อยากเล่าอะไรบางอย่าง
“จากเซลล์สู่ควอนตัม จักรวาลไม่มีอยู่จริง จนกว่าจะถูกสังเกต”
ในวันหนึ่งในทะเลอันมืดมิด จิตอาภัสสระ “สังเกต” ง้วนดิน สสารที่ไม่เคยรู้จัก
คลื่นควอนตัมยุบตัว จาก non-local ดิ่งลงสู่ local มาอยู่ในกฎฟิสิกส์
เกิดร่างกาย เกิดทุกข์ เกิดตัณหา
และเกิดคำถาม… 🧵👇
ฉันชอบ Bitcoin มากเลยพระเจ้า retweeted
จะมีใครรู้สักกี่คนว่าการ นั่งสมาธิ หรือ มีสมาธิ มันทรงพลังมากแค่ไหน มันเป็นพลังบวกที่เป็นพลังที่ตัวคุณเองทำได้เอง ไม่เชื่อลอง แค่กำหนดลมหายใจ แค่นั้นก็ทำให้สามารถมองปัญหาทุกอย่างในชีวิตได้อย่างมีสติและเข้าใจแล้ว
แล้วมันแปลกนะ คือ ใครทำแล้วเป็นไงไม่รู้ แต่กับเราเราทำแล้วเหมือนมีสิ่งดีดึงดูดและรออยู่ตลอด หาทางออกได้ตลอด อะไรที่คิดว่ามันคงแย่แล้ว แต่กลับมีสิ่งที่ทำให้ไม่แย่ ไม่มีคำว่าอับจนหนทาง เฉียดอะไรมาเยอะแยะ แต่ก็รอดมาได้ทุกที ไม่ต้องนั่งเยอะเลยก็ได้ แค่ 1-2 นาทีต่อวัน ก็โอเคนะ มันดึงสติได้ดีเลยล่ะ
ตอนนี้ทุกคนเหมือนเสารับสัญญาณเปิดมากกก อยู่ดีๆก็เข้าถึงศึกษาธรรมะกันหมด ดาวโหลดข้อมูลกันสุดฤทธิ์ วิธีดาวน์โหลดหนึ่งก็คือการนั่งสมาธิ เป็นเรื่องที่อธิบายยาก ต้องรู้ได้ด้วยตัวเอง งงมั้ย ศาสนาพุทธแมสแล้ว เหมือนคำทำนายเลยอ่ะ
จะมีใครรู้สักกี่คนว่าการ นั่งสมาธิ หรือ มีสมาธิ มันทรงพลังมากแค่ไหน มันเป็นพลังบวกที่เป็นพลังที่ตัวคุณเองทำได้เอง ไม่เชื่อลอง แค่กำหนดลมหายใจ แค่นั้นก็ทำให้สามารถมองปัญหาทุกอย่างในชีวิตได้อย่างมีสติและเข้าใจแล้ว
แล้วมันแปลกนะ คือ ใครทำแล้วเป็นไงไม่รู้ แต่กับเราเราทำแล้วเหมือนมีสิ่งดีดึงดูดและรออยู่ตลอด หาทางออกได้ตลอด อะไรที่คิดว่ามันคงแย่แล้ว แต่กลับมีสิ่งที่ทำให้ไม่แย่ ไม่มีคำว่าอับจนหนทาง เฉียดอะไรมาเยอะแยะ แต่ก็รอดมาได้ทุกที ไม่ต้องนั่งเยอะเลยก็ได้ แค่ 1-2 นาทีต่อวัน ก็โอเคนะ มันดึงสติได้ดีเลยล่ะ
แบบที่ต่างประเทศที่ไม่นับถือพุทธจะเรียกว่ามนุษย์ทรงภูมิ หรือ First born ผู้ที่เห็นทุกอย่าง และเฝ้ามองทุกสิ่งอยู่ ไม่มีกายหยาบเพราะข้ามผ่านมิติเวลาไปแล้ว (2001: A Space Odyssey)
แบบที่ต่างประเทศที่ไม่นับถือพุทธจะเรียกว่ามนุษย์ทรงภูมิ หรือ First born ผู้ที่เห็นทุกอย่าง และเฝ้ามองทุกสิ่งอยู่ ไม่มีกายหยาบเพราะข้ามผ่านมิติเวลาไปแล้ว (2001: A Space Odyssey)
วิทยาศาสตร์มันแคบเพราะมนุษย์มีความสามารถอยู่แค่นี้ บางอย่างเลยดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่ความจริงทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน แค่เราไม่มีปัญญามากพอที่จะเข้าใจ แต่มันมีวิธีเข้าใจได้ พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้ว
The GOAT ของชั้นคือสิทธัตถะ ผุ้ชายที่บอกว่าโลกมีหลายล้านใบเกิดและดับสลายไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์เกิดมาได้ยังไง เรื่องอะตอม จิตที่ละเอียดเร็วกว่าแสง โลกมีกี่เซิร์ฟ ก่อนที่อริสโตเติ้ลจะเกิดและไม่ได้ออกสำรวจอะไรเลยนอกจากนั่งสมาธิ who the hell can do this ???
