคม 2569) ผมได้ตั้งกระทู้ถามจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรื่องความคืบหน้าและรายละเอียดของกระบวนการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 และขอทราบข้อทักท้วงของคณะกรรมการกฤษฎีกา
.
อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง เป็นหนึ่งในอนุสัญญาหลัก (Core Conventions) ซึ่งมีอยู่ 10 ฉบับ ที่ผ่านมาประเทศไทยให้สัตยาบันไปแล้ว 8 ฉบับ เหลือเพียง 2 ฉบับนี้ที่เรายังไม่ได้ให้สัตยาบันทั้งที่ประเทศส่วนใหญ่ได้ให้สัตยาบันกันไปหมดแล้ว ประเทศไทยจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่หาได้ยากในบรรดาสมาชิก ILO ที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับนี้
.
จริงอยู่ว่าเรามี พรบ. แรงงานสัมพันธ์ และ พรบ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์อยู่แล้ว แต่ยังมีแรงงานจำนวนมากที่ไม่ได้รับการคุ้มครองตามหลักการในอนุสัญญาทั้งสองฉบับนี้ ปัจจุบันประเทศไทยเองมีอัตราการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอยู่ที่ประมาณ 1.3% ของแรงงานทั้งหมดกว่า 30 ล้านคน ส่วนข้อตกลงสภาพการจ้างหรือ CBA มีแรงงานเพียง 0.8% ของจำนวนแรงงานทั้งหมดในระบบเศรษฐกิจเท่านั้นที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง นอกจากนี้อัตราการรวมกลุ่มและการต่อรองของแรงงานสะท้อนถึงความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานและสหภาพแรงงาน ซึ่งขบวนการแรงงานได้ต่อสู้เรียกร้องให้ประเทศไทยรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 มาอย่างยาวนาน อย่างน้อยก็ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 นับจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว
.
สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้พิจารณาคือ ประเทศที่มีอัตราการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอยู่ในลำดับต้น ๆ มักเป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงและมีระดับรายได้ต่อประชากรสูง เช่น สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก และนอร์เวย์ ประเทศเหล่านี้มีอัตราการรวมกลุ่มของสมาชิกสหภาพแรงงานอยู่ในระดับสูง ซึ่งสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต สวัสดิการ และรายได้ของแรงงาน
.
เวลาเราพูดถึงกับดักหรือมายาคติที่บอกว่าค่าแรงขั้นต่ำของเราต่ำเพราะผลิตภาพการผลิตของเราต่ำ ผมอยากตั้งคำถามว่าเรื่องนี้เป็นความจริงทั้งหมดหรือเปล่า ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาผลิตภาพการผลิตของเรามีอัตราเร่งสูงขึ้นแต่ค่าแรงกลับยังคงที่ สิ่งที่ทำให้ค่าแรงตามไม่ทันผลิตภาพการผลิตก็คืออำนาจการต่อรองของแรงงานที่มีไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผลิตภาพการผลิตกับค่าจ้างซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา
.
ดังนั้นผมจึงขอสอบถามเพื่อเน้นย้ำอีกครั้งว่า เหตุใดจึงจำเป็นต้องจัดทำร่างแก้ไข พรบ. แรงงานสัมพันธ์และร่างแก้ไข พรบ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ก่อนจึงจะสามารถให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ได้ ทั้งนี้เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 178 ตามที่ รมว. แรงงานกล่าวอ้างแล้วผมไม่พบว่ามีถ้อยคำใดที่ระบุว่าจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนเช่นนั้น
.
เนื่องจากครั้งก่อน รมว. เคยชี้แจงต่อฝั่ง สส. ว่าคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไข พรบ. แรงงานสัมพันธ์และ พรบ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ควบคู่ไปกับการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับ โดยได้ยกเหตุผลนี้ขึ้นมาชี้แจงว่าเหตุใดจึงยังไม่สามารถให้สัตยาบันได้ในปัจจุบัน ผมจึงขอสอบถามรายละเอียดว่าข้อทักท้วงและการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาในประเด็นนี้เป็นอย่างไร และกระบวนการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ทั้งสองฉบับมีแนวทางและกรอบระยะเวลาในการดำเนินการอย่างไรบ้าง รวมถึงความคืบหน้าในการพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสองฉบับที่กล่าวถึงขณะนี้อยู่ในขั้นตอนใดแล้ว
.
ด้าน รมว. แรงงานตอบว่าต้องพิจารณาเรื่องความเป็นประเทศผู้รับและประเทศผู้ส่งแรงงานด้วย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศที่เป็นผู้รับแรงงานจากต่างประเทศมักจะไม่ค่อยเข้าร่วมอนุสัญญา 87 และ 98 เพราะเป็นเรื่องของการรวมตัวและการจัดตั้งสหภาพแรงงาน ขณะที่ประเทศผู้ส่งแรงงานไม่ได้มีข้อขัดข้องอะไรในการเข้าร่วมอนุสัญญา โดยประเทศไทยเป็นทั้งประเทศผู้รับและประเทศผู้ส่ง มีส่วนผสมทั้งสอง และก็มีประเด็นเรื่องความมั่นคง ซึ่งในอดีตรัฐบาลและ รมว. แรงงานก็เผชิญกับแรงกดดันในประเด็นนี้ อาจทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับได้
.
จุลพันธ์ระบุว่ากระทรวงแรงงานมีความพยายามที่จะดำเนินการให้สัตยาบันอนุสัญญา 87 และ 98 มาแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ในฐานะ รมว. แรงงานได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาภายในส่วนราชการก่อน โดยยังไม่ได้ดำเนินการในลักษณะไตรภาคี
.
ในกระบวนการเจรจาระหว่างประเทศ คู่เจรจามีความประสงค์ให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ด้วย ยกตัวอย่างเช่น การเข้าเป็นสมาชิก OECD ในการเจรจาตามมาตรา 301 เรื่องภาษีกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้หารือกับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในประเด็นนี้ แน่นอนว่าการให้สัตยาบันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ท้ายที่สุดการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยเฉพาะการยกระดับศักดิ์ศรีของประเทศไทยในเวทีโลก และทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องการคุ้มครองและดูแลแรงงาน
.
