
https://nitter.cf/t.co/mEsFJmnH1N สื่อออนไลน์ภาคเหนือ เพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน ติดต่อลงสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ที่ [email protected]
Joined April 2022
- Tweets5.2K
- Following90
- Followers3.8K
- Likes3
เกือบ 2 ปีที่ประชาชนริมแม่น้ำกกและแม่น้ำสายต้องเผชิญปัญหาสารหนูและโลหะหนักปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ล่าสุด งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกับกรมควบคุมโรค พบความผิดปกติของเอนไซม์ตับและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนไทรอยด์ในกลุ่มตัวอย่าง เบื้องต้นยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกี่ยวข้องกับสารปนเปื้อนโดยตรง ขณะที่ครัวเรือนมีภาระค่าใช้จ่ายซื้อน้ำสะอาดเพิ่มขึ้นสูงถึงเดือนละ 1,800 บาท
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 Thai PBS - ไทยพีบีเอส รายงานว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกกและแม่น้ำสายยังคงเผชิญความกังวลจากการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักในแหล่งน้ำ แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำบางชนิดจากพื้นที่เสี่ยง แต่ผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม โดยกรมอนามัยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคกุ้ง หอย และเครื่องในปลา จากบริเวณที่ตรวจพบสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน
ผลการศึกษาล่าสุดจากโครงการวิจัยร่วมระหว่างคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกรมควบคุมโรค ซึ่งสำรวจประชาชนกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ลุ่มน้ำกก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ พบความผิดปกติของเอนไซม์ตับและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนไทรอยด์ นักวิจัยระบุว่า ผลเบื้องต้นดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ควรนำไปสู่การติดตามเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนอย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าความผิดปกติเกิดจากสารปนเปื้อนในแม่น้ำโดยตรง
รศ.วรางคณา นาคเสน รองคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่สารหนูเท่านั้น เนื่องจากกรมควบคุมมลพิษยังตรวจพบสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานด้วย หากสะสมในร่างกายเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและพัฒนาการทางสมอง โดยเฉพาะในเด็กและหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานสาธารณสุขยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างสารปนเปื้อนกับอาการเจ็บป่วยของประชาชนได้โดยตรง และยังไม่พบผู้ป่วยโรคพิษสารหนูเฉียบพลัน ขณะที่ผลกระทบจากการสะสมสารพิษในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการติดตามสุขภาพและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม
มลพิษกระทบปากท้อง ต้องซื้อน้ำสะอาดเพิ่มเดือนละ 1,800 บาท
นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านสุขภาพ ปัญหาสารปนเปื้อนยังเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับครัวเรือน ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คนในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย พบว่าเกือบทั้งหมดต้องหันไปซื้อน้ำสะอาดสำหรับบริโภค โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงถึง 1,800 บาทต่อเดือน
มณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา และที่ปรึกษาโครงการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) แม่น้ำกก ระบุว่า ความกังวลสำคัญของประชาชนคือไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสารปนเปื้อนที่สะสมในร่างกายจะส่งผลต่อสุขภาพเมื่อใดและรุนแรงเพียงใด แม้ผลกระทบระยะยาวยังต้องติดตาม แต่ผลกระทบต่อชีวิตประจำวันเกิดขึ้นแล้ว ทั้งการต้องหลีกเลี่ยงแหล่งน้ำและการแบกรับค่าใช้จ่ายเพื่อจัดหาน้ำสะอาด
จี้รัฐบาลเร่งเจรจาเหมืองข้ามพรมแดน ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
อีกประเด็นสำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลเหมืองแร่ 20 แห่งในจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ซึ่งถูกจับตาในฐานะแหล่งที่อาจเกี่ยวข้องกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดน หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งเจรจากับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการยับยั้งหรือลดผลกระทบจากมลพิษที่อาจไหลเข้าสู่แม่น้ำกกและพื้นที่ใกล้เคียง
มณีรัฐ ระบุว่า แม้หลายภาคส่วนจะพยายามผลักดันให้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง แต่ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลล่าสุด ส่งผลให้หน่วยงานต่าง ๆ ยังดำเนินงานแยกส่วนกัน ทั้งการศึกษาและการจัดเก็บข้อมูล โดยขาดการรวบรวมข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นระบบ
เธอมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบและกลไกประสานงานที่ชัดเจน เพื่อให้การแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเชื่อมโยงทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 2 ปี การเฝ้าระวังสุขภาพ การเข้าถึงน้ำสะอาด และการจัดการมลพิษที่ต้นทางจึงเป็นโจทย์เร่งด่วน ขณะที่ผลวิจัยเบื้องต้นยังต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อประเมินความเสี่ยงและติดตามผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว
‘ภัทรพงษ์’ จี้รัฐบาลเจรจาแก้สารพิษข้ามแดน หลังแม่น้ำสายพบสารหนูเกินมาตรฐาน 28 เท่า
ขณะที่ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดต่อรัฐบาลถึงการแก้ไขปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายจากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดการปัญหาที่ต้นทาง หลังสถานการณ์ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2568
ภัทรพงษ์ระบุว่า แม้จะมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานรัฐยืนยันการปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย โดยมีรายงานพบสารหนูในแม่น้ำสายสูงกว่าค่ามาตรฐาน 28 เท่า รวมถึงการปนเปื้อนในแม่น้ำโขงบางพื้นที่ ขณะที่ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคที่นำมาอภิปรายระบุว่า จำนวนประชาชนที่ตรวจพบสารหนูเกินเกณฑ์เพิ่มจาก 7 คนในปีก่อน เป็น 31 คนในปีนี้
นอกจากนี้ ยังมีรายงานตรวจพบสารหนูและตะกั่วเกินค่ามาตรฐานในตัวอย่างข้าวบางส่วนจากพื้นที่เกษตรกรรมที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย สะท้อนความกังวลที่อาจขยายจากแหล่งน้ำไปสู่ความปลอดภัยทางอาหารและผลกระทบต่อเกษตรกร
ภัทรพงษ์ตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลจึงยังไม่ยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระเร่งด่วนในการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาและลาว พร้อมวิจารณ์ว่าการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยกับเมียนมายังไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้นทางได้ อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงการเปิดเหมืองแห่งใหม่ในเมียนมา และบทบาทของไทยในฐานะเส้นทางขนส่งแร่ไปยังจีน
ด้านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงว่า ผลการตรวจวัดสารปนเปื้อนในแม่น้ำอาจแตกต่างกันตามช่วงเวลาและฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงน้ำหลากที่อาจพัดพาตะกอนจากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่แม่น้ำ
สุชาติระบุว่า ผลตรวจแม่น้ำกกล่าสุดที่ได้รับรายงานจากกรมควบคุมมลพิษไม่พบค่าสารพิษเกินมาตรฐาน ขณะที่ภัทรพงษ์ยืนยันว่ามีข้อมูลผลตรวจที่ยังพบสารหนูเกินเกณฑ์ สุชาติจึงรับว่าจะให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษประสานข้อมูลกับภัทรพงษ์อีกครั้ง เพื่อพิจารณาความแตกต่างของผลตรวจ
สำหรับแม่น้ำสาย สุชาติยอมรับว่ายังคงพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน และได้แจ้งข้อมูลให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานประปา กรมประมง และหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์แล้ว พร้อมระบุว่ากระทรวงได้รับงบประมาณสำหรับจัดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำแม่น้ำกก และอยู่ระหว่างประสานความร่วมมือกับ สปป.ลาว เพื่อติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำทั้งสองฝั่ง รวมถึงเตรียมนำประเด็นเข้าสู่การหารือในกลไกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC)
อย่างไรก็ตาม ภัทรพงษ์แย้งว่า การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วนและการเจรจากับประเทศต้นทางอย่างจริงจัง พร้อมระบุว่าคณะอนุกรรมาธิการด้านมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนที่ตนเป็นประธาน เคยเชิญสุชาติเข้าหารือ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ และวิจารณ์ว่ารัฐบาลยังไม่สามารถตอบคำถามประชาชนได้อย่างชัดเจนว่าจะยุติการปล่อยสารพิษจากต้นทางได้อย่างไร
การอภิปรายดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังวลด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้ งานวิจัยร่วมระหว่างคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกรมควบคุมโรค พบความผิดปกติของเอนไซม์ตับและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนไทรอยด์ในกลุ่มตัวอย่างประชาชนลุ่มน้ำกก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ แม้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าความผิดปกติเหล่านี้เกิดจากสารปนเปื้อนโดยตรง
ขณะที่ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คนในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายยังสะท้อนภาระค่าใช้จ่ายจากการจัดหาน้ำสะอาด โดยเกือบทั้งหมดต้องซื้อน้ำเพื่อบริโภค และบางครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงถึงเดือนละ 1,800 บาท
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจวัดคุณภาพน้ำ แต่ยังครอบคลุมถึงการติดตามผลกระทบต่อสุขภาพ การจัดหาน้ำสะอาดให้ประชาชน และการสร้างกลไกเจรจาระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขมลพิษที่ต้นทางอย่างเป็นรูปธรรม
อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/30102569-01/
#แม่น้ำกก #สารพิษปนเปื้อน #มลพิษข้ามพรมแดน #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
“ในฐานะของคนถ่ายภาพ อะไรทำได้ทำได้ก่อน”
'กล้วย' ณัฐลดาภรณ์ ศันสนะศุภพงศ์ ช่างภาพหลักของเพจ How to “ไม่” ทิ้ง หอพักอ่างแก้ว มช. ฯลฯ พูดถึงช่วงเวลาเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา ที่เธอเอาตัว เอาเวลาในชีวิต ไปทุ่มเทถ่ายภาพลมหายใจสุดท้ายของหอพักเก่าแก่เป็น 'คุณปู่' หลังนี้