ฉันชอบ Bitcoin มากเลยพระเจ้า retweeted
วันนี้ฟังอดีตประธานเฟดสาขาดัลลัส Rob Kaplan ปัจจุบันคือรองประธาน Goldman Sachs พูดถึงสถานการณ์ตลาดพันธบัตร สรุปได้ดังนี้
1. สิ่งที่สื่อเรียกว่าวิกฤตเฉพาะหน้า มักเป็นแค่เพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของแนวโน้มที่ก่อตัวมานาน การเข้าใจต้นตอเชิงโครงสร้างจะช่วยให้เราไม่ตื่นตระหนกไปกับข่าวรายวัน
2. ยุคสมัยกำลังเปลี่ยน การที่พันธบัตรระยะยาวไม่ทำหน้าที่เป็น "หลุมหลบภัย" อย่างที่เคยเป็น คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง Kaplan บอกว่าเราแทบไม่เคยเจอในช่วงชีวิต นักลงทุนที่ยังใช้ตำราเก่าในการมองความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์อาจต้องทบทวนสมมติฐานของตัวเอง
3. ระวังการถือครองพันธบัตรระยะยาว Kaplan สังเกตว่าทั้งภาคธุรกิจและสถาบันกำลังลดอายุเฉลี่ยของการถือครองพันธบัตร (shortening duration) และมองหาทางเลือกอื่นแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในสหรัฐฯ นี่คือสัญญาณของความไม่มั่นใจที่นักลงทุนควรตระหนัก
4. ไม่มีทางลัด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อคืนพันธบัตร การแทรกแซงค่าเงิน หรือมาตรการระยะสั้นใดๆ ล้วนเป็นเพียงการ "เตะกระป๋อง" ทางแก้ที่แท้จริงต้องอาศัยการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ใช้เวลาเป็นปีๆ และต้องอาศัยความร่วมมือทางการเมืองที่ยากลำบาก
ในโลกที่หนี้ภาครัฐทั่วโลกสูงขึ้นพร้อมกัน กำลังแรงงานหยุดโต และ AI ดูดเงินทุนมหาศาล ตลาดพันธบัตรกำลังส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจน คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าอัตราผลตอบแทนจะขึ้นไปถึงเท่าไร แต่คือรัฐบาลทั่วโลกจะมีความกล้าหาญทางการเมืองพอที่จะจัดการต้นตอที่แท้จริงหรือไม่ และในระหว่างที่คำตอบยังไม่ชัด นักลงทุนที่ฉลาดคือผู้ที่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับยุคสมัยใหม่นี้
หนึ่งในส่วนที่น่าสนใจที่สุดคือคำแนะนำที่ Kaplan มีต่อ Kevin Warsh ประธานเฟดคนใหม่ที่กำลังเผชิญเสียงวิจารณ์เรื่องรูปแบบการสื่อสาร โดยเฉพาะความล้มเหลวในการอธิบาย "ฟังก์ชันการตอบสนอง" (reaction function) ของเฟด
