Static Soliloquist (@VagueVagrant) header
Static Soliloquist (@VagueVagrant) profile picture

An Agrarian Realist with a Radical Philosophical Edge

Joined April 2026
Photo by Static Soliloquist (@VagueVagrant)Photo by Static Soliloquist (@VagueVagrant)Photo by Static Soliloquist (@VagueVagrant)Photo by Static Soliloquist (@VagueVagrant)Photo by Static Soliloquist (@VagueVagrant)Photo by Static Soliloquist (@VagueVagrant)Photo by Static Soliloquist (@VagueVagrant)Photo by Static Soliloquist (@VagueVagrant)Photo by Static Soliloquist (@VagueVagrant)
Static Soliloquist retweeted
เข้าใจง่ายๆ คือ NIT ถูกวางซ้อนบนสวัสดิการเดิม มันคือการขยายอำนาจรัฐ แต่ในแบบของ Friedman มันคือเครื่องมือที่ใช้ "รื้อรัฐสวัสดิการ" เขาเชื่อว่าตลาดเสรีจัดสรรทรัพยากรได้ดีกว่ารัฐ และการช่วยเหลือคนยากจนควรมาจากภาคเอกชนเป็นหลัก แนวคิดพวกนี้มาจาก American Enterprise Institute เป็นกระบอกเสียงชั้นนำของขบวนการ Neo Conservative ในสหรัฐ​ฯ​ ก่อตั้งโดยกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจในนิวยอร์กเมื่อปี 1938 ตั้งมาเพื่อเป็นเครื่องมือต่อต้านนโยบาย New Deal ในนั้นคนสำคัญๆ ก็มี Friedman และก็ Irving Kristol หลังปี 1970 กลุ่มนี้มีอิทธิพลมากเพราะก่อนหน้านั้นเป็นยุคการจ้างงานเต็มที่บีบให้มีการแบ่งรายได้ประชาชาติกับแรงงาน ขัดผลประโยชน์นายทุน
Friedman ตัวจริงเกลียดรัฐสวัสดิการแบบสวีเดนเข้าไส้ สิ่งที่คุณเขียนในโพสต์นั้น ถูกต้องตามตำรา Capitalism and Freedom (1962) 100% แต่ฟรีดแมนเสนอ Negative Income Tax (NIT) เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการยุบระบบสวัสดิการรัฐทิ้งให้หมดนะ ฟรีดแมนต้องการให้ยุบทั้งประกันสังคมของรัฐ, ยกเลิกระบบสาธารณสุขของรัฐ, และให้คนเอาเงินไปซื้อทุกอย่างในตลาดเสรีเอง แล้วสวีเดนทำแบบนั้นไหม? เปล่าเลย! สวีเดนไม่เคยใช้ NIT เลยแม้แต่วันเดียว สวีเดนไม่เคยยุบระบบประกันสังคม ไม่เคยยุบระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า และไม่เคยยุบสวัสดิการเลี้ยงดูเด็ก/คนชรา สวีเดนยังคงเก็บภาษีสูงถึง 42–44% ของ GDP เพื่อมาทำ Universal Welfare ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ฟรีดแมนฝันไว้แบบคนละโลก ไม่สิคนละมิติด้วยซ้ำ คุณพยายามจะบอกว่า “สวีเดน privatise ตาม Friedman เป๊ะๆ เพราะแจก Voucher ให้เอกชนมาแข่งกัน” นี่คือการเข้าใจเศรษฐศาสตร์แบบผิวเผินมาก สิ่งที่สวีเดนทำหลังปี 1990 เรียกว่า New Public Management เป็นการดึงเอกชนมาร่วมให้บริการแบบ Public-Private Partnership แต่รัฐยังเป็นคนจ่ายเงิน 100% (Public Funding, Private Provision) คุณไปหาหมอคลินิกเอกชนในสวีเดน รัฐบาลท้องถิ่นเป็นคนจ่ายให้ คลินิกเอกชนห้ามคิดเงินเพิ่มจากคนไข้เกินเพดานที่รัฐกำหนด ส่วนเสี้ยวเดียวที่สวีเดนเอาไอเดีย Friedman มาใช้ คือส่วนที่ล้มเหลวที่สุด สวีเดนในยุค 1990s ยอมเปิดเสรีตามแนวคิดเสรีนิยมใหม่แบบสุดโต่ง คือ การอนุญาตให้บริษัทเอกชนแบบ For-profit schools เข้ามาเปิดโรงเรียนรับเงิน Voucher ได้ ผลลัพธ์เป็นยังไงล่ะ? สวีเดนเกิดวิกฤตการศึกษาครั้งใหญ่ คะแนน PISA ร่วงกราวรูด เกิดปัญหาเกรดเฟ้อเพื่อดึงดูดลูกค้า และมีบริษัททุนข้ามชาติสูบเงินกำไรจากภาษีออกนอกประเทศ พอโรงเรียนขาดทุนก็ประกาศล้มละลายปล่อยเด็กเคว้ง นี่ถึงขนาดที่พรรคการเมืองในสวีเดนปัจจุบัน (รวมถึงพรรคอนุรักษ์นิยมขวากลาง) กำลังผลักดันกฎหมายสั่งห้ามเอกชนทำกำไรจากการศึกษา นี่คือหลักฐานชัดเจนว่า ส่วนที่สวีเดนเจริญ คือส่วนที่เป็น "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" แต่ส่วนที่สวีเดนพัง คือส่วนที่หลงไปเชื่อเสรีนิยมใหม่ตามใจเอกชนของ Friedman คุณบอกว่า รัฐเก็บภาษีนิติบุคคลได้แค่ ~3% ของ GDP น้อยกว่าไทยที่เก็บได้ ~4% ใครจะเชื่อว่านอร์ดิกเก็บภาษีธุรกิจน้อยขนาดนี้ ก็นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมเขียนไว้ในต้นโพสต์ คนชอบเข้าใจผิดว่ารัฐสวัสดิการต้องไปรีดภาษีจนเอกชนเจ๊ง แต่ความจริงคือนอร์ดิกเก็บภาษีนิติบุคคลต่ำ เพื่อให้เอกชนแข่งขันได้และเติบโตจนสร้างงานได้มหาศาล คุณคิดว่านี่คือข้อเสีย แต่นี่คือหัวใจของโมเดลนอร์ดิกที่ฉลาดพอจะไม่รีดเลือดกับภาคธุรกิจ ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ เลิกจ้างง่าย ชดเชยน้อย — เล่าความจริงให้ครบด้วย ได้ครับเอาให้ครบ ๆ เลย การบอกว่าสวีเดนไม่มีค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย โดยไม่พูดเรื่อง Kollektivavtal ก็ต้องบอกว่าการบิดเบือนอย่างร้ายแรงจริง ๆ สวีเดนไม่มีกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำจากรัฐ เพราะแรงงานเกิน 