How to “ไม่” ทิ้ง หอพักอ่างแก้ว มช. ฯลฯ มาจากการรวมตัวกันของ 'แตง – กล้วย – เบสท์ – ตาล' ที่อยากหาตรงกลางของในสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์หอพักอ่างแก้ว หลังจากที่ มช. มีแผนจะทุบทำลายอาคารสุดโมเดิร์น ยุค 2500 ที่อยู่คู่ มช. มากว่า 62 ปี หากมองทะลุความเก่าจากการใช้งานที่ไม่เคยได้รับการบำรุงรักษา จะเห็นขอบ มุม พื้น คาน สุด Tactical Modernism ที่สร้างสรรค์และทนทาน
“แรกๆ แบกกล้องไปทุกวันเลย แล้วก็รู้ว่ากล้องใหญ่อาจไม่เหมาะกับงานนี้ เพราะต้องถ่ายผ่านช่องสังกะสี การโฟกัสยากมาก มันค่อนข้างแม่นน่วลมากๆ ถ้าเทียบกับสมาร์ตโฟน ถ้าเป็นรูปที่ถ่ายช่วงหลังๆ จะเป็นมือถือแล้ว ช่วงที่ทุบเพราะคล่องตัวกว่า มันมีการกั้นพื้นที่ ติดกล้องวงจรปิด อาจเพื่อความปลอดภัยของผู้รับเหมาหรือช่างเองก็ตาม มือถือเลยคล่องตัวกว่า เพราะงั้นอะไรทำได้ก็ทำไปก่อน อุปกรณ์ช่างมัน บางทีก็เมมเต็ม แต่ภาพที่ได้มาก็ยังเป็นภาพอยู่ดี”
ถ้ามองตามจริงกล้วยอาจจะเป็นช่างภาพคนสุดท้ายที่เก็บลมหายใจสุดท้ายของหอพักอ่างแก้วได้สมบูรณ์ที่สุด ทันเห็นทุกช่วงก่อนที่ 'คุณปู่' หนังเหนียวจะถูกฟันแขนฟันขา ทุบแยกชิ้นส่วน และไล่เก็บตั้งแต่เดย์วันของการปลิดชีพทำให้คุณปู่สิ้นชื่อลงไป
“ตอนแรกเราเสียใจ เสียใจจัง มีคำถามว่าทำไมนะ แต่เราตัวเล็กเกินไป หอพักอ่างแก้วเป็นอาจารย์ใหญ่ไปแล้ว ถ้าไม่มีอาจารย์ใหญ่ เด็กก็จะไม่รู้ว่าข้างในเป็นไง เรามองว่าเขาเป็นอาจารย์ใหญ่ไปแล้วตอนนี้ โดนทุบ โดนทะลวง เหมือนเราผ่าร่างดู เห็นเหล็กเส้นมันแข็งแรงได้ยังไง มัน hold ตึกทั้งตึกไว้ได้ยังไง มีการประสานของวัสดุ เหล็ก ปูน มาอย่างถี่ถ้วนแล้ว และทำให้มันยืนมาได้กว่า 60 ปี โดยไม่สะเทือนเลย ถ้าไม่นับเรื่องราขึ้นตามสิ่งแวดล้อม พอเรามองแบบนี้ ความเสียใจของเราก็ถูกเปลี่ยนไป ความเสียใจยังอยู่ แต่มาดูแทนละกันว่าซ่อนอะไรไว้ในตึก”
“มันอาจจะมีคนถ่ายแหละ แต่เขาอาจไม่มีศักยภาพที่จะเข้าถึงพื้นที่ได้ง่ายเหมือนเรา เราอยู่ใกล้ สิ่งที่กล้วยทำ กล้วยไม่ได้คาดหวังว่ารูปจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่มันเป็นของมันแบบนั้น สิ่งที่เราแค่แคปมันไว้ เก็บมันไว้ ส่วนคนที่ตอบความคาดหวังว่ามันเป็นแบบไหนคือคนที่มาเห็นภาพ คนที่มาศึกษาในอนาคตมากกว่า เมื่อก่อนรูปหอพักอ่างแก้วมีน้อยมาก ก็คิดว่าอย่างน้อยภาพเซ็ตนี้ที่เก็บจากมุมมองสายตาเรา จะมีประโยชน์หรือไม่ ไม่รู้ แต่มีให้ดูละกัน เพราะเราไม่รู้ว่าคนในอนาคตเขาจะมองหรือสนใจมันยังไง”
“กับบางเรื่องนี่หน้าบางนะ แต่พอเรื่องนี้ก็หน้าหนาขึ้นมาเลย มช. ก็ตลกเหมือนกัน ถามจริงเขารู้แหละ เขารู้อยู่เต็มอกว่าเขาทำอะไร เขารู้กว่าเราแน่นอน แต่เขาเลือกที่จะเพิกเฉย อันนี้เป็นอำนาจ มีคนออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะมีปัญหาที่มอเพิกเฉย หลายๆ ครั้งก็รู้สึกว่า อธิการบดีวิชั่นเรื่องอื่นเขาอาจจะดี แต่ว่าเรื่องนี้อยากให้เขาเอะใจนิดนึง”
คำบอกลาสุดท้ายจากช่างภาพคนสุดท้ายถึงหอพักอ่างแก้ว กล้วยอยากบอกคุณปู่ตัวโตของเธอว่า
“ปู่ เธอหนังเหนียวมากเลยนะ รู้ตัวไหม ยื้อแล้ว ให้โอกาสแล้ว ทำเต็มที่ทุกอย่างแล้ว ก็ยังคิดอยู่ว่าจะจ้าง GISTDA ถ่ายดาวเทียมดีไหม จะเก็บ Archive ถ้าวันไหนว่างๆ อาจจะโทรหาเขา อยากลองเหมือนกัน พวกเราไม่มีใครมีโดรนและเราไม่แน่ใจว่าบินได้ไหม จะดูคุกคามไหม มันเป็นสเปซที่ปิด โปรเจกต์นี้สิ่งที่จะทำให้หยุดถ่ายคือเมมเต็ม ก็พยายามเก็บให้ได้มากที่สุด”
แล้ว อ.อมร อยากบอกเขาไหมว่าหอพักอ่างแก้วไม่อยู่แล้ว กล้วย (หัวเราะ) “ในหัวนึกถึงแต่คำที่นักศึกษาเขียนว่า 'ผีอมรจะมาหักคอมึง' โคตรตลก ไม่รู้สิ คงจะไม่บอกอะไรมั้ง คิดว่าถ้าเป็นตัวแกเองมาเห็นตอนที่ตึกโดนทุบก็คงไม่พูดอะไร เหมือนตอนที่แกสอบสัมภาษณ์ เพื่อเอาใบประกอบวิชาชีพว่าอะไรคือแรงบันดาลใจ แกก็บอกว่า ไม่มี หรืออะไรประมาณนี้ แกก็อาจจะพูดว่า จะทุบก็ทุบ เพราะถ้าคนเข้าใจมันก็จะไม่เกิดสิ่งนี้”
ทุกวันนี้หออ่างแก้วยังทุบไม่เสร็จ เหลืออีกเพียงไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ พื้นที่ริมน้ำอ่างแก้วที่เคยเป็นที่ตั้งของหอพักสุดโมเดิร์นมากว่า 60 ปี ก็จะกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะถูกนำไปใช้เป็นอะไรต่อไป กล้วยและเพื่อนๆ ก็ยังไม่ลามือจาก How to “ไม่” ทิ้ง หอพักอ่างแก้ว มช. ฯลฯ เธอยังตามถ่ายทุกในทุกจังหวะที่เป็นไปได้ และแอบเก็บเศษปูน เศษกระจก เศษซาก 'อัฐิ' ของคุณปู่ไว้
อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/29102569-01/
#ล้านนาเนี่ยน #มช #หอพักอ่างแก้ว #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
การขยายตัวของเหมืองทองคำบริเวณ ‘ดอยก่อวัน’ ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ตรงข้าม อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย กำลังสร้างความกังวลให้กับประชาชนตามแนวชายแดน หลังไทยพีบีเอสภาคเหนือลงพื้นที่พบการขุดเปิดหน้าดินขนาดใหญ่บนภูเขาฝั่งเมียนมา ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่าเป็นเหมืองของกลุ่มทุนจีนที่ดำเนินกิจการมาเกือบ 2 ปี ท่ามกลางสถานการณ์แม่น้ำสายที่ตรวจพบการปนเปื้อนสารหนูและตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน
การขยายตัวของเหมืองสร้างความกังวลเรื่องตะกอนและสารปนเปื้อนที่อาจไหลลงสู่ลุ่มน้ำสาย แต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าเหมืองดอยก่อวันเป็นต้นเหตุโดยตรงของการปนเปื้อนโลหะหนัก ขณะที่ประชาชนในพื้นที่เริ่มตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของแหล่งน้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะระบบประปาภูเขาของชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งยังไม่มีข้อมูลผลตรวจคุณภาพน้ำที่เพียงพอจะยืนยันความปลอดภัยได้ ความกังวลจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแม่น้ำสาย แต่ขยายไปถึงลำห้วยสายเล็กๆ น้ำสำหรับการเกษตร และแหล่งน้ำที่ชาวบ้านพึ่งพามาอย่างยาวนาน
ประชาชนรายหนึ่งใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งขอสงวนชื่อเพื่อความปลอดภัย ให้สัมภาษณ์กับ Lanner เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ว่า รู้สึกตกใจและเสียใจเมื่อทราบว่ามีเหมืองทองคำอีกแห่งอยู่ใกล้พื้นที่ชุมชน เนื่องจากก่อนหน้านี้รับรู้เรื่องเหมืองบริเวณบ้านแม่โจ๊กและปัญหามลพิษในแม่น้ำกกเป็นหลัก
“อันดับแรกก็คือรู้สึกว่าตกใจแล้วก็เศร้า เพราะเข้าใจว่ามันจะมีแค่ตรงแม่โจ๊ก แล้วก็ของน้ำกก พอมาเห็นของที่ดอยก่อวันอีก เรารู้สึกเศร้าแล้วก็ใจเสียมากเลย เพราะมันอยู่ใกล้กับเขตของเรามาก”
เธออธิบายว่า สิ่งที่กังวลที่สุดคือความปลอดภัยของน้ำและพืชผลทางการเกษตร เนื่องจากยังไม่ทราบว่าสารปนเปื้อนจากกิจกรรมเหมืองอาจแพร่กระจายไปถึงแหล่งน้ำบริเวณใดบ้าง โดยเฉพาะลำห้วยขนาดเล็กและระบบประปาภูเขาที่ชุมชนชาติพันธุ์ใช้เป็นแหล่งน้ำหลัก
“โดยปกติชาวบ้านก็ใช้ประปาภูเขาเป็นหลักอยู่แล้ว แต่ทีนี้เราไม่สามารถแน่ใจได้แล้วว่าน้ำประปาภูเขาของเรามันยังจะปลอดภัยเหมือนเดิมอยู่ไหม เพราะเราไม่เคยได้ตรวจตรงน้ำประปาภูเขา เราจะรู้แค่ของแม่น้ำสาย แม่น้ำกกที่มันตรวจเจอ”
เธอตั้งข้อสังเกตว่า แม่น้ำสายและแม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำที่มีการตรวจพบโลหะหนักและได้รับความสนใจจากสาธารณะ แต่ลำห้วยสาขาและแหล่งน้ำของชุมชนบนพื้นที่สูงยังเป็นช่องว่างของการตรวจสอบ โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่ภูเขาตามแนวชายแดนมีความเชื่อมโยงกันทั้งด้านภูมิประเทศและระบบทางน้ำ
“บางทีน้ำอาจจะยังใสอยู่ แต่เราไม่แน่ใจว่าความใสนั้นมันจะปลอดภัยหรือเปล่า”
จุฑามาศ ราชประสิทธิ์ เจ้าหน้าที่อาวุโสมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา ผู้ติดตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและปัญหาชุมชนตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา ให้สัมภาษณ์กับ Lanner เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ว่า กิจกรรมเหมืองบริเวณใกล้ดอยก่อวันไม่ได้เพิ่งปรากฏขึ้น แต่เดิมเป็นการทำเหมืองขนาดเล็ก ก่อนจะขยายพื้นที่มากขึ้นจนสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
จุฑามาศยังสะท้อนว่า นอกเหนือจากประชาชนฝั่งไทยแล้ว ชุมชนในรัฐฉานซึ่งตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ทำเหมืองอาจเป็นกลุ่มที่เผชิญผลกระทบโดยตรงมาก่อน ทั้งการสูญเสียพื้นที่ทำกิน การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และการโยกย้ายถิ่นฐาน
เธอระบุว่าได้รับข้อมูลจากเครือข่ายเกี่ยวกับชุมชนไทยใหญ่ ลาหู่ และอาข่าในฝั่งเมียนมา ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ชุมชนไปเป็นพื้นที่ทำเหมือง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้ได้รับผลกระทบและรายละเอียดการโยกย้ายยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม
สำหรับประชาชนตามแนวชายแดน ความเสี่ยงจากการทำเหมืองจึงไม่ได้มีเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิในการดำรงชีวิตและความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน
อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/28102569-01/
#เหมืองทองคำดอยก่อวัน #วิกฤตสารพิษแม่น้ำสาย #เชียงราย #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
27 ตุลาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก Natty loves Myanmar รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. ประชาชนบ้านแม่โกนเกน ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก รวมตัวกันบริเวณสนามกีฬาโรงเรียนบ้านแม่โกนเกน เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามารับผิดชอบและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการสู้รบในประเทศเมียนมา หลังเกิดเหตุการณ์กระสุนจากการปะทะข้ามพรมแดนมาตกในพื้นที่ชุมชนฝั่งไทยหลายครั้ง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
การรวมตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังชาวบ้านแม่โกนเกนต้องเผชิญกับเหตุการณ์กระสุนข้ามแดนซ้ำหลายครั้งตลอดปี 2569 โดยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม การสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังกะเหรี่ยงบริเวณบ้านมินละป่าน รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านแม่โกนเกน ส่งผลให้กระสุนปืนกลและกระสุนปืนครกข้ามมาตกในเขตประเทศไทย ทำให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายอย่างน้อย 9 หลัง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย
ต่อมาในวันที่ 1 เมษายน สถานการณ์การสู้รบยังคงรุนแรง ส่งผลให้ชาวบ้านแม่โกนเกนบางส่วนต้องอพยพไปพักอาศัยในหมู่บ้านใกล้เคียงเป็นการชั่วคราว ขณะที่ประชาชนบางส่วนยังคงอยู่ในพื้นที่เพื่อดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สิน
วันที่ 27 พฤษภาคม เกิดเหตุกระสุนจากการสู้รบข้ามแดนอีกครั้ง สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชน 2 หลัง บ้านพักครูโรงเรียนบ้านแม่โกนเกน 2 หลัง และอาคารเรียนอีก 1 หลัง ขณะที่วันที่ 2 สิงหาคม มีรายงานกระสุนข้ามแดนตกใส่บ้านเรือนประชาชนอีกประมาณ 4–5 หลัง รวมถึงบริเวณวัด ทำให้ผู้นำชุมชนต้องประกาศเตือนประชาชนให้อยู่ภายในอาคารเพื่อความปลอดภัย