จุลพันธ์ย้ำว่ากระทรวงแรงงานพยายามดำเนินการให้สัตยาบันอนุสัญญาหลายฉบับ โดย ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เป็นหนึ่งในเป้าหมายของกระทรวงแรงงานในปัจจุบัน ซึ่งตนจะพยายามดำเนินการให้สำเร็จภายใน 2–3 ปีข้างหน้าเพื่อให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาหลักครบทั้ง 10 ฉบับ
.
เรื่องที่ 2 เกี่ยวกับข้อทักท้วงของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จุลพันธ์ระบุว่าเกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี โดยในอดีตกระทรวงแรงงานเคยเสนอร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเข้าสู่ ครม. ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมให้กระทรวงแรงงานพิจารณาเกี่ยวกับการเสนอเรื่องต่อ ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบในการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ โดยเสนอขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาเพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนการทำหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับการเสนอขอแก้ไขกฎหมาย ความหมายก็คือให้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าไปในคราวเดียวกัน ไม่ใช่ขอความเห็นชอบแต่เพียงเรื่องของการเข้าอนุสัญญาเท่านั้น
.
เมื่อกระทรวงแรงงานได้รับเรื่องกลับมาแล้วก็มาดำเนินการในส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งขณะนี้กระทรวงแรงงานมีความพร้อมแล้ว หมายความว่า หากเราสามารถพูดคุยกับหน่วยงานต่าง ๆ ให้เกิดความเข้าใจได้ รัฐสภาให้การสนับสนุน เราก็พร้อมที่จะเสนอเรื่องเข้าสู่ ครม. ทั้งในส่วนของการให้สัตยาบันอนุสัญญา 87 และ 98 และร่างกฎหมายที่ได้ยกร่างเตรียมไว้แล้วเพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป ขณะนี้กระทรวงแรงงานได้เตรียมความพร้อมทั้ง 2 ส่วนไว้ครบถ้วนแล้วและพร้อมที่จะดำเนินการ หากสังคมให้การยอมรับและเห็นถึงประโยชน์ของสิ่งที่เรากำลังดำเนินการ และรัฐสภาเห็นถึงประโยชน์ของการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับ กระทรวงแรงงานก็มีความพร้อม
.
ผมตอบกลับไปว่าที่ผ่านมามีการขับเคลื่อนและให้มุมมองในเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน อยากเห็น รมว. จุลพันธ์ได้ไปลงนามที่เจนีวาอีกสักคน ยกตัวอย่าง อดุลย์ แสงสิงแก้วได้ให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานในภาคประมง ในปี 2562 มีการให้ สนช. ลงมติเห็นชอบก่อนเข้าสู่กระบวนการให้สัตยาบัน จากนั้นจึงมีการจัดทำ พรบ. คุ้มครองแรงงานในงานประมงให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฉบับนี้
.
ต่อมาในปี 2568 พิพัฒน์ รัชกิจประการก็ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 155 ว่าด้วยความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน ซึ่งไม่ได้มีการจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาโดยตรงเพราะประเทศไทยมี พรบ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 อยู่แล้ว แต่มีการทยอยแก้ไขและออกกฎหมายลำดับรอง ทั้งกฎกระทรวงและประกาศต่าง ๆ ตามมาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าในอดีต เราสามารถให้สัตยาบันอนุสัญญาก่อนแล้วดำเนินการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องตามมา จึงคิดว่าแนวทางเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เราสามารถนำมาพิจารณาได้
.
เมื่อ รมว. แรงงานพูดถึงการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาผมก็ขอบคุณ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเริ่มศึกษา เพราะตั้งแต่ปี 2552 องค์กรแรงงานก็ได้ร่วมกันตั้ง “คณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98” ขึ้นมาแล้ว ส่วนในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้ตั้ง “คณะทำงานประสานการดำเนินงานเพื่อให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98” ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2553 คณะรัฐมนตรีก็มีมติเห็นชอบให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ และเสนอเรื่องเข้าสู่รัฐสภาเพื่อขอมติ แต่สุดท้ายก็ถูกถอนออกไปก่อนเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการสั่งสมความรู้และผ่านการศึกษามาอย่างยาวนานแล้ว จึงน่าจะสามารถเดินหน้าดำเนินการต่อได้เลย
.
อีกประการหนึ่ง ในประเด็นเรื่องการเป็นประเทศผู้ส่งออกแรงงานและประเทศนำเข้า ผมอยากให้ลองเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ด้วย ยกตัวอย่างประเทศใกล้บ้านเราอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ซึ่งให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 98 ไปแล้วและมีแรงงานอพยพจำนวนมากเช่นกัน หรือแม้แต่ประเทศในสหภาพยุโรปเอง ก็เป็นประเทศที่มีแรงงานอพยพจำนวนมาก อยากให้พิจารณาข้อกังวลเรื่องความมั่นคงเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหรือแม้กระทั่งประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านสวัสดิการและมีค่าแรงที่เป็นธรรมมาเปรียบเทียบด้วย
.
ด้านจุลพันธ์กล่าวชี้แจงทิ้งท้ายว่าเราไม่ได้เห็นต่างอะไรกันมาก โดยมีอยู่ 2 ประเด็นที่ชี้แจงเพิ่มเติม ประเด็นแรก เรื่องอนุสัญญาฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานในภาคประมงซึ่งมีการให้สัตยาบันในปี 2562 นั้นเกิดขึ้นก่อนที่จะมีข้อสังเกตของคณะกรรมการกฤษฎีกา เนื่องจากในขณะนั้นมีความจำเป็นเร่งด่วนเพราะประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาใบเหลืองใบแดงในเรื่องประมง จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการนำเรื่องเข้าสู่สภาเพื่อขอความเห็นชอบ อาจไม่ได้มีความเห็นในลักษณะที่จะต้องเสนอร่างกฎหมายเข้ามาประกบในคราวเดียวกัน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหา เพราะกระทรวงแรงงานมีความพร้อมในเรื่องกฎหมายเรียบร้อยแล้ว
.