90% อยู่ภายใต้สัญญาของสหภาพแรงงาน ซึ่งเจรจาค่าจ้างขั้นต่ำตามสายงานจริง ฐานเงินเดือนขั้นต่ำที่เขาตกลงกันตกคนละ ~100,000 – 140,000 บาท/เดือน สูงติดท็อปโลก ทำไมเขาถึงยอมให้เลิกจ้างง่าย? เพราะนอร์ดิกใช้หลักยืดหยุ่น + ปลอดภัย คือ ปกป้องคนทำงาน แต่ไม่ปกป้องตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็น แบบนี้ธุรกิจถึงจะกล้าปรับตัว เอา AI และหุ่นยนต์มาใช้เต็มที่ เพราะถ้าพนักงานถูกเลิกจ้าง เขาไม่ได้ตกงานแล้วอดตายเหมือนไทย แต่รัฐและกองทุนประกันการเปลี่ยนผ่านจ่ายเงินชดเชยให้ 70–80% และจับไป Reskill ให้ได้งานใหม่ที่ดีกว่าเดิมทันที คนสวีเดนจึงสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี ไม่กลัวหุ่นยนต์มาแย่งงาน บอกว่า "ชนชั้นกลางแบก VAT 25% คนไทยจะเอาจริงดิ" — ลองคำนวณภาษีแฝงของคนไทยดูไหมครับ? คนสวีเดนจ่าย VAT 25% และภาษีเงินได้สูงจริง แต่สิ่งที่ชนชั้นกลางสวีเดนได้กลับมาคือ: 1. เรียนฟรีจนจบมหาวิทยาลัย (แถมรัฐจ่ายเบี้ยเลี้ยงรายเดือนให้ระหว่างเรียน) 2. ค่ารักษาพยาบาลจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน ~4,500 บาทต่อปี (High-cost protection) เกินจากนั้นฟรีทั้งหมด 3. ค่าศูนย์ดูแลเด็กเล็ก รัฐอุดหนุนจนจ่ายจริงเฉลี่ยไม่เกิน 4,000–5,000 บาท/เดือน 4. ลาคลอดได้ 480 วัน โดยยังได้เงินเดือน 80% ตัดภาพมาที่ ชนชั้นกลางไทย จ่าย VAT 7% แต่ต้องจ่าย: 1. ค่าเทอมโรงเรียนเอกชน/อินเตอร์ให้ลูกปีละหลายแสนถึงล้าน เพราะโรงเรียนรัฐไร้คุณภาพ 2. ค่าเบี้ยประกันสุขภาพและค่ายาปีละเป็นแสน เพราะระบบรัฐคิวยาวเป็นเดือน 3. ค่าจ้างพี่เลี้ยง/เนอร์สเซอรี่เอกชน 4. ค่ารถยนต์ส่วนตัว ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน เพราะระบบขนส่งสาธารณะไม่ครอบคลุม ชนชั้นกลางไทยจ่ายภาษีหน้าฉากน้อย แต่ต้องแบกภาษีแฝงจากความล้มเหลวของรัฐจนแทบไม่เหลือเงินเก็บ ถ้าบวกตัวเลขพวกนี้เข้าไปจริง ๆ ชนชั้นกลางไทยจ่ายหนักกว่าสวีเดน แต่ได้คุณภาพชีวิตต่ำกว่าคนละเรื่องครับ อ่ะมีอันนี้ด้วย "สวีเดน 50% ของครัวเรือนได้มากกว่าจ่าย เทียบกับไทย 80%"... เดี๋ยวนะ นี่คือตัวเลขที่น่าภาคภูมิใจตรงไหน? งงจริงอันนี้ ในไทย 80% ได้มากกว่าจ่าย ไม่ใช่เพราะระบบไทยดี แต่เพราะ คนไทยจนจนไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีเงินได้! ประเทศมีคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14–15 ล้านคน นี่คือภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำระดับโลกไหม ส่วนในสวีเดน สัดส่วน 50/50 คือภาพของสังคมที่มีชนชั้นกลางขนาดใหญ่และมั่นคง แบบที่ทุกคนร่วมแชร์ความเสี่ยง และวันที่คุณล้ม ระบบนี้ก็พร้อมจะรับคุณไว้ทันที
1
4
7
986
แซะว่า Spotify, Klarna ไปโตในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือ Skype ขายให้ Microsoft... คุณกำลังสับสนมากนะ ในแง่การแยกระหว่าง Where it was born? กับ Capital Market คำถามคือทำไมคนสวีเดนถึงกล้าเสี่ยงสร้าง Spotify, Klarna หรือ Skype ขึ้นมาได้ตั้งแต่แรก? ก็เพราะสวีเดนเขามีเรียนฟรี มีโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่รัฐทุ่มงบปูพรมให้ตั้งแต่ยุค 90s และมี Safety Net หนาพอที่ทำให้คนรุ่นใหม่กล้าทดลองสร้างสิ่งใหม่โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเจ๊งจนล้มละลายหรือไม่มีเงินรักษาพยาบาลไงครับ รัฐสวัสดิการเขามีหน้าที่สร้าง "ต้นทุนมนุษย์" ให้แข็งแกร่ง และที่เขาเอาบริษัทไป IPO ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก หรือขายให้ Microsoft... อ้าว ก็บอกไปตั้งแต่โพสต์แรกแล้วว่า สวีเดนเขาก็คือทุนนิยมตลาดเสรี! นอร์ดิกไม่เคยแอนตี้ตลาดหุ้น ไม่เคยห้ามคนรวย สหรัฐฯ มีตลาดทุนที่ใหญ่และมีสภาพคล่องที่สุดในโลก บริษัทจีน ญี่ปุ่น ยุโรป ไต้หวัน เขาก็ไปจดทะเบียนใน Nasdaq กันทั้งโลก การที่เด็กที่โตมาจากระบบรัฐสวัสดิการสวีเดน สามารถสร้างเทคโนโลยีไปกวาดเงินดอลลาร์เข้ากระเป๋าตัวเองจากตลาดวอลล์สตรีทได้เป็นหมื่นๆ ล้าน มันก็เป็นตัวบอกไงครับว่าโมเดลเขาสร้างคนไปชนะในเกมทุนนิยมโลกได้จริง ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไรเลย ถ้าจะว่า "ไปโตในตลาดหุ้นเมกา แปลว่าโมเดลสวีเดนพัง" นี่เหมือนบอกว่า นักฟุตบอลบราซิลต้องย้ายไปเล่นในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ แปลว่าระบบฝึกฟุตบอลของบราซิลล้มเหล อย่างนั้นหรอครับ
Replying to @VagueVagrant
แล้วเผื่อไม่รู้นะครับว่าพวก Start up จากสวีเดนที่คุณอ้างมาซะเท่ๆเป็นตัวชูโรงของรัฐสวัสดิการอย่าง Spotify กับ Klarna นี่อยู่ในตลาดหุ้นอเมริกานะครับ ส่วน Skype ก็ขายให้ Microsoft จากประเทศที่คุณแซะเรื่องทุนนิยมนี่แหละครับ อ้าว! ทำไมบริษัทพวกถึงพากันมาโตในโลกทุนนิยมล่ะครับ??