ล่าสุด ก่อนการรวมตัวของชาวบ้านเพียงไม่กี่วัน มีรายงานกระสุนอาวุธหนักจากเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 60 มิลลิเมตร ข้ามจากฝั่งเมียนมาตกในพื้นที่บ้านแม่โกนเกนอีกครั้ง สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในเมียนมาที่ขยายมาถึงชุมชนฝั่งไทย ทั้งความเสียหายต่อบ้านเรือน สถานศึกษา ตลอดจนการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากกระสุนข้ามแดน
การรวมตัวของชาวบ้านแม่โกนเกนในครั้งนี้จึงเป็นการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหา ทั้งด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย การเยียวยาความเสียหาย และการป้องกันไม่ให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องเผชิญกับเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก
อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/27102569-02/
#กระสุนข้ามแดนแม่โกนเกน #แม่สอด #ตาก #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
‘แม่น้ำสายวิกฤตแล้ว’ ไม่ใช่เพียงคำเตือนถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมบริเวณชายแดนไทย–เมียนมา หากแต่เป็นข้อสรุปที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนรองรับอย่างชัดเจน
ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา การตรวจพบสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำสายอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงระบบผลิตน้ำประปา พื้นที่เกษตรกรรม และผลผลิตข้าวที่เป็นอาหารหลักของประชาชน ขณะที่หน่วยงานรัฐต้องเริ่มยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและเตรียมหาแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่ทดแทน
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนไม่ได้หยุดอยู่ในแม่น้ำ หากกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การผลิตอาหาร และชีวิตประจำวันของผู้คนในลุ่มน้ำสาย
ข้อมูลอย่างน้อย 5 ตัวชี้วัดต่อไปนี้ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น รวมถึงข้อจำกัดของการรับมือปัญหาที่ต้นเหตุอยู่เหนือพรมแดนไทย
1. สารหนูปนเปื้อนทั้งน้ำและตะกอนดิน กระทบระบบนิเวศต่อเนื่องถึงแม่น้ำโขง
2. การประปาฯ เตรียมเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบ สัญญาณความไม่มั่นคงของระบบน้ำอุปโภคบริโภค
3. พื้นที่นากว่า 60,500 ไร่ เผชิญความเสี่ยงจากการใช้น้ำปนเปื้อนเพื่อการเกษตร
4. พบสารหนูเกินมาตรฐานในดินนาและข้าว สัญญาณมลพิษเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร
5. เชียงรายประกาศยกระดับเฝ้าระวัง สะท้อนวิกฤตที่รัฐต้องออกมาตรการป้องกันประชาชน
เมื่อนำข้อมูลทั้ง 5 ตัวชี้วัดมาพิจารณาร่วมกัน ภาพของวิกฤตแม่น้ำสายจึงปรากฏชัดเจนขึ้นในหลายมิติ
มิติแรก คือวิกฤตระบบนิเวศ จากการตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่องทั้งในน้ำและตะกอนดิน รวมถึงความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง
มิติที่สอง คือวิกฤตความมั่นคงด้านน้ำ เมื่อหน่วยงานผลิตน้ำประปาต้องเพิ่มต้นทุนการบำบัดและเตรียมหาแหล่งน้ำดิบใหม่ เพื่อรักษาความปลอดภัยของน้ำที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน
มิติที่สาม คือวิกฤตความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจเกษตรกรรม เมื่อพื้นที่นาหลายหมื่นไร่เผชิญความเสี่ยงจากน้ำชลประทานที่ปนเปื้อน และเริ่มมีหลักฐานการตรวจพบสารโลหะหนักเกินมาตรฐานในดินและผลผลิตข้าว
มิติสุดท้าย คือวิกฤตการจัดการมลพิษข้ามพรมแดน ที่มาตรการภายในประเทศยังมุ่งจัดการผลกระทบปลายน้ำ มากกว่าการควบคุมและยุติแหล่งกำเนิดมลพิษที่อยู่เหนือพรมแดน
ตัวชี้วัดทั้ง 5 ข้อแสดงให้เห็นว่า แม่น้ำสายกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า ‘แม่น้ำสายวิกฤตหรือยัง’ แต่คือ ‘ใครจะต้องรับผิดชอบต่อวิกฤตครั้งนี้ และรัฐจะทำอย่างไรให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับต้นทุนจากมลพิษที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้นเอง’
เขียน: สืบสกุล กิจนุกร
อ่านทั้งหมดในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/27102569-01/
#เชิญพิจารณา #เเม่น้ำสาย #มลพิษข้ามพรมแดน #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
ไทยพีบีเอสภาคเหนือพบการขยายตัวของเหมืองทองคำบริเวณ ‘ดอยก่อวัน’ ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ตรงข้าม อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย แหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่าเป็นเหมืองของกลุ่มทุนจีนที่ดำเนินกิจการมาเกือบ 2 ปี ท่ามกลางความกังวลถึงผลกระทบต่อแหล่งน้ำที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำสาย ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตการปนเปื้อนสารหนูและตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ ลงพื้นที่สำรวจชายแดนไทย–เมียนมา บริเวณบ้านพญาไพร–แม่หม้อ ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย หลังได้รับแจ้งว่ามีการขุดเปิดหน้าดินขนาดใหญ่บนภูเขาฝั่งเมียนมา ใกล้พื้นที่ปลูกชาและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของฝั่งไทย
จากการสำรวจบริเวณจุดผ่อนปรนชั่วคราวบ้านพญาไพร–ดอยก่อวัน พบพื้นที่ภูเขาฝั่งเมียนมาถูกขุดเปิดหน้าดินเป็นบริเวณกว้าง พร้อมเครื่องจักรที่กำลังทำงาน โดยสามารถมองเห็นกิจกรรมเหมืองได้อย่างชัดเจนจากฝั่งไทย
แหล่งข่าวในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า เหมืองดังกล่าวเป็นเหมืองทองคำของกลุ่มทุนจีน เริ่มดำเนินการภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2567 และดำเนินกิจการมาเกือบ 2 ปีแล้ว แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าบริษัทหรือกลุ่มทุนใดเป็นผู้ลงทุนและถือครองกิจการ ขณะที่ชาวบ้านเริ่มรับรู้ถึงการทำเหมืองเมื่อมีการขุดเปิดหน้าดินจนสามารถมองเห็นได้จากฝั่งไทย
การขยายตัวของเหมืองสร้างความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะดินโคลนและสารปนเปื้อนที่อาจไหลลงสู่แหล่งน้ำใกล้เคียง ซึ่งเชื่อมต่อกับลุ่มน้ำสาย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าเหมืองดอยก่อวันเป็นต้นเหตุของการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำสายโดยตรง
พื้นที่ดอยก่อวันเป็นที่ตั้งฐานบัญชาการควบคุมพื้นที่ 1 ของสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ขณะที่บริเวณใกล้เคียงทางดอยหัวแม่คำ ยังมีเหมืองทองคำขนาดใหญ่บริเวณบ้านแม่โจ๊ก ในเขตอิทธิพลของกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) โดยข้อมูลจากไทยพีบีเอสระบุว่า ลุ่มน้ำสายฝั่งเมียนมามีเหมืองทองคำอย่างน้อย 13 แห่ง ในจำนวนนี้ 2 แห่งตั้งอยู่ติดชายแดนไทย และเหมืองส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนจีนที่ร่วมลงทุนกับกองกำลังในพื้นที่
การพบเหมืองดอยก่อวันเกิดขึ้นในช่วงที่แม่น้ำสายกำลังเผชิญปัญหามลพิษโลหะหนักอย่างรุนแรง หลังผลตรวจคุณภาพน้ำพบสารหนูบางจุดสูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 28 เท่า และพบสารตะกั่วเกินมาตรฐาน ส่งผลให้จังหวัดเชียงรายออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่ 5 ตำบลของ อ.แม่สาย หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำสายเพื่ออุปโภคบริโภคโดยตรง พร้อมเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ พื้นที่เกษตรกรรม และห่วงโซ่อาหาร
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ยังพบแม่น้ำสายมีสีแดงขุ่นผิดปกติบริเวณจุดบรรจบกับแม่น้ำรวก อ.แม่สาย แม้ไม่มีฝนตกในพื้นที่ต้นน้ำ โดยนักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่หรือการเปิดหน้าดินใกล้ลำน้ำ แต่ยังจำเป็นต้องตรวจสอบและเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสาเหตุ
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นในการตรวจสอบกิจกรรมเหมืองแร่ตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา รวมถึงติดตามเส้นทางการไหลของน้ำและสารปนเปื้อนจากพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อระบุแหล่งกำเนิดมลพิษและประเมินความเสี่ยงต่อประชาชนในพื้นที่ปลายน้ำอย่างเป็นระบบ
อ้างอิง
- thaipbs.or.th/news/content/5…
- thaipbs.or.th/news/content/5…
- csite.thaipbs.or.th/newsdeta…
#เหมืองทองคำดอยก่อวัน #วิกฤตสารพิษแม่น้ำสาย #เชียงราย #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
ถนนตัดใหม่แม่สะเรียง กลายเป็นไวรัลจากเพลงแร็พของ Pah Cha นายพราน แต่ไม่ใช่ถนนทุกสายที่จะได้รับเสียงตอบรับแบบเดียวกัน
ในแม่ฮ่องสอน บางชุมชนไม่ต้องการถนนเพราะห่วงป่าต้นน้ำและพื้นที่ทำกิน ขณะที่บางชุมชนยังรอคอยถนนเพื่อเข้าถึงบริการพื้นฐาน
เมื่อถนนเส้นเดียวอาจมีความหมายต่างกัน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ใครควรมีอำนาจออกแบบอนาคตของพื้นที่?
#ถนนตัดใหม่แม่สะเรียง #แม่ฮ่องสอน #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
youtube.com/shorts/baIkBFan8…
#ผันน้ำยวม ความเสี่ยงต่อคุณภาพน้ำและระบบนิเวศ จัดการได้จริงหรือควรป้องกันก่อน?
อีกหนึ่งข้อถกเถียงสำคัญของโครงการผันน้ำยวม คือความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนในน้ำและผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่ต้นน้ำเชื่อมโยงกับแม่น้ำสาละวิน ซึ่งมีข้อกังวลเรื่องการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นภายหลังการจัดทำ EIA
สรวุฒิ มองว่า ความเสี่ยงด้านคุณภาพน้ำสามารถจัดการได้ด้วยการตรวจสอบก่อนสูบเข้าสู่ระบบ และหยุดสูบน้ำหากพบสารพิษเกินมาตรฐาน
“ถ้าจะผันน้ำจริง เรามีวิธีทดสอบอยู่แล้ว ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ว่าสารพิษเกินมาตรฐานหรือไม่ และถ้าพบว่ามีปัญหา ก็สามารถชัตดาวน์ตั้งแต่เครื่องสูบน้ำตัวแรกได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นความเสี่ยงที่จัดการได้” – สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
ด้าน ส.รัตนมณี ตั้งคำถามต่อแนวทางดังกล่าว โดยเห็นว่าควรตรวจสอบความปลอดภัยให้ชัดเจนก่อนลงทุนก่อสร้างระบบผันน้ำ เพราะหากพบสารปนเปื้อนภายหลัง ความเสียหายจากการลงทุนอาจเกิดขึ้นแล้ว ขณะที่ปัญหามลพิษยังไม่ได้รับการแก้ไข
“ที่บอกว่าถ้าเจอสารพิษก็จะปิดประตูไม่ให้น้ำผ่าน แล้วจะสร้างอุโมงค์ไปทำไม เหมือนเอางบประมาณแผ่นดิน เงินภาษีประชาชน หรือหนี้สาธารณะมาละลายทิ้ง ถ้าจะให้ดีควรป้องกันไว้ก่อนดีกว่า ศึกษาให้ชัดว่าปลอดภัยแล้วค่อยทำ” – ส.รัตนมณี พลกล้า
ข้อถกเถียงทั้ง 5 ประเด็น สะท้อนว่า โครงการผันน้ำยวมไม่ได้มีเพียงคำถามเรื่องการเพิ่มน้ำให้พื้นที่ปลายน้ำ แต่ยังมีประเด็นการจัดการน้ำเดิม ความคุ้มค่าของงบประมาณ ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสิทธิของชุมชนต้นทาง