ประเด็นที่สอง การตั้งคณะทำงานศึกษา อยากขอความเห็นใจว่าเรื่องนี้มีความอ่อนไหวพอสมควร ไม่กล้าที่จะหยิบผลการศึกษาเมื่อ 10 ปีก่อนมาอ้างว่าเรากำลังจะผลักดันเรื่องนี้ เพราะหากมีความเห็นที่แตกต่างกัน ก็อาจทำให้ตอบคำถามได้ยาก เนื่องจากองค์ประกอบ สถานการณ์ และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว เราจึงต้องการศึกษาใหม่ให้มีความครบถ้วนและถูกต้อง ในท้ายที่สุด ขอยืนยันถึงความตั้งใจของกระทรวงแรงงานในการผลักดันให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98
#อนุสัญญาILO #ILO8798 #รวมตัวเจรจาต่อรอง
[เสนอให้คุ้มครองไรเดอร์ตาม ม.22 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานก่อน
ด้าน รมว.แรงงานชี้ติดข้อวินิจฉัยกฤษฎีกา เตรียมชงร่างกฎหมายแรงงานแพลตฟอร์มเข้า ครม. สิ้นปีนี้ พร้อมปรับสิทธิประกันสังคม ม.40]
.
วันนี้ (26 ตุลาคม 2569) ผมได้ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรื่อง การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิของแรงงานแพลตฟอร์ม และมาตรการแก้ไขเยียวยาปัญหาระยะสั้นระหว่างที่กระบวนการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ
.
ปัจจุบันมีแรงงานแบบใหม่หรือรูปแบบการจ้างงานแบบใหม่ที่เรียกว่าแรงงานแพลตฟอร์มจำนวนมาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประเมินว่าแรงงาน “แพลตฟอร์มดิจิทัล” ปัจจุบันพุ่งเกือบ 5 แสนราย แต่งานเหล่านี้ยังคงมีสถานภาพทางกฎหมายที่คลุมเครือ มีความพยายามเลี่ยงไปเรียกว่า "ผู้รับจ้างอิสระ" บ้าง "กึ่งอิสระ" บ้าง จนถึง "พาร์ตเนอร์" ทำให้สภาพของแรงงานกลุ่มนี้ไม่ถูกรับรองหรือคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และระบบประกันสังคม ทำให้ขาดความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจ รายได้ไม่แน่นอน ขาดอำนาจในการรวมกลุ่มต่อรอง และการจัดตั้งสหภาพแรงงาน
.
ปัญหานี้ไม่ใช่เราเพิ่งตระหนัก ต้นปี 2567 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเคยมีคำวินิจฉัยว่าการจ้างงานที่ไม่คุ้มครองไรเดอร์ในฐานะ “ลูกจ้าง” ถือเป็นการละเมิดสิทธิ พร้อมทั้งออกข้อเสนอแนะตามรายงานผลการตรวจสอบที่ 81/2567 ให้คุ้มครองสิทธิแรงงานไปยังบริษัทแพลตฟอร์มและกระทรวงแรงงาน เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะบ้านเราแต่เป็นกันทั่วโลก บางประเทศที่ตระหนักถึงสิทธิแรงงานก็ออกมาตรการกฎเกณฑ์คุ้มครองไปก่อนหน้า บางประเทศหรือกลุ่มประเทศอย่างเช่น EU ก็มีหลักการ EU Directive ซึ่งจะครบ 2 ปีที่ประเทศในกลุ่มสมาชิกจะต้องมีหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองแรงงานเหล่านี้
.
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุมใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สมัยที่ 114 ณ นครเจนีวา ได้มีมติรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งไทยเห็นชอบกับอนุสัญญาฉบับนี้ด้วย โดยมีหลักการสำคัญ อาทิ การจัดประเภทสถานะแรงงานให้สอดคล้องกับลักษณะการทำงานที่แท้จริง สิทธิในการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรองร่วม มาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและไม่ต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย การเข้าถึงระบบประกันสังคมอย่างเท่าเทียม การคุ้มครองจากการบริหารจัดการด้วยระบบอัลกอริทึม
.
ผมได้ตั้งคำถามว่ากระทรวงแรงงานมีแนวทางและนโยบายในการจัดสถานะทางกฎหมายของกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์มอย่างไร โดยจะพิจารณาจัดให้อยู่ในสถานะ “ลูกจ้าง” ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีอยู่เดิม หรือจะออกแบบให้เป็นกลุ่มแรงงานอิสระที่มีระบบกฎหมายและกลไกการคุ้มครองแยกออกมาเป็นการเฉพาะ รวมถึงการดำเนินกระบวนการดังกล่าวกระทรวงแรงงานมีแผนการหรือกรอบระยะเวลาในการดำเนินงานอย่างไร ขอทราบรายละเอียด
.
ในระยะสั้นระหว่างที่กระบวนการตราหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มยังไม่เสร็จสิ้น กระทรวงแรงงานมีมาตรการเร่งด่วนหรือกลไกเฉพาะหน้าอย่างไรในการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของแรงงานแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะในกรณีการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน มาตรการควบคุมการถูกสั่งระงับสัญญาณ (ถูกแบน) หรือการปิดระบบโดยไม่เป็นธรรมจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
.
ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะว่าลักษณะความสัมพันธ์ในการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์มเข้าข่ายเป็นลูกจ้างและควรได้รับสิทธิตามกฎหมายแรงงาน กระทรวงแรงงานมีแผนงานในการตอบสนองและนำคำวินิจฉัยรวมถึงข้อเสนอแนะดังกล่าวมาปรับใช้ในการกำหนดนโยบายหรือปรับปรุงกฎหมายภายในของกระทรวงให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลหรือไม่ อย่างไร
.