1
1
4
422
เป็นคนเปิดประเด็นเองแท้ๆ ว่าประเทศ 5 ล้านคนกับ 300 ล้านคนมันต้อง Drive คนละแบบ พอผมเอาหลักเศรษฐศาสตร์เรื่อง Economies of Scale มาอธิบายให้ฟัง กลับบอกว่าผมโยงเป็นตุเป็นตะซะงั้น การหยิบสิงคโปร์ ขึ้นมาเทียบนี่ เอาจริงหรอครับ เพราะถ้าจะถามหาว่าประเทศไหนในโลก ที่รัฐบาลเข้าแทรกแซง แทบจะควบคุมชีวิตประชาชนและระบบเศรษฐกิจเบ็ดเสร็จยิ่งกว่ากลุ่มนอร์ดิก คำตอบก็มีแค่สิงคโปร์นี่แหละครับ ประชากรสิงคโปร์มากกว่า 80% อยู่ในแฟลตที่รัฐสร้างให้ (HDB) บนที่ดินที่รัฐเป็นเจ้าของถึง 90% ของเกาะ, ระบบสาธารณสุขรัฐบาลบังคับหักเงินเข้ากองทุน (CPF/Medisave) และรัฐอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลใน รพ.รัฐ สูงถึง 80% แถมบริษัทระดับยักษ์ใหญ่ที่ขับเคลื่อนประเทศแทบทั้งหมดก็มี Temasek กับ GIC ซึ่งเป็นกองทุนของรัฐบาลถือหุ้นใหญ่ สิงคโปร์ไม่ใช่ตลาดเสรีปล่อยจอยแบบที่พวกแอนตี้รัฐสวัสดิการชอบจินตนาการนะครับ แต่เป็นทุนนิยมโดยรัฐขั้นสุดยอด แล้วเอาเกาะขนาด 700 ตร.กม. ที่ไม่มีชนบท ทำตัวเป็นแหล่งหลบภาษีฟอกเงินคนรวยทั้งเอเชียมาเทียบกับประเทศที่มีพื้นที่จริง มันเทียบไม่ได้ตั้งแต่เชิงโครงสร้างแล้วครับ
Replying to @VagueVagrant
ดูท่าคุณจะรักรัฐสวัสดิการมากเลยนะครับ ผมไม่ได้มาเถียงอะไรเลย แต่อยู่ๆก็โยงไป Economies of Scale ของประเทศที่ประชากรเยอะเป็นตุเป็นตะ ลองไปดูสิงคโปร์ที่ขนาดเท่าๆกันก็ได้ครับ ปัจจุบันชนะประเทศสแกนฯไปหลาย Metrics แล้วนะทั้งที่ประเทศเกิดมาไม่กี่ปี เก็บภาษีน้อยกว่า VAT ก็น้อยกว่าเยอะ
1
10
1
24
950
ประชาธิปไตยไม่มีซ้ายหรือขวา ประชาธิปไตยพูดถึงการเคารพสิทธิ์กันและกัน ประชาธิปไตยพูดถึงการไม่เอาเปรียบหรือและการเห็นแก่ตัว ประชาธิปไตยไม่ได้ต่อต้านทุน แต่พูดถึงความสมเหตุสมผลของต้นทุนค่าแรงและกำไร
1
2
51
โธ่ พ่อคู๊ณ... บอกให้ผมอัปเดตข้อมูล แต่ตัวคุณเองยังไม่รู้เลยว่า Volvo มีสองบริษัท แถมจำประวัติศาสตร์ธุรกิจสลับข้างกันหมดน่าตีมือเลยนะครับเนี่ย อย่างแรกเลย แยกให้ออกก่อนครับระหว่าง AB Volvo (Volvo Group) กับ Volvo Cars บริษัทแม่ดั้งเดิมอย่าง AB Volvo ที่ผลิตรถบรรทุก รถบัส และเครื่องจักรกลหนักระดับโลก เขาไม่เคยเจ๊ง ไม่เคยต้องให้ใครมาอุ้ม เป็นของสวีเดน 100% สำนักงานใหญ่อยู่ที่เดิม และจดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสต็อกโฮล์ม ฟันกำไรมหาศาลมาตลอด ไม่เคยหายไปไหนครับ ส่วน Volvo Cars (รถยนต์นั่งส่วนบุคคล) ที่คุณบอกว่า "ถ้าทุนนิยมไม่ช่วยซื้อไว้คงไม่เหลือแล้ว" ...รู้ไหมครับว่าใครเป็นคนเกือบทำ Volvo พังคามือ? คำตอบคือ Ford มหาอำนาจทุนนิยมอเมริกันนั่นแหละครับ! Ford ซื้อ Volvo Cars ไปในปี 1999 บริหารแบบทุนนิยมจ๋า ตัดงบ ลดคุณภาพจนแบรนด์เกือบตาย พอเจอวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 บริษัทรถยนต์อเมริกันเลือดสาดจนต้องแบมือขอเงินภาษีรัฐบาลสหรัฐฯ มาอุ้ม แล้ว Ford ก็ต้องยอมเลขายขาดทุนยับเยิน จากที่ซื้อมา 6,400 ล้านดอลลาร์ เหลือขายทิ้งแค่ 1,800 ล้านดอลลาร์ ให้กลุ่มทุน Geely และรู้ไหมครับว่าเคสที่ Business School ระดับโลกอย่าง Harvard หรือ INSEAD เอามาสอนกันจริง ๆ คือเคสอะไร? เขาเอาดีล Geely-Volvo มาสอนเป็น M&A Success Story นะครับ! เพราะประธาน Geely พูดตั้งแต่วันแรกว่า "เสือต้องอยู่ในป่า Volvo คือ Volvo" เขาอัดฉีดเงินแต่ปล่อยให้ทีมวิศวกรและผู้บริหารสวีเดนทำงานตามวัฒนธรรมแรงงานแบบสวีเดน 100% ไม่เข้าไปก้าวก่าย R&D จน Volvo ฟื้นคืนชีพ ทุบสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์โลก นำร่องรถยนต์ไฟฟ้า และ กลับมา IPO เข้าตลาดหุ้นสวีเดน (Nasdaq Stockholm) ไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าจะมีใครเป็น Failed Case ในโรงเรียนธุรกิจ มันคือความล้มเหลวในการบริหารของ Ford ทุนนิยมอเมริกันต่างหากครับ ไม่ใช่ระบบสวีเดน... สวีเดนผลิตทั้งวิศวกร นวัตกรรมความปลอดภัยระดับโลก และแรงงานคุณภาพสูงที่ใครก็อยากได้ แต่พอทุนนิยมเมกันเอาไปปู้ยี่ปู้ยำจนพัง กลับมาเคลมหน้าตาเฉยว่าทุนนิยมเป็นคนช่วยชีวิตไว้ ตลกไม่ไหว 😂🤣