แม้ฝ่ายสนับสนุนมองว่าโครงการจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำ แต่ยังต้องตอบให้ชัดว่า ใครจะได้รับประโยชน์ ใครต้องแบกรับผลกระทบ และมีข้อมูลเพียงพอที่จะประเมินความเสี่ยงแล้วหรือไม่ ก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
อ่าน 71,000 ล้านบาท ความมั่นคงด้านน้ำของใคร เมื่อปลายน้ำต้องการเพิ่ม แต่ต้นทางกังวลในสิ่งที่ต้องแลก ในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/08102569-01/
เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย
ภาพ: ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์, อารียา เลยไธสง
#ผันน้ำยวม #EIAร้านลาบ #เขื่อนภูมิพล #ลุ่มน้ำยวม #ลุ่มน้ำปิง #การจัดการน้ำ #ความมั่นคงด้านน้ำ #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
Lanner รับสมัครเพื่อนร่วมงาน Full-time 2 ตำแหน่ง “กองบรรณาธิการ” และ “Video Creator”
Lanner สื่อออนไลน์ภาคเหนือ เปิดรับสมัครเพื่อนร่วมงาน 2 ตำแหน่ง สำหรับคนที่สนใจการเมือง รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย การกระจายอำนาจ และประเด็นทางสังคมในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ
เรากำลังมองหาคนที่ชอบตั้งคำถาม สนุกกับการค้นคว้าข้อมูล พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และอยากใช้ทักษะการทำงานสื่อเพื่อทำให้เรื่องการเมืองและประเด็นสาธารณะที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายขึ้น
สถานที่ทำงาน: อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
รูปแบบการทำงาน: Full-time สัญญาจ้าง 1 ปีตามระยะเวลาโครงการ (มีโอกาสต่อสัญญาตามผลงาน)
เริ่มงาน: ธันวาคม 2569-พฤศจิกายน 2570
1. กองบรรณาธิการ (Editorial Staff)
ทำงานร่วมกับกองบรรณาธิการ Lanner ในการติดตามสถานการณ์ทางการเมือง รัฐธรรมนูญ และการกระจายอำนาจ ศึกษาค้นคว้าข้อมูล ผลิตและรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ เสรีภาพ การเมืองท้องถิ่น และปัญหาเชิงโครงสร้างในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ รวมถึงประสานงานกับแหล่งข่าว นักวิชาการ และเครือข่ายสื่อท้องถิ่น
คุณสมบัติที่เราตามหา
- สนใจและติดตามประเด็นการเมืองไทย รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย และการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับพื้นที่ภาคเหนือ
- สนใจประเด็นสิทธิชุมชน การจัดการทรัพยากร การเมืองท้องถิ่น ความเหลื่อมล้ำ และปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม
- มีความสนใจหรือประสบการณ์ด้านการทำข่าว การเขียน การค้นคว้าข้อมูล หรือการสื่อสารประเด็นสาธารณะ
- ชอบตั้งคำถาม มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายกับผลกระทบต่อประชาชน
- สามารถทำงานเป็นทีม สื่อสารและประสานงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี
- กระตือรือร้น พร้อมเรียนรู้และเปิดรับมุมมองที่หลากหลาย
ทักษะที่ต้องมี
- สามารถค้นคว้า ตรวจสอบข้อมูล สัมภาษณ์ เขียนและเรียบเรียงเนื้อหาข่าวได้
- มีทักษะการเขียนข่าว บทสัมภาษณ์ บทวิเคราะห์เชิงข้อมูล หรือเนื้อหาเพื่อสื่อสารประเด็นสาธารณะ
- สามารถอ่านและทำความเข้าใจข้อมูลจากเอกสารนโยบาย กฎหมาย งานวิจัย หรือฐานข้อมูล เพื่อนำมาพัฒนาเป็นประเด็นข่าว
- สามารถอธิบายประเด็นการเมือง รัฐธรรมนูญ และการกระจายอำนาจที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย โดยยังคงความถูกต้องของข้อมูล
- มีทักษะการติดต่อประสานงานกับแหล่งข่าวและเครือข่ายในพื้นที่
- สามารถร่วมวางแผนประเด็นข่าวและทำงานกับทีมผลิตสื่อวิดีโอและสื่อออนไลน์ได้
- สามารถเดินทางออกนอกพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลและรายงานข่าวได้
- สามารถบริหารจัดการและเผยแพร่เนื้อหาบนเว็บไซต์และแพลตฟอร์มออนไลน์ได้
2. Video Creator
ทำงานร่วมกับกองบรรณาธิการ Lanner ในการวางแผนและผลิตเนื้อหาข่าวรูปแบบวิดีโอ โดยเน้นการสื่อสารประเด็นรัฐธรรมนูญ การเมือง การกระจายอำนาจ และปัญหาสังคมในภาคเหนือ ผ่านวิดีโอข่าว รายการสัมภาษณ์ วิดีโออธิบายประเด็น (Explainer) และสื่อวิดีโอสร้างสรรค์ที่ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องการเมืองและประเด็นสาธารณะที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น
คุณสมบัติที่เราตามหา
- สนใจและติดตามสถานการณ์การเมืองไทย รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย และการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ
- สนใจประเด็นทางสังคม การเมืองท้องถิ่น สิทธิชุมชน และเรื่องราวของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ
- มีประสบการณ์ฝึกงานหรือทำงานด้านการผลิตและตัดต่อวิดีโอ
- มีความคิดสร้างสรรค์ในการเล่าเรื่องผ่านภาพ เสียง และวิดีโอ
- สามารถทำงานเป็นทีม และสื่อสารร่วมกับกองบรรณาธิการได้ดี
- กระตือรือร้น ชอบเรียนรู้ และพร้อมทดลองรูปแบบการเล่าเรื่องใหม่ๆ
- เข้าใจลักษณะการสื่อสารของแพลตฟอร์มออนไลน์ และสามารถปรับรูปแบบเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้ชมได้
ทักษะที่ต้องมี
- สามารถวางแผน ถ่ายทำ และตัดต่อวิดีโอข่าว รายการสัมภาษณ์ และวิดีโอสั้นสำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์
- มีทักษะในการจับประเด็น คิดและเรียบเรียงเนื้อหาเพื่อเล่าเรื่องผ่านวิดีโอ
- สามารถนำข้อมูลข่าว การเมือง หรือประเด็นเชิงนโยบายมาถ่ายทอดเป็นวิดีโอที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ
- สามารถใช้งานโปรแกรมตัดต่อวิดีโอ เช่น Adobe Premiere Pro หรือ DaVinci Resolve
- สามารถใช้งานและดูแลอุปกรณ์ถ่ายทำ บันทึกเสียง และจัดการไฟล์วิดีโอได้
- สามารถบันทึกและถ่ายทอดสดวิดีโอได้
- สามารถทำงานร่วมกับกองบรรณาธิการเพื่อพัฒนาแนวคิดและรูปแบบการนำเสนอข่าวได้
- สามารถเดินทางออกนอกพื้นที่เพื่อถ่ายทำและผลิตเนื้อหาได้
- สามารถบริหารจัดการและเผยแพร่เนื้อหาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้
รายได้และสวัสดิการ
- เงินเดือนประจำ 20,000 บาท ไม่รวมค่าตอบแทนพิเศษตามโครงการ (Project-based Compensation) สำหรับงานที่ได้รับมอบหมายเพิ่มเติมนอกเหนือจากภาระงานประจำ
- ประกันสังคม
- ประกันอุบัติเหตุ
- ค่าเดินทาง ที่พัก และเบี้ยเลี้ยง สำหรับการทำงานนอกพื้นที่
ถ้าคิดว่าใช่! มาร่วมงานกับ Lanner
สามารถส่งเอกสารประกอบการสมัครดังต่อไปนี้
1. แนะนำตัวเองในแบบที่เป็นคุณที่สุด เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวคุณในมุมที่อยากให้เรารู้จัก จะเขียนกี่หน้าก็ได้ ไม่จำกัดรูปแบบ
2. เล่าความสนใจของคุณ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ การเมือง หรือการกระจายอำนาจ พร้อมเหตุผลว่าทำไมคุณถึงอยากทำงานสื่อในประเด็นเหล่านี้ร่วมกับ Lanner
3. ประวัติส่วนตัวและประสบการณ์การทำงาน (Resume/CV)
4. ผลงานหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง (Portfolio)
5. ไอเดียที่อยากลงมือทำกับเรา ไม่ว่าจะเป็นประเด็นข่าว รูปแบบสื่อ หรือโปรเจกต์ที่อยากทดลองทำร่วมกับ Lanner (ถ้ามี)
ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบที่สมบูรณ์แบบ เราอยากรู้จักวิธีคิด ความสนใจ และสิ่งที่คุณอยากผลักดันผ่านการทำงานสื่อไปด้วยกัน
ส่งเอกสารประกอบการสมัครได้ที่: [email protected]
หัวข้ออีเมล: สมัครงาน Lanner – [ตำแหน่งที่ต้องการสมัคร]
เปิดรับสมัคร: ตั้งแต่วันนี้จนถึง 10 พฤศจิกายน 2569
หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ทางอีเมลดังกล่าว
#ผันน้ำยวม การรับฟังความคิดเห็นเพียงพอหรือไม่ และเสียงของชุมชนมีผลต่อการตัดสินใจจริงแค่ไหน?
ชาวบ้านในพื้นที่ต้นน้ำมองว่า การมีส่วนร่วมต้องทำให้เสียงของชุมชนมีผลต่อการตัดสินใจตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพียงทำตามขั้นตอน เพราะปัญหาการฟ้องร้องและประท้วงจากหลายโครงการส่วนหนึ่งเกิดจากผู้กำหนดโครงการไม่เข้าใจวิถีชีวิตและสภาพจริงของคนในพื้นที่ ขณะที่ชุมชนห่างไกลยังมีข้อจำกัดในการต่อรอง จึงควรได้รับการรับฟังก่อนเกิดผลกระทบ ไม่ใช่เพียงรอการเยียวยาภายหลัง
“อยากให้พวกเขาออกมาเห็นชีวิตแล้วก็สภาพความเป็นจริงของพื้นที่ว่า คนในพื้นที่เขามีความเป็นอยู่ยังไง เขาอยู่กับป่า เขาอยู่กับธรรมชาติยังไง มากกว่าการจินตนาการอยู่แค่ในห้องทำงานว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ โดยไม่เคยมาเห็นสภาพความเป็นจริง” – พ่อหลวงศักดิ์ชัย แยมู
ด้าน สรวุฒิ ยืนยันว่า กรมชลประทานเปิดรับฟังความคิดเห็นมาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดเวทีประมาณ 113 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมราว 2,000 คน ใน 5 อำเภอ 3 จังหวัด พร้อมใช้ล่ามและสื่อภาษาท้องถิ่น และเตรียมขยายการรับฟังให้ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ตั้งข้อสังเกตว่า ความหลากหลายทางชาติพันธุ์และภาษา รวมถึงข้อจำกัดด้านการเดินทาง ไฟฟ้า และการอ่านภาษาไทย อาจทำให้ชุมชนเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมได้ไม่เท่าเทียมกัน เธอจึงเห็นว่าโครงการต้องชี้แจงให้ชัดว่าผู้ได้รับผลกระทบจะได้ประโยชน์อะไร และใครจะรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น
“การพัฒนาต้องตอบให้ได้ว่าคนที่ได้รับผลกระทบจะได้อะไร และคนที่ได้ประโยชน์ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างไร ถ้าข้อมูลถูกต้องตั้งแต่ต้น มีการศึกษาครอบคลุม และชาวบ้านมีส่วนร่วมจริง ทุกคนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน มันก็คงไม่มีการฟ้องร้องอย่างที่เห็น” – เฉลิมศรี ประเสริฐศรี
อ่าน 71,000 ล้านบาท ความมั่นคงด้านน้ำของใคร เมื่อปลายน้ำต้องการเพิ่ม แต่ต้นทางกังวลในสิ่งที่ต้องแลก ในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/08102569-01/
เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย
ภาพ: ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์, อารียา เลยไธสง
#ผันน้ำยวม #EIAร้านลาบ #เขื่อนภูมิพล #ลุ่มน้ำยวม #ลุ่มน้ำปิง #การจัดการน้ำ #ความมั่นคงด้านน้ำ #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
มองวิกฤติสารพิษแม่น้ำกก ผ่านสถานการณ์ตลาดปลาและรายได้ชาวประมง
วิกฤติสารพิษในแม่น้ำกกไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อคุณภาพน้ำและระบบนิเวศ แต่ยังกระทบถึงอาชีพประมงและตลาดรับซื้อปลาในพื้นที่ ข้อมูลจากงานวิจัยของสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตเรื่อง ‘ชาวบ้านพันธุ์ปลาแม่น้ำกก: ท่ามกลางวิกฤติสารพิษปนเปื้อน’ บันทึกสถานการณ์ของชาวประมงตลอดปี 2568 ตั้งแต่เริ่มมีข่าวการปนเปื้อน ยอดขายปลาลดลง การหาตลาดรับซื้อฝั่งลาว ไปจนถึงช่วงที่ไม่สามารถขายปลาได้และต้องนำปลาไปแปรรูปเพื่อไม่ให้เสียเปล่า
ที่มา: งานวิจัย ‘ชาวบ้านพันธุ์ปลาแม่น้ำกก: ท่ามกลางวิกฤติสารพิษปนเปื้อน’ โดยสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/23102569-01/
#เเม่น้ำกก #สารปนเปื้อน #ตลาดปลา #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
#ผันน้ำยวม โครงการคุ้มค่าหรือไม่ เมื่อรวมต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม?