ด้านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตอบชี้แจงในประเด็นแรกว่าตนเองเป็นหนึ่งในคณะที่เดินทางไปเจนีวาเพื่อเข้าร่วมการประชุมกับ ILO ในการประชุมใหญ่แรงงานระหว่างประเทศ (ILC) ครั้งล่าสุด โดยวันนี้ ILO ออกอนุสัญญาฉบับที่ 193 แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดหรือให้ความชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบสัญญาจ้างว่าแพลตฟอร์มเป็นผู้จ้างหรือผู้สั่งอาหารผ่านระบบออนไลน์เป็นผู้จ้าง เนื่องจากประเด็นนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปในการเจรจาของ ILO อย่างไรก็ตามอนุสัญญาฉบับที่ 193 ระบุถึงการคุ้มครองสิทธิ การจ้างงาน และรายได้ ซึ่งครอบคลุมถึงสิทธิและสวัสดิการ โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการยืนยันให้แรงงานแพลตฟอร์มเข้าสู่ระบบประกันสังคม
.
สำหรับกรอบระยะเวลาดำเนินการ ในขณะนี้กระทรวงแรงงานได้เริ่มยกร่างกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ผ่านขั้นตอนของกระทรวงและอยู่ระหว่างการตรวจสอบต่าง ๆ เพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะเสนอได้ในช่วงสิ้นปีนี้ จากนั้นก็ต้องใช้เวลาอีกราวหนึ่งปีในการเข้าสู่ชั้นสภาผู้แทนราษฎรและกลับมายังวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
.
ทั้งนี้กระทรวงแรงงานมีเป้าหมายที่จะให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ไม่น้อยกว่า 5 ฉบับ โดยอนุสัญญาฉบับที่ 193 เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่วางไว้ คาดว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 2 ปีทั้งในส่วนของการให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 193 และการจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม โดยยืนยันกับผมว่าจะเร่งดำเนินการอย่างแน่นอน
.
สำหรับคำถามที่ 2 ว่าในระหว่างที่กฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ กระทรวงแรงงานมีกระบวนการดูแลและคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มอย่างไร นายจุลพันธ์ยอมรับว่าเป็นปัญหาสำคัญของกระทรวงแรงงาน เนื่องจากเวลาแรงงานแพลตฟอร์ม เช่น ไรเดอร์ ประสบอุบัติเหตุ มักพบว่าไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ทำให้ภาครัฐไม่สามารถเข้าไปเยียวยาหรือให้การรักษาพยาบาลได้อย่างเต็มที่ ทางออกชั่วคราวขณะนี้คือการรณรงค์ให้เข้าสู่ระบบประกันสังคมในรูปแบบที่ยังสามารถทำได้ เช่น มาตรา 40 สำหรับแรงงานอิสระ แม้การคุ้มครองดูแลไม่ได้เทียบเท่ากับมาตรา 33 แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย
.
อย่างไรก็ดี จากข้อมูลพบว่าผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ที่มีอยู่กว่า 10 ล้านคนส่วนใหญ่มีการขาดส่งเงินสมทบ โดยมีผู้ส่งสม่ำเสมอเพียงประมาณ 1 ล้านกว่าคนเท่านั้น เนื่องจากสิทธิประโยชน์เดิมเน้นเรื่องสุขภาพซึ่งซ้ำซ้อนกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) กระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคมจึงอยู่ระหว่างปรับปรุงสิทธิประโยชน์มาตรา 40 ให้จูงใจและสมน้ำสมเนื้อมากขึ้น โดยเน้นการรองรับเรื่องเงินบำนาญ เงินออมยามเกษียณ และเงินชดเชยกรณีตกงานหรือหยุดงาน
.
ในประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จุลพันธ์ชี้แจงว่า กระทรวงแรงงานได้รับทราบและรับฟังข้อเสนอแนะดังกล่าว อย่างไรก็ตามในข้อเท็จจริง แม้แต่อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ก็ยังไม่ได้ชี้ชัดถึงสถานะความสัมพันธ์ในการจ้างงานระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ทำงานว่ามีสถานะเป็นพาร์ตเนอร์หรือลูกจ้าง ซึ่งรูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าวมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น สิงคโปร์และประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรป ซึ่งมีคำจำกัดความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสัญญาระหว่างแรงงานแพลตฟอร์มกับแพลตฟอร์มแตกต่างกัน จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงานที่จะต้องดำเนินการยกร่างกฎหมาย ก่อนเสนอให้รัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พิจารณาว่าความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ทำงานบนแพลตฟอร์มควรมีรูปแบบใด
โดยส่วนตัว จุลพันธ์เชื่อว่าต้องพิจารณาเรื่องอำนาจเหนือของแพลตฟอร์มเป็นสำคัญ เช่น แพลตฟอร์มมีอำนาจให้คุณให้โทษหรือไม่ สามารถเลิกจ้างหรือถอดไรเดอร์ออกจากระบบได้หรือไม่ รวมถึงสามารถให้โบนัสหรือเงินพิเศษได้หรือไม่ ทั้งนี้กระทรวงแรงงานรับข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไปพิจารณา ดำเนินการปรับปรุงร่างกฎหมายให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
.
ผมได้ตอบกลับไปว่ารู้สึกอุ่นใจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงาน โดยเห็นว่ารูปแบบการทำงานของไรเดอร์และแรงงานแพลตฟอร์มในปัจจุบันอยู่ภายใต้อำนาจกำกับของอัลกอริทึมและแพลตฟอร์มอย่างชัดเจน ทั้งการสั่งแบน การควบคุมออเดอร์ และการกำหนดรูปแบบการทำงาน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน
.
สำหรับคำถามที่ 2 เป็นประเด็นสำคัญในระหว่างที่เรายังไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มโดยเฉพาะ ตั้งแต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชี้ว่ารูปแบบการจ้างงานลักษณะนี้เข้าข่ายการละเมิดสิทธิ ก็หมายความว่าตลอดระยะเวลา 951 วันที่ผ่านมาแรงงานเหล่านี้ต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิ ขณะที่เรายังไม่ได้ให้การรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ซึ่งผ่านไปแล้ว 136 วัน โดยที่แรงงานเหล่านี้ยังไม่ได้รับความคุ้มครอง ดังนั้น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เองยังมีช่องทางอยู่ โดยเฉพาะมาตรา 22 ซึ่งวางกรอบการคุ้มครองแรงงานเป็นการเฉพาะ โดยรัฐมนตรีมีอำนาจตามมาตรา 6 ในการออกกฎหมายหรือประกาศเพื่อให้ความคุ้มครอง
.