ส่วน Volvo นี่เลิกเอามาเป็น Ref ได้แล้วครับ อัพเดตหน่อย! Business School หลายๆที่เค้าเอามาสอนเป็น Failed case แล้วนะครับ ถ้าไม่ได้ทุนนิยมไปช่วยซื้อไว้ ตอนนี้คงไม่เหลือแบรนด์นี้แล้ว
1
1
94
งั้นก็ได้ภาวนาขอให้ชาวสหรัฐและผู้เกี่ยวข้องโชคดีกับ AI CapEx Bubble และความเปราะบางของระบบ VC ที่กำลังแห่ถมเงินกันอย่างเมามันส์ในตอนนี้นะครับ เวลา FOMO ทุนนิยมสายเมกาก็พร้อมปั๊ม Valuation ไล่ราคากันจนลอยฟ้าเหมือนเสกเงินได้ แต่พอฟองสบู่แตก คนที่ตกเหวแบบไม่มี Safety Net รองรับชีวิตจริง ๆ ก็คือพนักงาน+คนธรรมดา ส่วนกลุ่มทุนถ้าไม่หอบกำไรหนีไปก่อน ก็รอให้รัฐเอาภาษีประชาชนมาอุ้มความเสี่ยงเชิงระบบเหมือนตอน SVB ล้ม เฮ้อออ... นี่แหละครับทุนนิยมแบบ Privatize profits, socialize losses ของจริง แล้วที่บอกว่า AI, Semiconductor, mRNA หรือ Cloud มาจากโลกทุนนิยม Funding หนา ๆ นี่ต้องลองมองย้อนกลับไปครับว่ารากฐาน R&D เฟสแรกเริ่มของเทคโนโลยีพวกนี้เนี่ย เกือบ 100% มาจากเงินภาษีภาครัฐล้วน ๆ ไม่ว่าจะเป็น... DARPA ที่วางรากฐานอินเทอร์เน็ตกับชิป หรือ NIH ที่อัดฉีดงานวิจัย mRNA มาหลายสิบปีตั้งแต่ยุคที่ไม่มีเอกชนหน้าไหนกล้าเสี่ยงลงเงิน เอกชนกับ VC ในโลกทุนนิยมไม่ได้คิดค้นสิ่งเหล่านี้จากศูนย์นะครับ พวกเขาแค่เดินมาหยิบไปสเกลต่อหลังจากที่รัฐยอมแบกความเสี่ยงต้นน้ำจนเทคโนโลยีมันเริ่มนิ่งแล้วต่างหาก เพราะตลาดเสรีเพียว ๆ ไม่เคยลงเงินกับงานวิจัยพื้นฐานที่มองไม่เห็นกำไรใน 5-10 ปีหรอกครับ ส่วนเรื่องที่คนชอบพูดกันนักว่า "ประเทศ 5 ล้านคนเทียบกับ 300 ล้านคนไม่ได้" หรือเทียบกับในไทย 70 ล้านคน มากกว่าเขาตั้งเยอะ จะทำยังงั๊ยยย ทำสวัสดิการไม่ไหว เหมือนแกล้งลืมหลัก Economies of Scale ตอนที่ใช้เชียร์ทุนผูกขาดไปเลยเนอะ ยิ่งประชากรเยอะ ต้นทุนเฉลี่ยต่อหัว มันยิ่งต้องถูกลง และ อำนาจการต่อรองของรัฐยิ่งต้องทรงพลังมหาศาลสิครับ ลองคิดตามคอมมอนเซนส์ง่ายๆ คุณเดินไปสั่งซื้อเครื่อง MRI, น้ำยาล้างไต, หรือยารักษามะเร็งสำหรับคน 5-10 ล้านคน กับการถือออเดอร์ใหญ่ไปต่อรองราคาส่งสำหรับคน 70 ล้าน หรือ 300 ล้านคน ใครควรจะได้ราคาถูกกว่ากัน? ตัวอย่างรูปธรรมที่สุดก็คือบัตรทองไงครับ องค์กรระดับโลกยกย่อง รอดและทำได้จริงเพราะใช้พลังประชากร 47 ล้านคนเป็นผู้ซื้อรายเดียว (Single Buyer) ไปบีบราคายาและเวชภัณฑ์จนถูกลงกว่าโรงพยาบาลเอกชนหลายเท่าตัว นี่แหละคือประโยชน์ของสเกลประชากรที่แท้จริง ในทางกลับกัน ที่สหรัฐฯ มี 300 ล้านคนแต่ระบบสาธารณสุขพังเละเทะ ไม่ใช่เพราะประชากรเยอะเกินไปครับ แต่เป็นเพราะกลุ่มทุนล็อบบี้ยิสต์ไปกดดันสภาคองเกรสจนออกกฎหมายห้ามรัฐบาลกลางเจรจาต่อรองราคายากับบริษัทยาโดยตรงมานานหลายสิบปี ปล่อยให้เอกชนโก่งราคาอินซูลินหลอดละหลายร้อยดอลลาร์ ทั้งที่ต้นทุนผลิตแค่ไม่กี่เหรียญ ดังนั้น ผมว่าเราควรตีโบ๋เรื่องประชากรเยอะได้แล้วครับ ในทางเศรษฐศาสตร์ สเกลประชากรขนาดใหญ่คือแต้มต่อ ไม่ใช่ข้ออ้าง ประเทศที่มีประชากรมหาศาลแต่ทำสวัสดิการไม่ได้ ไม่ได้พังเพราะตัวเลขประชากรครับ แต่มันพังเพราะความขี้ขลาดทางการเมืองที่ไม่กล้างัดกับกลุ่มทุนผูกขาด หรือเผลอๆ บรรดาคนออกนโยบายในรัฐนั่นแหละ ก็คือร่างทรงที่กลุ่มทุนผูกขาดคลอดออกมาเองทั้งนั้น
เวลาดูพวก Innovation เราจะดูแค่ Per-Capita Startups หรือพวก Innovation Index ไม่ได้ครับ ไม่งั้นพวก AI, Semiconductor, mRNA, cloud และอีกมากคงไม่มาจากโลกทุนนิยม ถ้าเราบอกว่าสวีเดนมี Safety net ที่ดีกว่า คนฝั่งอเมริกาก็พร้อมสวนกลับว่าเค้าก็มี Funding พร้อมให้ Startup มากกว่า
3
6
1
6
687
Static Soliloquist retweeted
คำถามเดียวกันว่าระบบในไทยที่มีการเมืองราชการยังงี้จะไปรอดอีกกี่ปี สภาพคนรู้จักไปทำราชการยังหาวิธีเบิกเกินกว่าของที่ได้ส่วนลดมา คนไทยส่วนมากทำงานจนแก่จนตายยิ่งถ้าไม่ได้วางความพร้อม+มีลูกหลานดูแลตอนแก่ลำบาก ต้นทุนชีวิตสูงขึ้นทุกวันแต่ไม่มีสวัสดิการรองรับ ง่ายสุดคือตายจากค่าทำศพไง