การประเมินความคุ้มค่าของโครงการผันน้ำยวมไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่จะส่งเข้าเขื่อนภูมิพลเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณางบประมาณก่อสร้าง การใช้พื้นที่ป่า การสูญเสียที่ดินทำกิน ตลอดจนความเสี่ยงและผลกระทบต่อชุมชนกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
สรวุฒิ เห็นว่า ควรเดินหน้าโครงการต่อ เนื่องจากรัฐลงทุนศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มาแล้ว หากไม่ดำเนินโครงการต่อ อาจทำให้ทั้งเวลาและงบประมาณที่ใช้ไปสูญเปล่า รวมถึงทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการเข้าถึงน้ำเพิ่มขึ้น
“โครงการนี้เป็นโครงการระยะยาว ถ้าไม่ทำเลยตั้งแต่วันนี้ ผมก็คิดว่าพี่น้องประชาชนเสียโอกาส เพราะ EIA มีผลและจะสิ้นสุดประมาณเดือนนี้ แล้วเราทำมาเสียเวลา เสียเงินหลายล้าน เงินหลวงเสียดายครับ ถ้าไม่ทำ ไม่เริ่มโครงการ ผมคิดว่ามันก็เสียเปล่า” – สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ตั้งคำถามต่อโครงการเห็นว่า การประเมินความคุ้มค่าไม่ควรพิจารณาเพียงงบประมาณที่ลงทุนไปแล้วหรือปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้น แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุนที่ชุมชนต้นทางและสิ่งแวดล้อมต้องแบกรับด้วย
ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงทุนและภาระหนี้สาธารณะ เมื่อชุมชนต้นทางอาจต้องสูญเสียที่ดินทำกิน ขณะที่ EIA ยังมีข้อกังวลเรื่องข้อมูลความเสี่ยงจากหลุมยุบและผลกระทบจากโครงการสายส่งไฟฟ้าที่แยกศึกษาออกไป เธอจึงเห็นว่า EIA ควรประเมินให้ชัดเจนว่าโครงการควรเกิดขึ้นหรือไม่ ไม่ใช่มุ่งเพียงให้โครงการเดินหน้าต่อ
“EIA ควรเป็นการศึกษาเพื่อประเมินว่าโครงการควรเกิดขึ้นหรือไม่ ไม่ใช่ศึกษาเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อเท่านั้น ต้องดูด้วยว่าการลงทุนมหาศาลและการสร้างหนี้สาธารณะเพื่อผันน้ำนั้นคุ้มค่าหรือไม่ กับการที่ชาวบ้านต้องสูญเสียที่ทำกินเพื่อให้คนอีกฝั่งได้ใช้น้ำ” – ส.รัตนมณี พลกล้า
อ่าน 71,000 ล้านบาท ความมั่นคงด้านน้ำของใคร เมื่อปลายน้ำต้องการเพิ่ม แต่ต้นทางกังวลในสิ่งที่ต้องแลก ในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/08102569-01/
เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย
ภาพ: ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์, อารียา เลยไธสง
#ผันน้ำยวม #EIAร้านลาบ #เขื่อนภูมิพล #ลุ่มน้ำยวม #ลุ่มน้ำปิง #การจัดการน้ำ #ความมั่นคงด้านน้ำ #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
กรณีการขอสำรวจแร่พลวงและควอตซ์ใน ต.บ้านแก่ง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนในพื้นที่จับตา หลังห้างหุ้นส่วนจำกัด เพชรรุ่งทวีทรัพย์ 99 ยื่นคำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ครอบคลุมพื้นที่ 1,899 ไร่ ก่อนชาวบ้านรวมตัวคัดค้านและบริษัทแจ้งถอนคำขอเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569
ความกังวลของชุมชนครอบคลุมทั้งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับป่าไม้ แหล่งน้ำ สุขภาพ และคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่ดังกล่าวเชื่อมโยงกับแหล่งทรัพยากรธรรมชาติหลายแห่ง แม้บริษัทจะยื่นถอนคำขอแล้ว แต่หน่วยงานรัฐยังอยู่ระหว่างดำเนินการจำหน่ายคำขอตามขั้นตอนทางปกครอง ขณะที่ประชาชนใน ต.สารจิตร อ.ศรีสัชนาลัย ยังคงแสดงจุดยืนคัดค้านการสำรวจและทำเหมืองแร่
Lanner ชวนย้อนดูเหตุการณ์ตั้งแต่ข้อกังวลเรื่องการเข้าพื้นที่แหล่งแร่แมงกานีส การเปิดเผยคำขอสำรวจแร่ การรวมเสียงคัดค้านของชุมชน ไปจนถึงการถอนคำขอของบริษัทและความเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่ยังดำเนินต่อไป
🔴ย้อนรอยข้อกังวล หลังชาวจีนเข้าพื้นที่แหล่งแร่แมงกานีส
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 สารจิตร นิวส์ รายงานว่า ชาวบ้านลำโชค ต.บ้านแก่ง แสดงความไม่เห็นด้วยต่อกรณีที่คณะกรรมการหมู่บ้านพานักท่องเที่ยวชาวจีนเข้าเยี่ยมชมพื้นที่แหล่งแร่แมงกานีส หลังตรวจสอบข้อมูลพบว่าชาวจีนรายดังกล่าวเคยเกี่ยวข้องกับบริษัทที่เข้ามาศึกษาและดำเนินการเพื่อขอทำเหมืองแร่แมงกานีสในพื้นที่เมื่อปี 2557 ซึ่งครั้งนั้นการทำประชาคมไม่ผ่านความเห็นชอบจากชาวบ้าน
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวบ้านตั้งคำถามถึงวัตถุประสงค์ของการเข้าพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส โดยยืนยันว่าการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับแร่ในพื้นที่ต้องแจ้งให้ชุมชนรับทราบและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ต่อมา วันที่ 2 ตุลาคม 2569 มีการประชุมหารือระหว่างผู้นำท้องถิ่น สมาชิก อบต. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สมาชิกสภาจังหวัด และคณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อกำหนดแนวทางดูแลการเข้าออกพื้นที่ ที่ประชุมมีมติไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวจีนรายดังกล่าวขึ้นไปยังแหล่งแร่แมงกานีสอีก เนื่องจากพื้นที่ไม่ได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าการเดินทางดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการท่องเที่ยว
🔴อุตสาหกรรมจังหวัดแจ้งคำขอสำรวจแร่พลวงและควอตซ์ ครอบคลุมพื้นที่ 1,899 ไร่
วันที่ 7 ตุลาคม 2569 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสุโขทัยส่งหนังสือแจ้ง อบต.บ้านแก่ง โดยระบุว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด เพชรรุ่งทวีทรัพย์ 99 ยื่นคำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่พลวงและควอตซ์ เลขที่ 6/2569 ครอบคลุมพื้นที่ 1,899 ไร่ ใน ต.บ้านแก่ง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย โดยจดทะเบียนคำขอไว้ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569
ขณะนั้น คำขอยังอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารเพื่อส่งให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่พิจารณาตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ยังไม่มีการอนุญาตให้สำรวจแร่ เมื่อชาวบ้านรับทราบข้อมูลดังกล่าว ประชาชนในพื้นที่จึงแสดงความไม่เห็นด้วยและออกมาคัดค้านคำขอสำรวจแร่
🔴13 หมู่บ้านคัดค้านสำรวจแร่ กังวลผลกระทบต่อป่าไม้และแหล่งน้ำ
วันที่ 12 ตุลาคม 2569 อำเภอศรีสัชนาลัยและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านแก่ง ร่วมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นกรณีคำขอสำรวจแร่ โดยมีผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม รวมถึงผู้นำจาก 13 หมู่บ้าน การรับฟังความคิดเห็นครอบคลุมพื้นที่หมู่ 6 และหมู่ 8 รวมถึงช่องทางออนไลน์
ที่ประชุมมีมติคัดค้านการสำรวจแร่ในพื้นที่ทั้งสองหมู่บ้าน เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม มลพิษ และความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชน นอกจากนี้ ยังมีข้อห่วงกังวลถึงผลกระทบระยะยาวต่อป่าไม้ แหล่งน้ำ และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
ต่อมา วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ห้างหุ้นส่วนจำกัด เพชรรุ่งทวีทรัพย์ 99 ส่งหนังสือถึงสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสุโขทัย แจ้งความประสงค์ถอนคำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่พลวงและควอตซ์ เลขที่ 6/2569 โดยระบุว่าไม่ประสงค์สำรวจแร่ในพื้นที่ดังกล่าวและตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมแจ้งไม่ประสงค์ขอรับค่าธรรมเนียมที่ชำระไว้คืน
แม้บริษัทจะยื่นถอนคำขอแล้ว แต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ประเสริฐ สายสุวรรณ นายก อบต.บ้านแก่ง พร้อมผู้บริหาร สมาชิกสภา อบต. ผู้นำหมู่บ้าน และประชาชน เข้ายื่นหนังสือแสดงเจตนารมณ์คัดค้านการออกอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่และประทานบัตรในพื้นที่ต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสุโขทัย
หนังสือดังกล่าวรวบรวมความคิดเห็นจากเวทีรับฟังความคิดเห็นและช่องทางออนไลน์ พร้อมบัญชีรายชื่อประชาชนที่ร่วมคัดค้าน โดยระบุข้อกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับป่าไม้ แหล่งน้ำ สุขภาพ และคุณภาพชีวิต เนื่องจากพื้นที่ที่ยื่นขอสำรวจแร่เชื่อมโยงกับป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอนุรักษ์ ป่าชุมชน อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย และอ่างเก็บน้ำแม่ท่าแพ อบต.บ้านแก่งนำส่งเอกสารความคิดเห็นของประชาชนให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดรวบรวมข้อเท็จจริงและเสนอต่อกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่พิจารณาต่อไป
🔴เจ้าอาวาสวัดปางงุ้นชี้ ชุมชนต้องมีข้อมูลเพียงพอก่อนตัดสินใจเรื่องเหมือง
วันที่ 17 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวชายขอบรายงานความคืบหน้ากรณีถอนคำขอสำรวจแร่ พร้อมเผยแพร่ความเห็นของ พระอาจารย์ยงยุทธ ทีปโก เจ้าอาวาสวัดปางงุ้น อ.วังชิ้น จ.แพร่ ซึ่งติดตามสถานการณ์และสนับสนุนการเคลื่อนไหวของชุมชนบ้านแก่ง
พระอาจารย์ยงยุทธมองว่า จุดสำคัญของกรณีนี้คือประชาชนทั้ง 13 หมู่บ้าน รวมถึงผู้นำท้องที่และท้องถิ่น มีจุดยืนคัดค้านไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งช่วยให้ชุมชนสามารถรวมตัวแสดงความเห็นได้อย่างชัดเจน โดยกล่าวว่า
“จริงๆ ครั้งนี้หากอุตสาหกรรมจังหวัดยังดื้อแพ่ง ชาวบ้านเองก็เตรียมม็อบทั้งตำบล เพราะพื้นที่ที่ขออาชญาบัตรเหมืองเป็นพื้นที่แหล่งน้ำของชุมชน”
พระอาจารย์ยงยุทธยังเน้นว่า ชุมชนจำเป็นต้องมีข้อมูลเพียงพอสำหรับตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากร โดยระบุว่าพื้นที่ที่ยื่นขออาชญาบัตรเป็นแหล่งน้ำของชุมชน
🔴ผู้ว่าฯ สุโขทัยแจงขั้นตอน หลังบริษัทถอนคำขอสำรวจแร่
วันที่ 20 ตุลาคม 2569 นพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ชี้แจงผ่านสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดว่า หลังผู้ประกอบการยื่นคำขอสำรวจแร่ อุตสาหกรรมจังหวัดได้เสนอเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาความเห็น ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อเสนออธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
ผู้ว่าราชการจังหวัดระบุว่า ได้ให้สอบถามความคิดเห็นของผู้นำชุมชนและแจ้งประชาชนในพื้นที่ให้รับทราบ ก่อนที่ผู้นำและประชาชนจะแสดงความเห็นคัดค้าน และผู้ประกอบการยื่นหนังสือถอนคำขอ ขณะนี้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสุโขทัยอยู่ระหว่างดำเนินการจำหน่ายคำขอดังกล่าว พร้อมรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ชาวสารจิตรติดป้ายประกาศจุดยืน “ไม่เอาสำรวจแร่ ไม่เอาเหมืองแร่”
วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ประชาชนใน ต.สารจิตร อ.ศรีสัชนาลัย พร้อมฝ่ายปกครองท้องที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ติดตั้งป้ายขนาดใหญ่บริเวณสี่แยกสารจิตร ระบุข้อความว่า “ไม่เอาสำรวจแร่ ไม่เอาเหมืองแร่” เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการสำรวจและทำเหมืองแร่ แม้บริษัทจะถอนคำขอสำรวจแร่ในพื้นที่บ้านแก่งแล้วก็ตาม
การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังกรณีคำขอสำรวจแร่ในบ้านแก่งสร้างความกังวลและนำไปสู่การคัดค้านอย่างต่อเนื่อง โดยประชาชนในสารจิตรยืนยันว่าต้องการปกป้องชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
กรณีบ้านแก่งแสดงให้เห็นว่า การขอสำรวจแร่ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนทางเอกสารระหว่างผู้ประกอบการกับหน่วยงานรัฐ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรับรู้ข้อมูล การแสดงความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรที่เชื่อมโยงกับชีวิตของตนเอง