เฟดจะตัดสินใจอย่างไรภายใต้เงื่อนไขต่างๆ นักลงทุนหลายคนคุ้นเคยกับคำว่า "forward guidance" หรือการชี้นำล่วงหน้า ที่เฟดบอกใบ้ทิศทางนโยบายในอนาคต แต่ Kaplan เสนอแนวคิดที่เขาเรียกว่า "backward guidance" หรือ "การชี้นำย้อนหลัง" ซึ่งเป็นคำที่เขาบัญญัติขึ้นเอง หลักการคือ เฟดไม่จำเป็นต้องทำนายว่าเฟดจะทำอะไรต่อไป แต่เขาต้องอธิบายว่าเมื่อเฟดตัดสินใจอะไรไปแล้ว ทำไมถึงตัดสินใจเช่นนั้น
Kaplan ถึงกับร่างตัวอย่างประโยคที่ Warsh ควรพูดที่ Jackson Hole โดยสรุปคือ คณะกรรมการส่วนใหญ่คาดว่าเงินเฟ้อในระยะสั้นอาจเย็นลง ต้นทุนแรงงานอยู่ในระดับที่จัดการได้ และตระหนักว่าเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นบางส่วนเป็นเชิงโครงสร้างจากราคาน้ำมัน จึงตัดสินใจไม่ปรับดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่ถ้าเงินเฟ้อไม่ดีขึ้น จะยังคงเฝ้าระวังและพร้อมดำเนินการ
การแถลงข่าวที่ Jackson Hole จะเป็นโอกาสสำคัญที่ Warsh จะได้ปรับระดับความเข้าใจให้ตรงกันว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนและทำไม ก่อนจะพูดถึงทิศทางข้างหน้า
แต่ Kaplan ก็เตือนอย่างตรงไปตรงมาว่าถ้อยคำใหม่ๆ ช่วยได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เขาย้ำว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่พุ่งขึ้นนั้นเกี่ยวข้องกับปัจจัยเชิงโครงสร้างเป็นหลัก การสื่อสารที่ดีขึ้นของเฟดไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาโครงสร้างได้
ถ้าต้นทุนผลิตเค้าถูก นำเข้ามาแล้วคนไทยได้เข้าถึงของถูกคุณภาพดีอันนี่เราเห็นด้วยนะ เพราะถ้าเราเอาแต่ปกป้องเกษตรกร มันจะมีคนอีกกลุ่มเสียประโยชน์อยู่ดี ซึ่งก็คือคนทุกคนนั่นแหละ อาหารมันแพงขึ้นมาก แม่ค้าบอกวัตถุดิบแพงต้องขายแพง ทุกคนได้รับผลกระทบหมด
Replying to @enlqblue
น่าจะเพราะราคาเนื้อไก่จีนถูกกว่าอย่างมีนัยสำคัญฮะ เค้าผลิตกันเยอะมาก ต้นทุนเลยถูก ถ้าเราอยากกินอาหารราคาถูกลงจากปัจจุบัน นำเข้าน่าจะเป็นเรื่องดีฮะ แต่เรื่องกังวลคือคุณภาพ จะตรวจสอบยังไง
Be yourself - เพราะไม่ตรง เพราะคด จึงอิสระ
‘จงเป็นตัวเอง
จงแตกต่าง
จงสร้าง personal brand
จงค้นหา passion
จง monetize ความสามารถจงสร้างตัวตนที่โดดเด่น’
ยิ่งจิตสงบ = ยิ่งลดสัญญาณรบกวนจากตัวตน
เสาอากาศก็ยิ่งรับสัญญาณจากสนามข้อมูลรวมได้ชัดขึ้น 📡🧘
สมาธิ-วิปัสสนา จึงไม่ใช่แค่พักผ่อนจิต แต่คือการ “จูนความถี่” กลับไปหาฐานข้อมูลเดิม ที่เราเคยเป็นส่วนหนึ่งมาก่อน จิตที่บริสุทธิ์ (9)