คำทำนายที่ว่า "ระบบนอร์ดิกสุดท้ายจะพัง เพราะคนหมดไฟทำงาน โดนภาษีเอาไปหมด และเอกชนต้นทุนสูงจนแข่งขันไม่ได้" น่าจะพูดมาตั้งแต่ยุค 1970 แล้วนะเนี่ย ความจริงคือ สวีเดนเคยเจอปัญหานั้นตอนช่วงปี 1970–1980 จริงครับ แต่หลังจากวิกฤตปี 1990 กลุ่มประเทศนอร์ดิกเขา "อัปแพตช์ใหม่" เรียบร้อย ถ้าเรากางตัวเลขทางเศรษฐกิจจริงในปัจจุบันมาเทียบกับประเทศทุนนิยมสุดโต่งอย่าง สหรัฐอเมริกา ผลมันออกมาน่าดูเลยทีเดียว ก่อนอื่นต้องตอบคำถามแรกที่ว่า สวัสดิการทำให้เอกชนแข่งขันยากจริงไหม? คนมักคิดว่าสวัสดิการทำให้คนขี้เกียจสร้างธุรกิจ แต่ตัวเลขจริงคือ... สวีเดน (ที่มีประชากรแค่ 10.5 ล้านคน) คือประเทศที่สร้าง Unicorn (สตาร์ทอัพมูลค่าเกินพันล้านดอลลาร์) ต่อหัวประชากรสูงเป็น อันดับ 2 ของโลก (เป็นรองแค่ Silicon Valley) ทั้ง Spotify, Skype, Klarna, Minecraft, IKEA, Volvo ส่วน เดนมาร์ก ก็มีบริษัทยาที่มูลค่าสูงที่สุดในยุโรปอย่าง Novo Nordisk, Maersk และ LEGO ดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index โดย WIPO) สวีเดนครองอันดับ 2 ของโลก ชนะสหรัฐอเมริกาที่อยู่อันดับ 3 ขีดความสามารถในการแข่งขันของโลก (IMD World Competitiveness) เดนมาร์กและสวีเดนติด Top 10 ของโลก การเลื่อนชนชั้นทางสังคม (WEF Global Social Mobility Index) ถ้าคุณขยันทำงาน โอกาสสร้างตัวเปลี่ยนฐานะการเงินใน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน คืออันดับ 1–4 ของโลก ในขณะที่ประเทศทุนนิยมจ๋าอย่าง สหรัฐอเมริกา หล่นไปอยู่อันดับ 27 ของโลก ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ก็เพราะการมี Safety Net ที่แข็งแกร่ง ทำให้คนเก่ง ๆ กล้าเสี่ยง กล้าลาออกมาสร้างนวัตกรรมระดับโลก โดยไม่ต้องกลัวว่าถ้าทำธุรกิจเจ๊งแล้วลูกจะไม่มีที่เรียน หรือพ่อแม่จะไม่มีหมอรักษา ต่างจากระบบทุนนิยมสุดโต่งที่คนไม่กล้าล้มเพราะล้มแล้วตายเลย หลายคนเข้าใจผิดว่าภาษีนอร์ดิกแพง แปลว่าบริษัทเอกชนต้องโดนรีดภาษีจนต้นทุนสูง เอาล่ะ งั้นมาดูตัวเลขจริงครับ Corporate Income Tax สวีเดน: 20.6% ฟินแลนด์: 20.0% เดนมาร์ก / นอร์เวย์: 22.0% ประเทศไทย: 20.0% สหรัฐอเมริกา (รวมภาษีรัฐบาลกลาง+มลรัฐ): ~25% – 28%! นอร์ดิกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและ VAT สูงครับ แต่เก็บภาษีบริษัทเอกชนในอัตราที่ต่ำกว่าอเมริกา และพอ ๆ กับไทย เพื่อไม่ให้ไปถ่วงต้นทุนการแข่งขันของเอกชน ที่สำคัญ ในสหรัฐอเมริกาบริษัทเอกชนต้องแบกต้นทุนจ่ายค่าประกันสุขภาพให้พนักงานเฉลี่ยคนละ $16,000 – $24,000 ต่อปี (ราว 5.5 – 8 แสนบาท/คน/ปี) แต่ในนอร์ดิก เอกชนไม่ต้องแบกภาระค่ารักษาพยาบาลตรงนี้เลยเพราะรัฐดูแลให้หมด และได้แรงงานที่การศึกษาสูง สุขภาพจิตดี ทำให้ Productivity ต่อชั่วโมงสูงติดท็อปโลก ถ้าสวัสดิการทำให้คนไม่อยากทำงานจริง อัตราคนทำงานในนอร์ดิกต้องต่ำกว่าอเมริกาใช่ไหมครับ? แต่ดูตัวเลขจาก OECD (ประชากรวัยทำงาน 15–64 ปี) ล่าสุดครับ: อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) กลุ่มนอร์ดิก (ไอซ์แลนด์, สวีเดน, เดนมาร์ก, นอร์เวย์) สูงถึง 78% (อัตราการมีงานทำจริง ~73%) สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง) อยู่ที่ ~61% (อัตราการมีงานทำจริง ~59%) ทำไมคนนอร์ดิกถึงทำงานเยอะกว่าอเมริกา 23% ได้ล่ะ? ก็เพราะเขามีศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนของรัฐที่ดีมาก ทำให้ผู้หญิงกว่า 80% ไม่ต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน นอร์ดิกเปลี่ยนจากสวัสดิการแบบให้เปล่า มาเป็นระบบ Workfare คือเวลาคุณตกงาน รัฐจ่ายเงินชดเชยให้สูงจริง (70–80% ของเงินเดือนเดิมเพื่อไม่ให้ครอบครัวพัง) แต่ห้ามนอนดูซีรี่ย์เอไอแนวตั้งอยู่บ้านนะ! รัฐจะบังคับให้คุณต้องเข้าคอร์ส Reskill ฟรีตามที่ตลาดต้องการ ต้องส่งการบ้านว่ายื่นสมัครงานไปกี่ที่ในแต่ละสัปดาห์ และต้องไปสัมภาษณ์งานตามที่ศูนย์จัดหางานจับคู่ให้ ถ้าใครอู้ ไม่ยอมไปเรียน หรือปฏิเสธงานที่หามาให้ รัฐจะสั่งตัดเงินช่วยเหลือทันที คนจึงไม่ขี้เกียจ แถมแรงงานทั้งประเทศถูกอัปสกิลใหม่ตลอดเวลา