ผมจึงเสนอว่านี่อาจเป็นช่องทางหนึ่งในช่วงที่เรายังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม แม้อาจไม่ได้ให้ความคุ้มครองได้เต็มรูปแบบตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แต่เราก็มีตัวอย่างจากงานรับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งมีลักษณะยืดหยุ่น ไม่มีการควบคุมสั่งการที่ชัดเจน แต่เป็นการรับออเดอร์ไปทำที่บ้าน และสามารถออกกฎหมายคุ้มครองโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 22 ได้ตั้งแต่ปี 2547 ผมเข้าใจถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของรัฐมนตรี จึงอยากสอบถามว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะใช้ช่องทางนี้ในการให้ความคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มในระหว่างที่กำลังยกร่างกฎหมายเฉพาะ
.
จุลพันธ์ชี้แจงทิ้งท้ายว่าในสมัยก่อนหน้าที่ตนเข้ารับตำแหน่ง กระทรวงแรงงานเคยส่งแนวทางการใช้มาตรา 22 เพื่อคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และได้รับหนังสือตอบข้อหารือของกระทรวงแรงงานว่า มาตรา 22 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองการใช้แรงงานระหว่างนายจ้างและลูกจ้างให้เป็นธรรม ภายใต้นิยามสัญญาจ้างตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และมาตรา 575 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อพิจารณาข้อตกลงหรือข้อกำหนดการจ้างงานบนแพลตฟอร์มดิจิทัลแล้วเห็นว่ามิได้เป็นสัญญาที่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงยังติดข้อวินิจฉัยนี้จนกว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายและจัดทำกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มให้ครบถ้วน
.
อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานกำลังทบทวน พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ เพื่อขยายขอบเขตการคุ้มครองให้ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้นก่อนเสนอร่างแก้ไขกลับเข้าสู่รัฐสภา จึงฝากสมาชิกวุฒิสภาทุกคนร่วมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เป็นกลไกคุ้มครองแรงงานในเบื้องต้นก่อนที่จะมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมครบถ้วนต่อไป
#แรงงานแพลตฟอร์ม #ILO193
สว.ลงมติ 143 เสียง เห็นชอบ ขจรเดช เจนวัฒนานนท์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พร้อมลงมติให้รายงานและบันทึกการประชุม กมธ.สอบประวัติฯ เป็นลับ
.
ตำแหน่งดังกล่าว แทนนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ ที่ครบวาระ โดยก่อนหน้านี้นายขจรเดชผ่านการสรรหาด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 จากประสบการณ์ด้านกฎหมายกว่า 10 ปี และเคยผ่านงานสำคัญ เช่น ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ภาค 2
.
ทั้งนี้ นายขจรเดชเคยสมัครรับการสรรหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ในปี 2567 และผู้ตรวจการแผ่นดินในปี 2568 เป็นต้น ขณะที่สถิติของวุฒิสภาชุดปัจจุบันตั้งแต่ปลายปี 2567 มีการสรรหา คตง. ใหม่ 7 คน โดยให้ความเห็นชอบ (รวมนายขจรเดชแล้วเป็น) 5 คน และตีตก 2 คน
พรุ่งนี้ สว.มีวาระให้ความเห็นชอบ 'ขจรเดช เจนวัฒนานนท์' นั่ง คตง. พร้อมขอมติให้รายงานเป็นลับ
.
พรุ่งนี้ (26 ต.ค. 69) ที่ประชุมวุฒิสภาจะมีวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบ นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) แทนนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ ที่ครบวาระ โดยนายขจรเดชผ่านการสรรหาด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 จากประสบการณ์ด้านกฎหมายกว่า 10 ปี และเคยผ่านงานสำคัญ เช่น ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ภาค 2
.
ทั้งนี้ นายขจรเดชเคยสมัครรับการสรรหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ในปี 2567 และผู้ตรวจการแผ่นดินในปี 2568 เป็นต้น ขณะที่สถิติของวุฒิสภาชุดปัจจุบันตั้งแต่ปลายปี 2567 มีการสรรหา คตง. ใหม่ 6 คน โดยให้ความเห็นชอบ 4 คน และตีตก 2 คน
.
สำหรับการพิจารณาในวันพรุ่งนี้ คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติฯ ที่มีนายธวัช สุระบาล เป็นประธาน ได้จัดทำผลการตรวจสอบเป็น "รายงานลับ" โดยอ้างความจำเป็นในการปกปิดข้อมูลบางประการ และเตรียมขอมติให้วุฒิสภาดำเนินการ "ประชุมลับ"
.
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องไม่เปิดเผยรายงานนั้น ที่ผ่านมาผมได้อภิปรายท้วงติงมาตลอดว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรค 6 กำหนดให้การเปิดเผยรายงานการประชุมเป็นบรรทัดฐานปกติ เพื่อเป็นหลักประกันความโปร่งใสและยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง สอดคล้องกับข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ข้อ 110 วรรคสอง ที่ระบุให้ทำรายงานลับได้เพียง "บางส่วน" แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ารายงานของ กมธ. เกือบ 100% ถูกจัดทำเป็นรายงานลับทั้งหมด ซึ่งผมเสนอว่ามันไม่ควรลับเลย ไม่มีอะไรต้องเสียหายแถมยังเป็นหลักประกันความโปร่งใส ความรับผิดชอบในการทำงานของคณะกรรมาธิการฯแก่ประชาชน แน่นอนผมแพ้โหวตในที่ประชุมเสมอมา
พรุ่งนี้ รมว.แรงงานจะมาตอบกระทู้ผม 2 กระทู้ที่สภาฯคือแนวทางการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม กับการให้สัตยาบันอนุสัญญาILO 87,98
อย่าห่วงรัฐบาลเลย เพราะกลไกคณะกรรมาธิการของสภา "ถูกถอดเขี้ยวเล็บ" ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่อ้างว่า "ปราบโกง" อยู่แล้ว ห่วงประชาชนเถอะ
.