แม้บริษัทจะถอนคำขอแล้ว แต่ ณ วันที่ 20 ตุลาคม หน่วยงานรัฐยังอยู่ระหว่างดำเนินการจำหน่ายคำขอตามขั้นตอนทางปกครอง ขณะที่การเคลื่อนไหวในตำบลสารจิตรสะท้อนว่า ความกังวลของชุมชนยังคงอยู่ และประชาชนต้องการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ โดยคำนึงถึงป่าไม้ แหล่งน้ำ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/22102569-03/
#แร่พลวงและควอตซ์ #บ้านแก่ง #ศรีสัชนาลัย #สุโขทัย #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
21 ตุลาคม 2569 มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation: SHRF) เปิดเผยรายงานการทำเหมืองตะกั่วขนาดใหญ่ที่มีทุนจีนอยู่เบื้องหลัง ในพื้นที่เมืองโก ทางตอนเหนือของเมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 15 กิโลเมตร โดยระบุว่า กากแร่และน้ำเสียจากเหมืองกำลังไหลลงสู่ลำน้ำตุน ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำรวกที่ไหลเลียบชายแดนไทย–เมียนมา ก่อนบรรจบกับแม่น้ำโขงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ จังหวัดเชียงราย
รายงานระบุว่า ชุมชนชาวอาข่า ลาหู่ และไทใหญ่ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เหมืองและพื้นที่ท้ายน้ำได้รับผลกระทบจากมลพิษต่อเนื่องหลายปี ทั้งการสูญเสียที่ดินทำกิน ปลาตาย ปัญหาผิวหนัง และสัตว์เลี้ยงล้มตายจำนวนมาก โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม 2569 มีชาวบ้านรายหนึ่งรายงานว่าควายของตนล้มตายถึง 20 ตัว หลังดื่มน้ำจากลำน้ำตุน
นอกจากนี้ ชาวบ้านยังรายงานถึงการแท้งบุตรและความพิการแต่กำเนิดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งพวกเขาสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการสัมผัสตะกั่วและสารเคมีจากกระบวนการแต่งแร่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีผลตรวจวัดระดับโลหะหนักหรือหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันสาเหตุของปัญหาสุขภาพดังกล่าว
🔴จากเหมืองแมงกานีสสู่เหมืองตะกั่วขนาดใหญ่
พื้นที่เมืองโกเป็นแหล่งทำเหมืองแมงกานีสมาตั้งแต่ปี 2550 ก่อนจะเริ่มมีการทำเหมืองตะกั่วในปี 2564 โดยมีบริษัทหลักสองแห่งที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเมียนมา ได้แก่ บริษัท ไซวันนา (Sai Wanna Company) และบริษัท แสงหน่อ ไมน์นิ่ง (Sein Naw Mining Company)
ต่อมาบริษัทไซวันนายุติการขุดแร่ตะกั่ว ทำให้บริษัทแสงหน่อกลายเป็นผู้ดำเนินกิจการเหมืองตะกั่วหลักในพื้นที่
แม้บริษัทแสงหน่อจะจดทะเบียนในเมียนมาตั้งแต่ปี 2554 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองท่าขี้เหล็ก แต่ SHRF ระบุว่า ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคประจำเหมืองเป็นชาวจีน และมีรายงานว่าเจ้าของกิจการที่แท้จริงมาจากประเทศจีน
รายงานยังเชื่อมโยงบริษัทกับกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) โดยระบุว่า ไอค์ คยิน (Eike Kyin) เจ้าหน้าที่กองทัพว้า เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการคนแรก ขณะที่กรรมการผู้จัดการปัจจุบันคือ นางแสงหน่อ (Nan Shan Naw) อดีตภรรยาของเขา นอกจากนี้ พื้นที่เหมืองยังได้รับการรักษาความปลอดภัยจากกองทัพว้า และห้ามบุคคลภายนอกเข้าพื้นที่อย่างเข้มงวด
เหมืองแห่งนี้มีคนงานประมาณ 100 คน โดยใช้การขุดเจาะอุโมงค์ใต้ดินที่มีรายงานว่ายาวประมาณ 4.8–6.4 กิโลเมตร รวมถึงติดตั้งเครื่องจักรบดแร่และโรงงานสกัดแร่ด้วยสารเคมี
SHRF ยังเปิดเผยข้อกล่าวอ้างจากชาวบ้านว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 เกิดเหตุอุโมงค์เหมืองถล่ม ทำให้คนงานเสียชีวิตประมาณ 20 คน แต่มีความพยายามปกปิดข่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันเหตุการณ์และจำนวนผู้เสียชีวิตจากแหล่งอิสระ
🔴บ่อกากแร่พังซ้ำ น้ำเสียไหลผ่านหมู่บ้านลงลำน้ำตุน
หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญของรายงานคือ ปัญหาการจัดการกากแร่จากเหมืองตะกั่วของบริษัทแสงหน่อ โดยเฉพาะบริเวณหมู่บ้านห้วยสา ชุมชนชาวอาข่าที่ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่เหมือง
SHRF ระบุว่า บ่อกักเก็บกากแร่เกิดการพังทลายหลายครั้งในช่วงฤดูฝน ทำให้โคลนและตะกอนจากเหมืองไหลผ่านหมู่บ้านลงสู่ลำน้ำตุน ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งน้ำที่ชาวบ้านใช้ในการดำรงชีวิต
แม้บริษัทจะก่อสร้างกำแพงคอนกรีตเพื่อเสริมความแข็งแรงของบ่อกักเก็บภายหลังเหตุการณ์พังทลายในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ชาวบ้านพบว่าบริเวณฐานกำแพงมีประตูระบายน้ำ ซึ่งถูกเปิดเพื่อปล่อยน้ำเสียที่มีกลิ่นเหม็นออกจากบ่อเป็นประจำ
น้ำเสียดังกล่าวไหลผ่านรางระบายน้ำคอนกรีตที่มีรั้วสังกะสีปิดบัง ก่อนลงสู่ท่อใต้ดินและไหลเข้าสู่ลำน้ำตุนด้านล่างหมู่บ้าน
ชาวบ้านระบุว่า การปล่อยน้ำเสียและกากแร่ทำให้ปลาและสัตว์น้ำตาย ขณะที่สัตว์เลี้ยงอย่างวัว ควาย และหมู ล้มตายอย่างกะทันหันหลังดื่มน้ำจากลำน้ำ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยผลตรวจวิเคราะห์น้ำและซากสัตว์ที่สามารถยืนยันชนิดและปริมาณสารพิษได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระบุโดยทั่วไปว่า การได้รับตะกั่วสะสมในร่างกายสามารถส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ไต หัวใจ และระบบสืบพันธุ์ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์และเด็กที่มีความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางพัฒนาการ
กระบวนการแต่งแร่ตะกั่วยังอาจเกี่ยวข้องกับสารเคมีอย่างแซนเทต (Xanthates) และการเกิดก๊าซคาร์บอนไดซัลไฟด์ (Carbon Disulfide) ซึ่งเป็นสารที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพหากได้รับในระดับที่เป็นอันตราย แต่ยังไม่มีหลักฐานเปิดเผยว่าเหมืองแห่งนี้ปล่อยสารดังกล่าวออกมาในปริมาณเท่าใด
หลังชาวบ้านร้องเรียนเรื่องผลกระทบจากเหมือง เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่รัฐฉาน นำโดย อู วิลสัน โม (U Wilson Moe) รัฐมนตรีกิจการกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ และ อู จอ เนียน ออง (U Kyaw Nyein Aung) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตท่าขี้เหล็ก ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อกักเก็บกากแร่และระบบระบายน้ำของบริษัท
อย่างไรก็ตาม SHRF ระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำต่อสาธารณะ
พบข้อสงสัยเหมืองขยายเกินพื้นที่สัมปทาน ขุดอุโมงค์ทั้งที่ได้รับอนุญาตเฉพาะเหมืองเปิด
รายงานของ SHRF ยังตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทแสงหน่ออาจดำเนินกิจการขัดต่อกฎหมายเหมืองแร่และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของเมียนมา
จากใบรับรองการปฏิบัติตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Compliance Certificate: ECC) ที่ออกเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 บริษัทได้รับอนุญาตให้ทำเหมืองตะกั่วในพื้นที่สองแปลง รวมประมาณ 46.25 ไร่ แต่ภาพถ่ายพื้นที่เหมืองแสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานขยายออกไปเกินขอบเขตดังกล่าว
ที่สำคัญ เอกสารอนุญาตเฉพาะการทำเหมืองแบบเปิด แต่ SHRF พบว่าบริษัทมีการขุดเจาะอุโมงค์ใต้ดินเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร
นอกจากนี้ บริษัทมีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำ อากาศ และเสียงทุก 6 เดือน พร้อมเผยแพร่ผลตรวจต่อสาธารณะ โดยครอบคลุมสารปนเปื้อนอย่างตะกั่ว สารหนู ปรอท และทองแดง แต่รายงานระบุว่าชาวบ้านยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว และไม่ทราบว่ามีการดำเนินการตรวจสอบตามเงื่อนไขหรือไม่
🔴ไทยเป็นทางผ่านแร่ตะกั่วจากรัฐฉาน ส่งออกเพิ่ม 5 เท่าในปี 2568
นอกจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม SHRF ยังเปิดเผยข้อมูลเส้นทางการค้าแร่ตะกั่วที่เชื่อมโยงเหมืองในรัฐฉานกับประเทศไทย
แร่ตะกั่วที่ขุดได้จากเหมืองบริษัทแสงหน่อจะถูกบรรจุกระสอบและขนส่งด้วยรถบรรทุก 6 ล้อไปยังหมู่บ้านเอดิน ทางตอนเหนือของเมืองท่าขี้เหล็ก ก่อนเปลี่ยนถ่ายขึ้นรถบรรทุก 24 ล้อ เพื่อข้ามสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 2 เข้าสู่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
SHRF ระบุว่า ลานพักแร่ที่หมู่บ้านเอดินอยู่ภายใต้การครอบครองของกองทัพว้า
ข้อมูลของด่านศุลกากรแม่สายระบุว่า ไทยเริ่มนำเข้าแร่ตะกั่วจากพื้นที่เมืองโกตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 และมีการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง ก่อนเพิ่มขึ้นสูงสุดเกือบ 4,000 ตันในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
ขณะเดียวกัน ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของไทยแสดงให้เห็นว่า การส่งออกแร่ตะกั่วไปยังจีน ลาว และกัมพูชา ซึ่งเริ่มปรากฏตั้งแต่ปี 2566 เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าในปี 2568
SHRF จึงประเมินว่า ประเทศไทยอาจเป็นเส้นทางผ่านสำคัญของแร่ตะกั่วจากเมืองโกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ขณะเดียวกันแร่บางส่วนอาจถูกนำไปใช้ภายในไทย เช่น การผลิตแบตเตอรี่ตะกั่ว–กรดสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการค้าดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าแร่ตะกั่วที่ไทยส่งออกทั้งหมดมาจากเหมืองเมืองโก
ก่อนหน้านี้ SHRF เคยเปิดเผยว่า ในปี 2562 มีการขนส่งแร่แมงกานีสจากรัฐฉานผ่านประเทศไทยมากกว่า 135,000 ตัน ก่อนส่งต่อไปยังประเทศจีนผ่านท่าเรือแหลมฉบัง สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะเส้นทางขนส่งแร่จากพื้นที่ชายแดนเมียนมาอย่างต่อเนื่อง
🔴จากลำน้ำตุนถึงสามเหลี่ยมทองคำ ความเสี่ยงมลพิษข้ามพรมแดนที่ยังไร้คำตอบ
แม่น้ำรวกเป็นหนึ่งในแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา ก่อนบรรจบกับแม่น้ำโขงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีลำน้ำตุนจากพื้นที่เมืองโกเป็นหนึ่งในลำน้ำสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำสายนี้
แม้ยังไม่มีผลตรวจวัดระดับตะกั่วและสารเคมีจากเหมืองเมืองโกที่ยืนยันว่ามลพิษแพร่กระจายมาถึงฝั่งไทย แต่การไหลเชื่อมต่อกันของระบบลำน้ำทำให้เกิดข้อกังวลว่า สารปนเปื้อนจากกิจการเหมืองอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศปลายน้ำได้
การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่แม่น้ำชายแดนภาคเหนือของไทย ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง กำลังเผชิญคำถามเกี่ยวกับผลกระทบจากกิจการเหมืองแร่ในรัฐฉาน โดยเฉพาะปัญหาสารโลหะหนักและการขาดกลไกตรวจสอบมลพิษข้ามพรมแดน
กรณีเหมืองตะกั่วเมืองโกจึงทำให้เกิดคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทของประเทศไทย ทั้งในฐานะประเทศปลายน้ำที่อาจได้รับผลกระทบจากมลพิษ และประเทศทางผ่านของการค้าแร่ที่ถูกขุดขึ้นจากพื้นที่ซึ่งชุมชนท้องถิ่นกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ขณะที่ปริมาณแร่ตะกั่วที่นำเข้าผ่านด่านแม่สายเพิ่มสูงขึ้น แต่ข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพน้ำและผลกระทบจากเหมืองต้นทางยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเพียงพอ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หน่วยงานของไทยและเมียนมาจะสามารถตรวจสอบและติดตามมลพิษตลอดเส้นทางลำน้ำที่เชื่อมต่อกันได้อย่างไร
อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/22102569-02/
#เหมืองตะกั่ว #ทุนจีน #เเม่น้ำรวก #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
#ผันน้ำยวม ใครได้ประโยชน์ และใครแบกรับต้นทุน?