คำทำนายว่านอร์ดิกจะพังเพราะจ่ายสวัสดิการจนถังแตก ลองกางตัวเลข หนี้สาธารณะต่อ GDP เทียบกันดูครับ เดนมาร์ก: หนี้สาธารณะแค่ ~26% – 27% ของ GDP สวีเดน: หนี้สาธารณะแค่ ~32% – 36% ของ GDP นอร์เวย์: มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่าทะลุ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 80 ล้านล้านบาท) ประเทศไทย: หนี้สาธารณะ ~65% – 68% ของ GDP สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง): หนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 120%+ ของ GDP! แน่นอนว่ากลุ่มนอร์ดิกไม่ใช่ไม่มีปัญหาครับ ปัจจุบันเขาก็มีโจทย์ใหม่เรื่อง "สังคมสูงอายุ" และ "การรับผู้อพยพ" (ที่ทักษะและภาษายังไม่ตรงกับตลาดงานขั้นสูงของเขา) ซึ่งเขาก็กำลังปรับนโยบายแก้กันอยู่ แต่ถ้าวัดกันด้วยตัวเลขเศรษฐกิจจริงในศตวรรษที่ 21 คำทำนายที่ว่า มีรัฐสวัสดิการแล้วคนจะขี้เกียจ เอกชนจะพัง สู้ทุนนิยมเพียวๆ ไม่ได้นั้น ถูกตัวเลขจริงของทั้งอัตราการมีงานทำ จำนวนสตาร์ทอัพ ดัชนีการแข่งขัน และวินัยทางการคลังของกลุ่มนอร์ดิก หักล้างไปจนหมดสิ้นแล้ว
1
2
108
Static Soliloquist retweeted
อีก1 ผลงานของ รบ.เผด็จการ คสช. “ปลดล็อคการตั้งโรงงายในปราจีนบุรี” และ การที่ทำให้ไทยเป็นถังขยะโลก ก็ผลงาน คสช.เช่นกัน
7
380
9
318
7,086
Static Soliloquist retweeted
อันนี้ไม่จริงนะ ประเทศนอร์ดิกมันเริ่มทำสวัสดิการ เพราะเกิดปัญหาคนอพยพไปอยู่ที่อื่นๆ จากภัยธรรมชาติ (สวีเดน) พยายามบูรณะประเทศ รอบรองคนอพยพจากดินแดนที่โซเวียต และจ่ายค่าแฎิกรรมสงคราม (ฟินแลนด์) ประเทศบอบช้ำจากการยึดครองเยอรมนีภายใต้ Quisling (นอร์เวย์)
2
1
2
124
เคยสงสัยอยู่ แต่ว่าพอตอนนั้นไปค้นดูเรื่องเซฟโซนของ #บางกอกแอร์เวย์ส เลยพอเข้าใจ สรุปให้ฟังสั้นๆอะ 3 ข้อ ทำไม #BangkokAirways ไม่บินภาคอีสาน 1. ไม่คุ้ม เคยเปิดเส้นทางกรุงเทพ - อุดรธานี กับ อุดรธานี - เชียงใหม่ แต่ยกเลิกไปในเดือนตุลาคม 2013 เพราะดีมานด์ไม่พอ 2. การแข่งขันสูง ตลาดอีสาน มีสายการบิน Low cost ให้บริการเยอะมาก (รวมถึงการบินไทย) ซึ่งทำสงครามราคาได้ดึงดูดผู้โดยสารมากกว่า 3. รูปแบบธุรกิจ โมเดลของบางกอกแอร์เวย์สเน้นการบินไปยังเมืองท่องเที่ยวพักผ่อนระดับพรีเมียม (เช่น เกาะสมุย, ภูเก็ต) หรือเมืองที่มีสนามบินเป็นของตัวเอง ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้โดยสารต่อเครื่อง มากกว่าการเน้นตลาดหัวเมืองเชิงพาณิชย์หรือการเดินทางกลับภูมิลำเนาในภาคอีสาน น่าจะพอเกทกันนะ คือ เค้าวนในเซฟโซน เส้นไหนไม่มีกำไร จะไม่เสี่ยงเปิดเลย แม้จะเป็นเส้นในประเทศก็ตาม😔
เพิ่งสังเกตว่าภาคอิสานไม่มีสักจังหวัดเลย เข้าใจว่าไม่ได้มีแหล่งท่องเที่ยวให้ต่างชาติไปขนาดนั้น แต่ก็น่าจะมีสักจังหวัด คนไทยก็ใช้บินเยอะอยู่นาา หรือให้รู้เหตุผลคิดเห็นไงบอกหน่อยย
36
120
4
112
10,324
Static Soliloquist retweeted
🙋🏼‍♂️ ชวนอ่านบทความในซีรีส์ Trends in Southeast Asia โดยสถาบัน ISEAS Reassessing Electoral Competition in Thailand from the Reform Era to the Post-Coup Landscape (2001–2026) ✍🏻 เขียนโดย รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ @bkksnow และ อาลาวีย์ วาแม ภายใต้ความร่วมมือจาก WeVis . บทความศึกษาผลการเลือกตั้งของสนาม สส. แบบแบ่งเขต ระหว่างปี 2544–2569 🗳️ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเบื้องหลังในการลดลงของการแข่งขันทางการเมืองในระดับประเทศ และความผันผวนของการเมืองในสนามเลือกตั้งช่วง 25 ปี ผ่านค่า Margin of Victory (MOV) พร้อมทั้งอธิบายปัจจัยเบื้องหลังชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้ง 2569 . 📂 ดาวน์โหลด PDF ฟรี ได้ทาง iseas.edu.sg/articles-commen… #WeVis #ISEASPublishing #Election69
13
1
13
3,985
Static Soliloquist retweeted