สัปดาห์ที่ผ่านมามีข้อถกเถียงวิจารณ์การทำงานของ "คณะกรรมาธิการ (กมธ.)" ว่าซ้ำซ้อนบ้าง ลุแก่อำนาจบ้าง นอกจากสภาพสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่แล้ว อยากชวนทำความเข้าใจสภาพตามรัฐธรรมนูญ 60 ที่อ้างว่า "ปราบโกง" แต่ดันมัดมือมัดเท้า กมธ. หรือกลไกรัฐสภาอย่างเห็นได้ชัดมาก
.
กมธ. เปรียบเสมือนสภาขนาดย่อมที่มาทำงานแทน เพราะสภาใหญ่ไม่สามารถมีเวลาพอที่จะมาดำเนินงานนั้น แต่บางเรื่องที่ไม่ซับซ้อนที่คาดได้ว่าไม่ใช้เวลามากก็ใช้สภาดำเนินการในฐานะกรรมาธิการเต็มสภาก็มี ทีนี้เมื่อ กมธ. ทำแทนสภาย่อมเป็นภาพแทนของอำนาจสภา ซึ่งมีหัวใจสำคัญ 2 ส่วน คือ นิติบัญญัติและตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร งานนิติบัญญัติเราก็จะเห็น กมธ. พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ต่าง ๆ ส่วนงานตรวจสอบถ่วงดุล ส่วนมากเราจะเห็นตั้ง กมธ. สามัญล้อไปตามฝ่ายบริหารที่แบ่งตามกระทรวงต่าง ๆ [ที่ต้องย้ำคือเราไม่ควรยอมรับการแบ่ง กมธ. ตามคนของพรรคตัวเองที่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงนั้น ๆ เพราะย้อนกลับไปคือ กมธ. เป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร แล้วมันจะตรวจสอบอย่างไรเมื่อเอาคนของตัวเองมานั่งขวางใน กมธ. แบบนี้ คนเสียประโยชน์ไม่ใช่ฝ่ายค้าน แต่มันคือประชาชนนี่ล่ะ]
.
ทีนี้รัฐธรรมนูญ 60 กระทำการถอดเขี้ยวเล็บ กมธ. ในการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างไร อำนาจ กมธ. ถูกเปลี่ยนมาบัญญัติไว้ในมาตรา 129 จากเดิม "สอบสวน" เป็น "สอบหาข้อเท็จจริง" และจาก "อำนาจออกคำสั่งเรียก" เป็น "อำนาจเรียก" บุคคลและเอกสาร เรียกว่าเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของ กมธ. จากการ "สอบสวน" และใช้อำนาจ "บังคับ" ไปเป็นเพียง "การสอบหาข้อเท็จจริง" และ "ขอความร่วมมือ" จากเดิมที่มีโทษอาญาสำหรับคนที่ฝ่าฝืนไม่มาตามคำสั่งเรียก เหลือเพียงให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดให้ความร่วมมือ เห็นอะไรไหมครับ กมธ. ควรเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุล แต่เมื่อพรรคการเมืองที่เป็นเจ้ากระทรวงเอาคนของตัวเองไปนั่งเป็นประธาน กมธ. แล้ว อำนาจความรับผิดชอบกรณีการสอบหาข้อเท็จจริงก็ยังไปอยู่ที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนั้นด้วย มันจะเอื้อต่อการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างไร ยิ่งคุณรักชอบรัฐบาลยิ่งควรปล่อยให้กลไกตรวจสอบถ่วงดุลทำงานอย่างที่มันควรจะเป็น
.
อำนาจของ กมธ. โดนถอดเขี้ยวเล็บโดยรัฐธรรมนูญ 60 และศาลรัฐธรรมนูญก็มาชี้ว่า พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554 มาตรา 5, 8 และ 13 ซึ่งให้อำนาจ กมธ. ออก "คำสั่งเรียก" พร้อมกำหนดโทษอาญาหากฝ่าฝืนนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 129 นั่นล่ะ จนต้องมาแก้กฎหมายใหม่เปลี่ยนจากเดิมที่มีโทษอาญา เหลือเพียงโทษทางวินัยสำหรับคนที่ไม่ให้ความร่วมมือเท่านั้น
.
ดังนั้นใครที่อ้างเรื่องประชาธิปไตยแต่ยังมาโวยวายการทำงานของ กมธ. ที่พยายามทำงานภายใต้ข้อจำกัด หรือใครที่อ้างส่งเสริมการตรวจสอบแต่ยังเอาคนของพรรคตัวเองมานั่งเป็นประธานใน กมธ. ที่เกี่ยวกับรัฐมนตรีของพรรคตน คนเหล่านี้กำลังหลอกพวกคุณอยู่
ความกังวลเรื่อง #กะเพรา ที่ไม่ควรดูเบา
.
ประเด็นถกเถียงเรื่องจดทะเบียนกะเพรานั้น แม้จะมีการยืนยันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ม.33 ว่าคนอื่นเพียง "ไม่" สามารถเพาะ 'เมล็ดพันธุ์' ที่ได้รับความคุ้มครอง 'ขาย' ได้เท่านั้น จะเอาไปปลูกหรือปลูกขาย หรือเก็บเมล็ดไปปลูกต่อนั้นทำได้
.
แต่ประเด็นข้อกังวล ข้อสงสัยของประชาชน มันไม่ควรถูกดูเบา เย้ยหยัน เพราะมันเป็นประเด็นสะสมสั่งสมมานาน ผมคิดว่าข้อกังวลเรื่องความหลากหลายของกะเพราอาจเป็นเรื่องรอง แต่ประเด็นนี้มันคือการแสดงอาการกังวลจากปัญหาการผูกขาดหรือผู้เป็นเจ้าตลาดน้อยรายที่ควบคุมได้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เมล็ด การปลูก ยาและปุ๋ย สัญญาการปลูก ระบบกู้หนี้ยืมสิน ตลาด การกระจายสินค้า จนถึงเมนูที่อยู่ในจานผู้บริโภค วนไป ที่สะท้อนปัญหาการกำกับการแข่งขันเรามันแย่มากๆ
.