ฝ่ายสนับสนุนโครงการผันน้ำยวมมองว่า การเพิ่มน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรมลุ่มน้ำปิงตอนล่าง 5 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร และนครสวรรค์ ซึ่งพึ่งพาน้ำเพื่อการเพาะปลูกและการดำรงชีพ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง
ยุทธนา เฮี๊ยะหลง ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรลุ่มน้ำปิงตอนล่าง 5 จังหวัด มองว่าโครงการจะช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงน้ำได้มากขึ้น และสร้างความมั่นคงให้กับภาคเกษตรกรรมในพื้นที่
“ภาคเหนือตอนล่าง ประชาชนส่วนใหญ่ประมาณ 60% ของประชากรอยู่ในภาคการเกษตร เพราะฉะนั้นเรื่องน้ำจึงมีความสำคัญกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยตรง ถ้าโครงการผันน้ำยวมเกิดขึ้นจริงก็จะก่อให้เกิดความมั่นคงด้านน้ำ ซึ่งจะถึงมือเกษตรกรโดยตรง” – ยุทธนา เฮี๊ยะหลง
อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ต้นทางกลับยังมีคำถามว่าโครงการจะสร้างประโยชน์ให้กับพวกเขาอย่างไร เมื่อชุมชนอาจต้องเผชิญผลกระทบจากการก่อสร้างและการเปลี่ยนแปลงของระบบน้ำ ขณะที่ผลประโยชน์หลักของโครงการมุ่งไปยังพื้นที่ปลายน้ำมากกว่า
ยุพา จ่อแผ่ ชาวบ้านแม่งูด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่บริเวณทางออกอุโมงค์ ตั้งคำถามถึงสิ่งที่ชุมชนจะได้รับจากโครงการ โดยกังวลว่าคนในพื้นที่อาจต้องสูญเสียทรัพยากรและความมั่นคงในการดำรงชีวิต โดยไม่อาจรับประกันได้ว่าจะได้รับประโยชน์กลับคืนมา
“ทุกปีก็ทำสวนด้วยความหวาดระแวง ถ้าน้ำหนุนเยอะก็เสียหายหมด จะหวังให้รัฐมาช่วยเขาเองก็ไม่รู้จะช่วยยังไง สำหรับโครงการผันน้ำยวมถามว่าเราจะได้อะไร น่าจะไม่ได้อะไรนะ เรามีแต่จะเสีย ถ้าเกิดโครงการมันมาจริงๆ เราก็หมดสิทธิ์หลายอย่าง” – ยุพา จ่อแผ่
อ่าน 71,000 ล้านบาท ความมั่นคงด้านน้ำของใคร เมื่อปลายน้ำต้องการเพิ่ม แต่ต้นทางกังวลในสิ่งที่ต้องแลก ในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/08102569-01/
เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย
ภาพ: ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์, อารียา เลยไธสง
#ผันน้ำยวม #EIAร้านลาบ #เขื่อนภูมิพล #ลุ่มน้ำยวม #ลุ่มน้ำปิง #การจัดการน้ำ #ความมั่นคงด้านน้ำ #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาในประเทศไทยกว่า 1 ล้านคนเสี่ยงหลุดออกจากระบบ หลังรัฐบาลทหารเมียนมาเพิ่มเงื่อนไขการต่ออายุเอกสารเดินทาง ทั้งการเสียภาษี การแสดงหลักฐานโอนเงินกลับประเทศ และการเดินทางกลับไปทำหนังสือเดินทางในเมียนมา ท่ามกลางความกังวลเรื่องการบังคับเกณฑ์ทหารและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) และกลุ่มนายจ้างเสนอให้รัฐบาลไทยเปิดขึ้นทะเบียนและต่ออายุใบอนุญาตทำงานฝ่ายเดียวเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันแรงงานหลุดจากระบบและลดความเสี่ยงขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจ
ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ถึง 14 มกราคม 2570 ศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity: CI) และหน่วยบริการเคลื่อนที่ของรัฐบาลเมียนมาในประเทศไทยทั้ง 5 แห่ง เริ่มดำเนินการให้บริการแก่แรงงานเมียนมาบางกลุ่มที่ต้องจัดทำเอกสารเพื่อใช้ประกอบการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวมาพร้อมเงื่อนไขด้านภาษีและการโอนเงินกลับประเทศที่สร้างความกังวลให้แรงงานจำนวนมาก
ทราย ทุน ส่วย แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา ระบุว่า แรงงานเมียนมาในประเทศไทยมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ หลายคนไม่มีเอกสารจากประเทศต้นทาง หรือไม่สามารถติดต่อครอบครัวในเมียนมาได้ ทำให้ประสบปัญหาในการจัดเตรียมหลักฐานตามข้อกำหนดใหม่ ขณะเดียวกัน แรงงานชายบางส่วนกังวลว่าหากเดินทางกลับประเทศเพื่อดำเนินการเรื่องเอกสาร อาจเผชิญความเสี่ยงจากการบังคับเกณฑ์ทหาร
มาตรการที่แรงงานต้องเผชิญประกอบด้วย การเรียกเก็บภาษีเงินได้ในอัตรา 2%–3% ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับเอกสาร การกำหนดให้แสดงหลักฐานการโอนเงินกลับประเทศในสัดส่วน 25% ของฐานเงินเดือนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และการนำหลักฐานการชำระภาษีและการโอนเงินมาใช้ประกอบการต่ออายุเอกสารเดินทาง หากไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ แรงงานอาจไม่สามารถดำเนินการต่อเอกสารได้ตามกำหนด
🔴แรงงาน 3 กลุ่มเสี่ยงหลุดระบบ
อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) แบ่งกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งแต่ละกลุ่มเผชิญข้อจำกัดด้านเอกสารแตกต่างกัน
กลุ่มแรก คือแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 จำนวนประมาณ 700,000 คน ซึ่งขึ้นทะเบียนทำงานแล้ว แต่ยังไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารรับรองสถานะบุคคล CI จึงต้องดำเนินการจัดทำเอกสารเพื่อให้สามารถขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานได้อย่างถูกต้อง
แม้ปัจจุบันจะมีศูนย์ CI เปิดให้บริการ 5 แห่งทั่วประเทศ แต่แรงงานยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านระบบคิวและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ โดยมีรายงานว่าบางกรณีต้องจ่ายค่าบริการนายหน้าประมาณ 1,300–1,500 บาท และอาจมีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติม
ทราย ทุน ส่วย ให้ข้อมูลว่า ค่าใช้จ่ายประกอบด้วยค่าเล่ม CI จำนวน 2,660 บาท ค่าภาษี 1,800 บาท และค่าวีซ่า 3,000 บาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นที่อาจเกิดขึ้น ทำให้แรงงานบางคนต้องเตรียมเงินรวมไม่น้อยกว่า 10,000 บาทเพื่อดำเนินการด้านเอกสาร
ขณะที่ เกรียงไกร จักกะพาก ผู้ประกอบการบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์พิสูจน์สัญชาติและออกเอกสารรับรองบุคคล CI จังหวัดสมุทรปราการว่า ค่าธรรมเนียมการทำเล่ม CI ตามที่ตนรับทราบอยู่ที่ 2,660 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการพาแรงงานไปดำเนินการเป็นค่าบริการที่ตกลงกันระหว่างผู้ให้บริการกับแรงงาน โดยเขาแยกค่าบริการดังกล่าวออกจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ค่าคิว’ และระบุว่าไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินค่าคิวตามที่มีการกล่าวถึง
กลุ่มที่สอง คือแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 กันยายน 2567 และ 2 ธันวาคม 2568 รวมเกือบ 2 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มีเอกสารรับรองสถานะบุคคลแล้ว แต่กำลังเผชิญปัญหาเอกสารหมดอายุหรือจำเป็นต้องต่ออายุหนังสือเดินทาง
อดิศรระบุว่า รัฐบาลทหารเมียนมามีแนวทางให้แรงงานกลุ่มนี้เดินทางกลับไปทำหนังสือเดินทางในพื้นที่ชั้นในของประเทศ เช่น ย่างกุ้งและเนปิดอว์ หลังจากไม่สามารถดำเนินการผ่านช่องทางเดิมในประเทศไทยได้ตามปกติ แรงงานจึงต้องเผชิญทั้งภาระค่าใช้จ่าย การจัดเตรียมเอกสาร และความเสี่ยงจากการเดินทางกลับประเทศ โดยเฉพาะความกังวลเรื่องการเกณฑ์ทหาร
กลุ่มที่สาม คือแรงงานตามระบบ MOU ที่ครบกำหนดการทำงาน 4 ปีในช่วงปี 2569–2570 จำนวนประมาณ 100,000 คน ตามกระบวนการปกติต้องเดินทางกลับประเทศภายในระยะเวลาที่กำหนด ก่อนดำเนินการนำเข้ามาทำงานใหม่ แต่อดิศรมองว่าแรงงานกลุ่มนี้อาจไม่สามารถเดินทางกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ หากติดข้อจำกัดด้านเอกสารหรือเผชิญความเสี่ยงจากการเกณฑ์ทหาร
“เราประเมินว่ามีโอกาสที่แรงงานมากกว่าหนึ่งล้านคนจะหลุดออกจากระบบในรอบนี้” อดิศรกล่าว
🔴ค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขใหม่เพิ่มภาระแรงงาน
นอกจากค่าใช้จ่ายในการทำเอกสารแล้ว เงื่อนไขการโอนเงินกลับประเทศยังเป็นอีกข้อจำกัดสำคัญ แรงงานบางส่วนไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารที่จำเป็นสำหรับการใช้บริการทางการเงินตามช่องทางที่รัฐบาลเมียนมากำหนด ขณะที่บางคนไม่มีครอบครัวอยู่ในประเทศต้นทางแล้ว จึงไม่สามารถจัดเตรียมหลักฐานการโอนเงินได้ตามเงื่อนไข
อดิศรระบุว่า แรงงานจำนวนหนึ่งมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน โดยต้องแบ่งเงินสำหรับค่าอาหาร ค่าครองชีพ และส่งกลับไปให้ครอบครัว เมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานและการต่อเอกสารที่อาจสูงถึงหลักหมื่นบาท จึงเป็นเรื่องยากสำหรับแรงงานที่มีเงินเก็บจำกัดและใช้รายได้แบบเดือนชนเดือน
ปัญหายังส่งผลต่อแรงงานชาติพันธุ์และกลุ่มที่ไม่มีเอกสารจากประเทศต้นทาง ซึ่งอาจไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคลได้ แม้จะทำงานอยู่ในประเทศไทยแล้วก็ตาม หากไม่สามารถจัดทำเอกสารได้ทันเวลา แรงงานเหล่านี้อาจต้องทำงานโดยไม่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมาย หรือรอการเปิดขึ้นทะเบียนรอบใหม่
🔴นายจ้างหวั่นแรงงานขาดแคลน เสนอรัฐไทยเปิดขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว
นิลุบล พงษ์พยอม ผู้แทนกลุ่ม ‘นายจ้างสีขาว' ซึ่งเป็นกลุ่มนายจ้างที่ใช้แรงงานข้ามชาติ ระบุว่า ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญปัญหาต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาหลังโควิด-19 และสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ที่ทำให้หลายกิจการต้องใช้เงินฟื้นฟูธุรกิจ การเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายและขั้นตอนการต่ออายุเอกสารแรงงานจึงยิ่งทำให้ผู้ประกอบการเผชิญความยากลำบาก
นิลุบลชี้ว่า ปัญหาสำคัญมีทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเอกสารที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงที่แรงงานจะเดินทางกลับประเทศแล้วไม่สามารถกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ ส่งผลต่อเนื่องต่อการผลิตและการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะกิจการที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ
เธอเสนอให้รัฐบาลไทยพิจารณาเปิดขึ้นทะเบียนและต่ออายุใบอนุญาตทำงานฝ่ายเดียวเป็นการชั่วคราว เพื่อให้แรงงานสามารถอยู่และทำงานในระบบได้ในช่วง 1–2 ปี ระหว่างที่รัฐบาลไทยเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเพื่อหาทางออกระยะยาว พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายที่ไม่ชัดเจนและระบบนายหน้าที่อาจเพิ่มภาระให้แรงงาน
อดิศรเห็นว่า การขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวเป็นทางเลือกที่จำเป็นในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว โดยเฉพาะหลังความขัดแย้งไทย–กัมพูชาที่ส่งผลให้ภาคธุรกิจสูญเสียแรงงานกัมพูชาจำนวนมาก ซึ่งยังไม่สามารถหาแรงงานมาทดแทนได้ทั้งหมด
หากแรงงานเมียนมากว่า 1 ล้านคนหลุดออกจากระบบเพิ่มเติม อาจทำให้การจ้างงานนอกระบบเพิ่มขึ้น และเกิดภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและการก่อสร้างที่พึ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นสำคัญ
🔴ไทยมีฐานข้อมูลแรงงานอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอเอกสารจากเมียนมาเพียงช่องทางเดียว
ต่อข้อกังวลว่า หากรัฐบาลไทยเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานฝ่ายเดียว อาจทำให้การบริหารจัดการแรงงานทำได้ยากเพราะไม่มีฐานข้อมูล อดิศรชี้ว่า ประเทศไทยมีข้อมูลแรงงานข้ามชาติอยู่แล้วจากหลายหน่วยงาน ทั้งการจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยหรือบัตรสีชมพูโดยกระทรวงมหาดไทย และข้อมูลสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุข
อดิศรมองว่า ฐานข้อมูลที่มีอยู่สามารถนำมาใช้ประกอบการขึ้นทะเบียนและจัดการสถานะแรงงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยให้แรงงานจำนวนมากหลุดออกจากระบบเพียงเพราะไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขของประเทศต้นทางได้ทันเวลา
ข้อเสนอสำคัญในระยะเร่งด่วนจึงอยู่ที่การเปิดให้แรงงานข้ามชาติสามารถต่ออายุเอกสารและใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยได้ชั่วคราว พร้อมลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายที่เป็นอุปสรรค เพื่อรักษาแรงงานให้อยู่ในระบบ ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยจำเป็นต้องเร่งเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเพื่อหากลไกที่ไม่ผลักภาระด้านเอกสารและความเสี่ยงทางการเมืองไปให้แรงงานและนายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว
อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/22102569-01/
#เเรงงานเมียนมา #เเรงงานข้ามชาติ #เมียนมา #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
เชียงใหม่อาจเป็นเมืองที่ผู้คนรู้จักผ่านวัดเก่าแก่ สถาปัตยกรรมล้านนา คาเฟ่ และภูเขาที่รายล้อมเมือง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่ง เชียงใหม่ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายของการพักผ่อน หากยังเป็นสถานที่สำหรับขอพร ฝากความหวัง และแสวงหาคำตอบให้กับชีวิตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ตั้งแต่การสักการะพระนางจิรประภามหาเทวีที่วัดโลกโมฬีเพื่อขอพรเรื่องความรักและการงาน การเดินทางไปวัดพระธาตุดอยคำเพื่อกราบหลวงพ่อทันใจ ไปจนถึงม่อนกุเวรในอำเภอแม่ออนเพื่อสักการะท้าวเวสสุวรรณ สถานที่เหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ซึ่งดึงดูดผู้คนที่ต้องการแสวงหาความเป็นสิริมงคลในด้านต่างๆ ของชีวิต
ในวันที่คำตอบแทบทุกเรื่องสามารถค้นหาได้ผ่านหน้าจอ แต่อนาคตของตัวเองกลับยังไม่สามารถคาดเดาได้อย่างแน่นอน การดูดวงและการมูเตลูอาจกำลังทำหน้าที่บางอย่างมากกว่าการทำนายโชคชะตา และอาจสะท้อนถึงความกังวลของคนรุ่นใหม่ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
คนรุ่น Gen Z เติบโตมาในโลกที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายกว่าคนรุ่นก่อน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการศึกษา เส้นทางอาชีพ รายได้ หรือแม้แต่คำแนะนำเกี่ยวกับความสัมพันธ์ แต่การมีข้อมูลมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะสามารถควบคุมหรือคาดการณ์ผลลัพธ์ของชีวิตได้มากขึ้นตามไปด้วย
การเรียนจบไม่ได้รับประกันว่าจะได้งานที่ต้องการ ความสามารถไม่ได้ทำให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม ขณะที่การวางแผนชีวิตอย่างรอบคอบก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าอนาคตจะเป็นไปตามที่คาดหวัง
คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่าคนรุ่นใหม่ดูดวงกันมากเพียงใด แต่เป็นเหตุผลที่พวกเขาเลือกใช้การดูดวง และความเชื่อเหล่านี้มีบทบาทอย่างไรในชีวิตที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน
“ก็ค่อนข้างแปลกใจอยู่นะ แบบว่าเราโตมาในยุคที่แบบวิทยาศาสตร์ แต่เราก็เชื่อในเรื่องนี้ ก็เซอร์ไพรส์ดี ส่วนตัวคิดว่าวิทยาศาสตร์มันดูเป็นเหตุเป็นผลก็จริง แต่เราคิดว่าไพ่มันเปิดพื้นที่ให้เราได้คิดต่อมากกว่า เลยคิดว่ามันไปไกลมากกว่าวิทยาศาสตร์”
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า เหตุใดคน Gen Z จึงยังเชื่อเรื่องโชคชะตา ทั้งที่เติบโตมาในยุคที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้า แต่คือสังคมกำลังมอบหลักประกันในชีวิตให้กับคนรุ่นใหม่มากเพียงใด เมื่อการเรียน การทำงาน รายได้ และอนาคตยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
เพราะในวันที่ความพยายามไม่ได้รับประกันความสำเร็จ และโอกาสในชีวิตยังถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขที่แต่ละคนไม่อาจควบคุมได้ การมูเตลูอาจเป็นหนึ่งในพื้นที่เล็กๆ ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่มีความหวัง แต่ความหวังเหล่านั้นก็ไม่ควรกลายเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องใช้ทดแทนความมั่นคงพื้นฐานที่สังคมควรมีให้
เรื่อง: นิฌาฎาร์ ผิวผ่อง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ่านทั้งหมดในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/21102569-01/
Lanner เปิดพื้นที่ในการขยายพื้นที่สื่อสาร โดยความคิดเห็นไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ สามารถส่งมาได้ที่ [email protected]
#มูเตลู #เชียงใหม่ #มูเชียงใหม่ #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
#ผันน้ำยวม ปัญหาน้ำไม่พอ ควรเพิ่มน้ำต้นทุนหรือแก้ระบบจัดการน้ำเดิม?
ปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนล่างและลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมช่วงฤดูแล้ง เป็นเหตุผลสำคัญที่ฝ่ายสนับสนุนผลักดัน ‘โครงการผันน้ำยวม’ โดยมองว่าการเพิ่มน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำสำหรับจัดสรรให้พื้นที่ปลายน้ำ และรองรับความต้องการใช้น้ำในอนาคต ท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่อาจทำให้การบริหารจัดการน้ำยากขึ้น
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นว่ารัฐควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความต้องการน้ำในระยะยาว
“ถ้าไม่เริ่มวันนี้ อีก 10-20 ปี บางทีมันก็สายเกินไป เพราะเราเป็นประเทศเกษตรกรรม น้ำเป็นเรื่องใหญ่ เรามีน้ำที่เพียงพอ เพียงแต่น้ำที่มีอยู่อาจกระจายไม่ทั่วถึง” – สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ตั้งคำถามต่อโครงการเห็นว่า ปัญหาน้ำไม่ได้เกิดจากปริมาณน้ำต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดสรรน้ำและประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ จึงเสนอให้รัฐแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควบคู่กับการฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติที่ช่วยกักเก็บน้ำ ก่อนลงทุนสร้างแหล่งน้ำหรือระบบผันน้ำขนาดใหญ่เพิ่มเติม
พ่อหลวงศักดิ์ชัย แยมู ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านแม่งูด ตั้งคำถามถึงแนวทางแก้ปัญหาที่มุ่งหาแหล่งน้ำใหม่ โดยอาจสร้างผลกระทบต่อป่าไม้ สิ่งแวดล้อม และชุมชนอื่นๆ ซ้ำเติมปัญหาเดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
“ถ้าจะแก้ที่การหาแหล่งน้ำใหม่ๆ แล้วทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งได้รับผลกระทบครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุ ยังไงมันก็ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ต้นเหตุว่าจะเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนมุมมองให้มันสมดุลกันยังไง ผมว่ามันจะยั่งยืนกว่า” – พ่อหลวงศักดิ์ชัย แยมู
ด้าน รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เห็นว่า ก่อนจะลงทุนเพิ่มแหล่งน้ำใหม่ รัฐควรทบทวนประสิทธิภาพการบริหารจัดการเขื่อนและการจัดสรรน้ำที่มีอยู่ ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญของความขัดแย้งระหว่างพื้นที่เหนือเขื่อนกับพื้นที่ใต้เขื่อน
“วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าเราไม่ได้จัดการน้ำ เรามีเขื่อนเยอะแล้วก็พยายามที่จะสร้างเขื่อนอีก แต่พอถึงเวลาแล้ว เราบริหารน้ำในเขื่อนได้ไหม เราแทบบริหารน้ำในเขื่อนไม่ได้ด้วยเช่นกัน คนเหนือเขื่อนไม่ได้ประโยชน์ แต่คนล่างเขื่อนได้ประโยชน์ มันขัดแย้งกันตลอดเวลา” – รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์
อ่าน 71,000 ล้านบาท ความมั่นคงด้านน้ำของใคร เมื่อปลายน้ำต้องการเพิ่ม แต่ต้นทางกังวลในสิ่งที่ต้องแลก ในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/08102569-01/
เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย
ภาพ: ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์, อารียา เลยไธสง
#ผันน้ำยวม #EIAร้านลาบ #เขื่อนภูมิพล #ลุ่มน้ำยวม #ลุ่มน้ำปิง #การจัดการน้ำ #ความมั่นคงด้านน้ำ #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
เชียงใหม่อาจเป็นภาพจำของเมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังความคึกคักของเมือง ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเงียบๆ นั่นคือ ‘แรงงานนักศึกษาพาร์ทไทม์’
หลังเลิกเรียน ขณะที่นักศึกษาบางส่วนเดินทางกลับหอพักเพื่อพักผ่อน อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย นักศึกษาอีกจำนวนหนึ่งกลับต้องเปลี่ยนจากชุดนักศึกษาเป็นชุดพนักงาน เดินเข้าสู่ร้านอาหาร ร้านค้า และร้านสะดวกซื้อ เพื่อแลกเวลาหลายชั่วโมงกับค่าจ้างที่นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน บางคนทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว บางคนต้องหารายได้เลี้ยงดูตนเอง ขณะที่บางคนต้องการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนเข้าสู่โลกการทำงานจริง
“พ่อแม่เขาก็ไม่ได้เทคแอคชั่นอะไรตรงนั้นเลย เขาหัวเราะกับพฤติกรรมลูกด้วยซ้ำ แค่บอกให้ลูกขอโทษ แต่ลูกก็ไม่ได้ขอโทษ เขาไม่ถามว่าเจ็บมั้ย จนเราบอกว่าเราไม่โอเค เลยขอกลับ เรานั่งร้องไห้หน้าเซเว่นเป็นชั่วโมง สุดท้ายโทรหาพ่อให้พาไปโรงพยาบาล ทั้งๆ ที่พ่อหลับไปแล้ว ท้ายที่สุดก็ลาออกเพราะพ่อไม่โอเคที่จะให้ทำงานนี้ต่อ” - ดอกบัว (นามสมมติ) กล่าว
“บางวันก็ตื่นไปเรียนช่วงเช้าไม่ไหว ช่วงสอบอีกบางทีเพื่อนอ่านกันไปเยอะแล้ว ส่วนเรายังไม่ได้เริ่มเลยเพราะต้องทำงาน” - พอใจ (นามสมมติ) กล่าว
ความยากลำบากไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจัดสรรเวลา เพราะร้านที่พอใจทำงานยังมีเงื่อนไขว่า หากพนักงานต้องการหยุดแต่ไม่สามารถหาคนมาทำงานแทนได้ จะถูกปรับเงินวันละ 100 บาท โดยนายจ้างให้เหตุผลว่าเป็นการสร้างความรับผิดชอบต่อหน้าที่
เชียงใหม่อาจถูกมองผ่านจำนวนคาเฟ่ที่เปิดใหม่ ร้านอาหารที่ขยายตัว ห้างสรรพสินค้า และความคึกคักของธุรกิจท่องเที่ยว แต่การเติบโตของเมืองไม่ได้เกิดขึ้นจากอาคารหรือเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว หากยังเกิดขึ้นจากแรงงานจำนวนมากที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนธุรกิจเหล่านั้นในทุกวัน
ตั้งแต่คนรับออเดอร์ คนล้างจาน คนคิดเงิน ไปจนถึงนักศึกษาที่ต้องยืนขายของหลังเลิกเรียน คนเหล่านี้ต่างเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเมืองที่ทำให้ธุรกิจบริการสามารถดำเนินต่อไปได้
ทว่าภายใต้ภาพของเมืองที่เติบโต ประสบการณ์ของแรงงานนักศึกษากลับเผยให้เห็นต้นทุนที่ไม่ค่อยถูกนับรวมอยู่ในความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ทั้งเวลาพักผ่อนที่หายไป โอกาสทางการศึกษาที่ถูกเบียดบัง ความเสี่ยงจากการทำงาน และภาระในการจัดการปัญหาที่แรงงานต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง
ท้ายที่สุด เมื่อการทำงานพาร์ทไทม์ที่ควรเป็นโอกาสในการสร้างรายได้และประสบการณ์ กลับทำให้นักศึกษาบางคนต้องแบกรับต้นทุนที่ไม่ควรตกอยู่กับพวกเขาเพียงฝ่ายเดียว เราจึงต้องย้อนกลับมาถามว่า สิ่งที่นักศึกษาได้รับจากการทำงานคุ้มค่ากับสิ่งที่พวกเขาต้องสูญเสียไปหรือไม่
และในวันที่เชียงใหม่กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน แรงงานนักศึกษาที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของการว่าจ้าง ได้เติบโตไปพร้อมกับเมืองด้วยหรือไม่?
เรื่อง: อาทิตยา สุทธวาสน์
อ่านทั้งหมดในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/20102569-02/
Lanner เปิดพื้นที่ในการขยายพื้นที่สื่อสาร โดยความคิดเห็นไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ สามารถส่งมาได้ที่ [email protected]
#พาร์ทไทม์เชียงใหม่ #หางานเชียงใหม่ #หางานพาร์ทไทม์เชียงใหม่ #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน




