หลายคนยกคำชี้แจงของคนในกระทรวงเกษตรฯ มายืนยัน ผมคิดว่าฟังได้ แต่เราก็มีบทเรียนจากกรณีปลาหมอคางดำระบาด ที่เห็นได้ชัดว่าคนที่มาคอยปกป้องเป็นหลักกลายเป็นข้าราชการจากกระทรวงฯ นี้ ด้านหนึ่งอาจเพราะมีอดีตผู้บังคับบัญชามีส่วนที่จะต้องรับผิด องค์กรก็โดนฟ้องอันนี้เข้าใจ แต่อีกด้านบางคนก็ตั้งประเด็นว่า ตกลงเป็นข้าราชการ หรือเป็นพนักงานบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ที่มาทำงานข้าราชการกันแน่ จนมีคนเสนอให้ทำการสำรวจปลายทางข้าราชการเหล่านี้มักออกไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชนหลังเกษียณก็มี
.
อีกกระแสที่ภายหลังจากการตื่นตัวเรื่อง UPOV 1991 ที่ถูกยกเป็นเงื่อนไขในการเจรจา FTA กับ EU เมื่อเดือนที่ผ่านมา ประเด็นหนึ่งคือทำให้คนตื่นตัวในเรื่องการคุ้มครองเมล็ด และประเด็นสำคัญคือกรณีที่กรมวิชาการเกษตรพยายามแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะประเด็นที่อยู่ใน ม.33 นั้นเมื่อเดือนก่อน จะยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ไม่จำกัดสิทธิเกษตรกร เก็บ–ใช้–แลกเปลี่ยน–จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ได้ตามเดิม ไม่ผิดกฎหมาย ก็ตาม แต่ผมยังไม่เคยเห็นตัวร่าง (มีใครเห็นแล้วกรุณาแปะให้หน่อยครับ) มีเพียงตัวที่เคยผลักดันก่อนหน้านี้ จะเห็นว่ามันก็มีประเด็นที่น่ากังวล (ดูภาพที่ BioThai เคยนำมาเทียบ) โดยเฉพาะขยายความคุ้มครองถึงผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ของพืชพันธุ์ใหม่ด้วย ซึ่งหากความพยายามครั้งใหม่มีเรื่องนี้ก็น่ากังวล
.
ผมจึงคิดว่ากระทรวงหรือผู้ผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.นี้ควรเปิดเผยตัวร่าง พ.ร.บ.ให้สาธารณชนได้อ่าน (หากมีแล้วก็รบกวนแปะให้หน่อยครับ) เพราะเมื่อเดือนที่แล้วเชิญตัวแทนกระทรวงฯ มาให้ข้อมูล บอกเพียงว่า ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ยังไม่เสร็จสิ้น และจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเมื่อปรับแก้แล้วเสร็จเท่านั้น
.
ส่วนตัวผมอยู่ในกลุ่มแนวคิดที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างกลไกในการกีดกันหรือการจำกัดสิทธิผู้ใช้อย่างการคุ้มครองเหล่านี้ แม้ตาม พ.ร.บ.ที่เป็นอยู่ก็มีพืชที่ได้สิทธิคุ้มครองแล้วหลายอัน แต่การแก้ไขก็สร้างความกังวลไม่น้อยว่าจะยิ่งเพิ่มระดับการคุ้มครองกัน ทั้งที่สินค้าเหล่านี้ โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นอย่างอาหาร(จนถึงยารักษาโรค)มันคือ การสั่งสมของแรงงานในอดีต ที่เป็นผลรวมของแรงงานมนุษย์ทั้งหมดที่ถูกลงแรงไปในอดีตเพื่อสร้างและพัฒนามันขึ้นมา อาจมีเอกชนที่มาต่อยอดในปลายทางแต่ก่อนหน้านั้นมันไม่ได้อยู่ดีๆ โผล่ขึ้นมา ดังนั้นมันควรเป็นของส่วนรวม ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของเอกชนรายใดรายหนึ่ง และยิ่งรายที่ผูกขาดทั้งระบบการผลิตจนถึงการกระจายสินค้ายิ่งไปกันใหญ่ แม้ UPOV จะอ้างว่าเป็นแรงจูงใจให้ปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ เกิดการลงทุนจากบริษัทเมล็ดพันธุ์และการจ้างงาน เกิดความมั่นคงทางอาหาร แต่แม้คิดบนพื้นฐานนี้ก็ยอมรับเองว่าต้นทุนจะสูงขึ้นแต่ผลผลิตก็จะสูงตามไปด้วยก็ตาม
.
จะว่าไปสหประชาชาติเองก็แนะนำว่ากฎหมายของไทยและอินเดียเหมาะกับประเทศกำลังพัฒนา จึงไม่แนะนำให้ไทยและอินโดนีเซียรับ UPOV 1991 ในการเจรจา ดังนั้นหากจะเดินหน้าเจรจา FTA ดังกล่าวต่อไปก็ทำเหมือนอินเดีย คือตัดเรื่อง UPOV ออกไปจากการเจรจา
.
รวมทั้งใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 ต่อไปโดยไม่แก้ไข ไปจนถึงป้องกันการผูกขาดอย่างจริงจังโดยเฉพาะการผูกขาดทั้งระบบการผลิตจนถึงการกระจายสินค้า
ประธานวุฒิสภาไฟเขียวตั้งกระทู้ถามนายกฯ เร่งรัดแนวทางคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาคดีการเมืองที่ไม่เข้าข่ายนิรโทษกรรม กับกระทู้ถาม รมว.เกษตรฯ ถึง ความโปร่งใสของข้อมูลวิชาการประมงทะเลและความล่าช้าในการออกประกาศคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อนตาม พ.ร.บ.ประมงฉบับแก้ไขล่าสุด
.
22 ต.ค.ที่ผ่านมา ผมได้รับแจ้งจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาผ่านหนังสือด่วนที่สุดว่าประธานวุฒิสภาได้พิจารณาและอนุญาตให้ตั้งกระทู้ถามเป็นหนังสือเพื่อถามนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยกระทู้ดังกล่าวมีประเด็นเรื่อง "การเร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569" ทั้งนี้ ได้มีการแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตอบในราชกิจจานุเบกษาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ส่งมอบ หรือหากมีเหตุขัดข้องไม่สามารถตอบได้จะต้องแจ้งให้ทราบต่อไป
.
อีกกระทู้ที่ประธานวุฒิสภาได้พิจารณาและอนุญาตให้ตั้งกระทู้ถามเป็นหนังสือเพื่อถามเป็นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา เรื่อง "ความโปร่งใสของข้อมูลวิชาการประมงทะเลและความล่าช้าในการออกประกาศคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อนตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ.2568"
.
[กระทู้ "การเร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569"]
.
สำหรับกระทู้ดังกล่าว ผมอ้างถึงพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 แม้กฎหมายจะมีเจตนารมณ์เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง แต่ยังคงมีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ยังคงถูกคุมขังและดำเนินคดีเนื่องจากไม่ได้รับการนิรโทษกรรม จึงตั้งคำถามถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ว่าได้มีการติดตาม กำชับ หรือเร่งรัดให้คณะกรรมการฯ จัดทำข้อเสนอแนะตามมาตรา 6 (4) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาลหรือไม่ รวมทั้งมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนอย่างไร
.
นอกจากนี้ ยังมีการสอบถามว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวจะมีเนื้อหาครอบคลุมมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ต้องหาและจำเลยในคดีการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมใน 6 ด้านนี้หรือไม่
.
1. การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวให้สอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
2. การประสานเพื่อกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไว้ชั่วคราว
3. การบังคับใช้มาตรการคุมขังในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 หรือมาตรา 89/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
4. การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์
5. การจัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีการเมือง เพื่อความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสหประชาชาติ
6. การปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดล็อกให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการข้างต้นได้จริง
.
[กระทู้ "ความโปร่งใสของข้อมูลวิชาการประมงทะเลและความล่าช้าในการออกประกาศคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อนตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ.2568"]
.
กระทู้นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความโปร่งใสของข้อมูลวิชาการประมงทะเลและความล่าช้าในการออกประกาศคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อน สืบเนื่องจากความห่วงกังวลต่อการแก้ไขกฎหมายที่ผ่อนผันให้ใช้อวนล้อมจับขนาดตาเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตรทำการประมงในเวลากลางคืนเพื่อจับปลากะตัก ซึ่งอาจทำให้มีสัตว์น้ำวัยอ่อนติดมาตรวบจำนวนมาก และเสี่ยงต่อปรากฏการณ์การประมงถดถอยลงตามห่วงโซ่อาหาร (Fishing down the food web) เนื่องจากการจับสัตว์น้ำในลำดับขั้นห่วงโซ่อาหารต่ำในปริมาณที่สูงเกินไป
.
โดย ประเด็นคำถามหลักมุ่งเน้นไปที่การทวงถามสาเหตุที่กองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล กรมประมง ยังไม่เปิดเผยข้อมูลเชิงวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศต่อสาธารณะ รวมถึงสอบถามถึงกลไกกำกับดูแลการศึกษาวิจัยเครื่องมืออวนล้อมจับให้มีความโปร่งใส นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงความล่าช้ากว่าสิบปีในการออกประกาศกำหนดขนาดและปริมาณสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ห้ามจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยขอทราบแผนงานและกรอบเวลาที่ชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติในการผลักดันประกาศดังกล่าว
5 ผู้สมัคร กกต. แทน 'ฐิติเชฏฐ์' ผ่านด่านคุณสมบัติ/ไม่มีลักษณะต้องห้าม นัดแสดงวิสัยทัศน์ต่อ กก.สรรหา 13 พ.ย.นี้
.
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการ คณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งได้ออกประกาศรายชื่อผู้สมัครที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (แทนตำแหน่งที่ว่าง) จำนวน 5 คน โดยมีรายชื่อตามลำดับดังนี้
.
1. รศ.พิทยา จารุพูนผล: แพทย์และอาจารย์แพทย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
2. นายสมพงษ์ สิงห์สมบุญ: ทนายความ
3. รศ.ธาตรี มหันตรัตน์: หัวหน้าสำนักงานนิติรัฐทนายความ
4. นายวุฒิพงศ์ เนติธีรัตน์: ทนายความ
5. นายสาธิต อุไรเวโรจนากร: ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
.
ผู้สมัครทั้ง 5 รายมีกำหนดต้องแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเข้ารับการสัมภาษณ์ในวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมราชบุรีดิเรกฤทธิ์ อาคารศาลยุติธรรม ศาลฎีกา
.
ทั้งนี้ การสรรหาดังกล่าวเป็นการสรรหาแทน กกต. ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ที่ครบวาระไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2568 ใน คุณสมบัติตาม มาตรา 8 (1) (ง) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติด้านวิชาชีพ ว่า "เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพโดยประกอบวิชาชีพอย่างสม่ําเสมอและต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบปีนับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อและได้รับการรับรองการประกอบวิชาชีพจากองค์กรวิชาชีพนั้น"
.
สำหรับการสรรหา กกต. แทนตำแหน่ง กกต. ฐิติเชฏฐ์ นั้น ไม่สามารถหาผู้มาแทนได้ 2 ครั้ง ครั้งแรกแคนดิเดตที่ผ่านคณะกรรมาการสรรหามาแล้ว คือ นายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง แต่โดน สว. ตีตกไปเมื่อ ก.พ.ที่ผ่านมา โดยในครั้งนั้นผ่านเป็น กกต. 1 คน คือ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร (อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก) จากนั้นมีกระบวนการรับสมัครและสรรหาใหม่ แต่ก็ไม่มีผู้ใดได้คะแนนถึงสองสาม คณะกรรมการสรรหา กกต. เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา จนมาสู่กระบวนการรับสมัครและสรรหาอีกครั้งดังกล่าว
.
อนึ่งในกระบวนการสรรหาครั้งที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีผู้ใดผ่านมติสองในสามนั้น ปรากฏชื่อผู้สมัครในรอบล่าสุดคือ นายวุฒิพงศ์ เนติธีรัตน์ และนายสาธิต อุไรเวโรจนากร


