กมธ.ติดตามงบฯ พิจารณาเรื่องโควต้าหวย ‘องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก‘ - เชิญ 2ครั้ง ผอ.ไม่มา - เอกสารที่ขอไปเกี่ยวกับงบการเงิน และการแจกจ่ายโควต้าหวย ไม่ส่ง - ผู้ชี้แจงเหวี่ยงใส่ กมธ. เมื่อต้องตอบว่าเฉพาะเงินโบนัสรายปีของผู้บริหาร เฉพาะกิจการหวย (มีทั้งหมด 7กิจการ) ได้มากกว่าเงินทั้งปี ทหารบัตรชั้น1ที่ไปรบมาจริงๆซะอีก - โบนัส ผู้บริหาร ปีละ ไม่เกิน 160,000 ต่อกิจการ มี 7กิจกการ ก็คูณไป ยังไม่รวมเงินเดือน แต่ทหารชั้นบัตร 1 ที่ไปรบมา เสียแขนเสียขาเสียชีวิตมีทรอม่าไปทั้งชีวิต ได้เงินปีละ 6,500*12 จ้า - อผศ ออกระเบียบจ่ายโบนัสให้ตัวเอง
23
519
7
935
16,602
Static Soliloquist retweeted
ทุกคน กูขอร้องล่ะ ช่วยกันติดตามการเมืองด้วยเถอะ ประเทศชาติพังหมดแล้ว ระบอบสีน้ำเงิน กินรวบเรียบร้อย ปัญหาคอร์รัปชั่นมากมาย มันทำอะไรก็ไม่ผิดเลย เราจะอยู่กันแบบนี้หรอ ทุกอย่างมันแย่มากจริงๆ สนใจการเมืองด้วยนะครับ !!!!!!! #โหนกระแส #อนุทิน
99
18,502
66
14,355
327,069
ทั้งรัฐทั้งเอกชนในสวีเดนต้องจ่าย employer contribution ในอัตรา 31.42% ของเงินเดือนก่อนหักภาษี และ 31.42% ที่จ่ายไปคือเข้ากองทุนประกัน และอื่น ๆ ตามภาพ เงินที่รัฐได้มา ส่วนนึงมาจากตรงนี้
คำทำนายที่ว่า "ระบบนอร์ดิกสุดท้ายจะพัง เพราะคนหมดไฟทำงาน โดนภาษีเอาไปหมด และเอกชนต้นทุนสูงจนแข่งขันไม่ได้" น่าจะพูดมาตั้งแต่ยุค 1970 แล้วนะเนี่ย ความจริงคือ สวีเดนเคยเจอปัญหานั้นตอนช่วงปี 1970–1980 จริงครับ แต่หลังจากวิกฤตปี 1990 กลุ่มประเทศนอร์ดิกเขา "อัปแพตช์ใหม่" เรียบร้อย ถ้าเรากางตัวเลขทางเศรษฐกิจจริงในปัจจุบันมาเทียบกับประเทศทุนนิยมสุดโต่งอย่าง สหรัฐอเมริกา ผลมันออกมาน่าดูเลยทีเดียว ก่อนอื่นต้องตอบคำถามแรกที่ว่า สวัสดิการทำให้เอกชนแข่งขันยากจริงไหม? คนมักคิดว่าสวัสดิการทำให้คนขี้เกียจสร้างธุรกิจ แต่ตัวเลขจริงคือ... สวีเดน (ที่มีประชากรแค่ 10.5 ล้านคน) คือประเทศที่สร้าง Unicorn (สตาร์ทอัพมูลค่าเกินพันล้านดอลลาร์) ต่อหัวประชากรสูงเป็น อันดับ 2 ของโลก (เป็นรองแค่ Silicon Valley) ทั้ง Spotify, Skype, Klarna, Minecraft, IKEA, Volvo ส่วน เดนมาร์ก ก็มีบริษัทยาที่มูลค่าสูงที่สุดในยุโรปอย่าง Novo Nordisk, Maersk และ LEGO ดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index โดย WIPO) สวีเดนครองอันดับ 2 ของโลก ชนะสหรัฐอเมริกาที่อยู่อันดับ 3 ขีดความสามารถในการแข่งขันของโลก (IMD World Competitiveness) เดนมาร์กและสวีเดนติด Top 10 ของโลก การเลื่อนชนชั้นทางสังคม (WEF Global Social Mobility Index) ถ้าคุณขยันทำงาน โอกาสสร้างตัวเปลี่ยนฐานะการเงินใน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน คืออันดับ 1–4 ของโลก ในขณะที่ประเทศทุนนิยมจ๋าอย่าง สหรัฐอเมริกา หล่นไปอยู่อันดับ 27 ของโลก ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ก็เพราะการมี Safety Net ที่แข็งแกร่ง ทำให้คนเก่ง ๆ กล้าเสี่ยง กล้าลาออกมาสร้างนวัตกรรมระดับโลก โดยไม่ต้องกลัวว่าถ้าทำธุรกิจเจ๊งแล้วลูกจะไม่มีที่เรียน หรือพ่อแม่จะไม่มีหมอรักษา ต่างจากระบบทุนนิยมสุดโต่งที่คนไม่กล้าล้มเพราะล้มแล้วตายเลย หลายคนเข้าใจผิดว่าภาษีนอร์ดิกแพง แปลว่าบริษัทเอกชนต้องโดนรีดภาษีจนต้นทุนสูง เอาล่ะ งั้นมาดูตัวเลขจริงครับ Corporate Income Tax สวีเดน: 20.6% ฟินแลนด์: 20.0% เดนมาร์ก / นอร์เวย์: 22.0% ประเทศไทย: 20.0% สหรัฐอเมริกา (รวมภาษีรัฐบาลกลาง+มลรัฐ): ~25% – 28%! นอร์ดิกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและ VAT สูงครับ แต่เก็บภาษีบริษัทเอกชนในอัตราที่ต่ำกว่าอเมริกา และพอ ๆ กับไทย เพื่อไม่ให้ไปถ่วงต้นทุนการแข่งขันของเอกชน ที่สำคัญ ในสหรัฐอเมริกาบริษัทเอกชนต้องแบกต้นทุนจ่ายค่าประกันสุขภาพให้พนักงานเฉลี่ยคนละ $16,000 – $24,000 ต่อปี (ราว 5.5 – 8 แสนบาท/คน/ปี) แต่ในนอร์ดิก เอกชนไม่ต้องแบกภาระค่ารักษาพยาบาลตรงนี้เลยเพราะรัฐดูแลให้หมด และได้แรงงานที่การศึกษาสูง สุขภาพจิตดี ทำให้ Productivity ต่อชั่วโมงสูงติดท็อปโลก ถ้าสวัสดิการทำให้คนไม่อยากทำงานจริง อัตราคนทำงานในนอร์ดิกต้องต่ำกว่าอเมริกาใช่ไหมครับ? แต่ดูตัวเลขจาก OECD (ประชากรวัยทำงาน 15–64 ปี) ล่าสุดครับ: อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) กลุ่มนอร์ดิก (ไอซ์แลนด์, สวีเดน, เดนมาร์ก, นอร์เวย์) สูงถึง 78% (อัตราการมีงานทำจริง ~73%) สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง) อยู่ที่ ~61% (อัตราการมีงานทำจริง ~59%) ทำไมคนนอร์ดิกถึงทำงานเยอะกว่าอเมริกา 23% ได้ล่ะ? ก็เพราะเขามีศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนของรัฐที่ดีมาก ทำให้ผู้หญิงกว่า 80% ไม่ต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน นอร์ดิกเปลี่ยนจากสวัสดิการแบบให้เปล่า มาเป็นระบบ Workfare คือเวลาคุณตกงาน รัฐจ่ายเงินชดเชยให้สูงจริง (70–80% ของเงินเดือนเดิมเพื่อไม่ให้ครอบครัวพัง) แต่ห้ามนอนดูซีรี่ย์เอไอแนวตั้งอยู่บ้านนะ! รัฐจะบังคับให้คุณต้องเข้าคอร์ส Reskill ฟรีตามที่ตลาดต้องการ ต้องส่งการบ้านว่ายื่นสมัครงานไปกี่ที่ในแต่ละสัปดาห์ และต้องไปสัมภาษณ์งานตามที่ศูนย์จัดหางานจับคู่ให้ ถ้าใครอู้ ไม่ยอมไปเรียน หรือปฏิเสธงานที่หามาให้ รัฐจะสั่งตัดเงินช่วยเหลือทันที คนจึงไม่ขี้เกียจ แถมแรงงานทั้งประเทศถูกอัปสกิลใหม่ตลอดเวลา คำทำนายว่านอร์ดิกจะพังเพราะจ่ายสวัสดิการจนถังแตก ลองกางตัวเลข หนี้สาธารณะต่อ GDP เทียบกันดูครับ เดนมาร์ก: หนี้สาธารณะแค่ ~26% – 27% ของ GDP สวีเดน: หนี้สาธารณะแค่ ~32% – 36% ของ GDP นอร์เวย์: มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่าทะลุ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 80 ล้านล้านบาท) ประเทศไทย: หนี้สาธารณะ ~65% – 68% ของ GDP สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง): หนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 120%+ ของ GDP! แน่นอนว่ากลุ่มนอร์ดิกไม่ใช่ไม่มีปัญหาครับ ปัจจุบันเขาก็มีโจทย์ใหม่เรื่อง "สังคมสูงอายุ" และ "การรับผู้อพยพ" (ที่ทักษะและภาษายังไม่ตรงกับตลาดงานขั้นสูงของเขา) ซึ่งเขาก็กำลังปรับนโยบายแก้กันอยู่ แต่ถ้าวัดกันด้วยตัวเลขเศรษฐกิจจริงในศตวรรษที่ 21 คำทำนายที่ว่า มีรัฐสวัสดิการแล้วคนจะขี้เกียจ เอกชนจะพัง สู้ทุนนิยมเพียวๆ ไม่ได้นั้น ถูกตัวเลขจริงของทั้งอัตราการมีงานทำ จำนวนสตาร์ทอัพ ดัชนีการแข่งขัน และวินัยทางการคลังของกลุ่มนอร์ดิก หักล้างไปจนหมดสิ้นแล้ว
1
9
7
433
Friedman ตัวจริงเกลียดรัฐสวัสดิการแบบสวีเดนเข้าไส้ สิ่งที่คุณเขียนในโพสต์นั้น ถูกต้องตามตำรา Capitalism and Freedom (1962) 100% แต่ฟรีดแมนเสนอ Negative Income Tax (NIT) เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการยุบระบบสวัสดิการรัฐทิ้งให้หมดนะ ฟรีดแมนต้องการให้ยุบทั้งประกันสังคมของรัฐ, ยกเลิกระบบสาธารณสุขของรัฐ, และให้คนเอาเงินไปซื้อทุกอย่างในตลาดเสรีเอง แล้วสวีเดนทำแบบนั้นไหม? เปล่าเลย! สวีเดนไม่เคยใช้ NIT เลยแม้แต่วันเดียว สวีเดนไม่เคยยุบระบบประกันสังคม ไม่เคยยุบระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า และไม่เคยยุบสวัสดิการเลี้ยงดูเด็ก/คนชรา สวีเดนยังคงเก็บภาษีสูงถึง 42–44% ของ GDP เพื่อมาทำ Universal Welfare ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ฟรีดแมนฝันไว้แบบคนละโลก ไม่สิคนละมิติด้วยซ้ำ คุณพยายามจะบอกว่า “สวีเดน privatise ตาม Friedman เป๊ะๆ เพราะแจก Voucher ให้เอกชนมาแข่งกัน” นี่คือการเข้าใจเศรษฐศาสตร์แบบผิวเผินมาก สิ่งที่สวีเดนทำหลังปี 1990 เรียกว่า New Public Management เป็นการดึงเอกชนมาร่วมให้บริการแบบ Public-Private Partnership แต่รัฐยังเป็นคนจ่ายเงิน 100% (Public Funding, Private Provision) คุณไปหาหมอคลินิกเอกชนในสวีเดน รัฐบาลท้องถิ่นเป็นคนจ่ายให้ คลินิกเอกชนห้ามคิดเงินเพิ่มจากคนไข้เกินเพดานที่รัฐกำหนด ส่วนเสี้ยวเดียวที่สวีเดนเอาไอเดีย Friedman มาใช้ คือส่วนที่ล้มเหลวที่สุด สวีเดนในยุค 1990s ยอมเปิดเสรีตามแนวคิดเสรีนิยมใหม่แบบสุดโต่ง คือ การอนุญาตให้บริษัทเอกชนแบบ For-profit schools เข้ามาเปิดโรงเรียนรับเงิน Voucher ได้ ผลลัพธ์เป็นยังไงล่ะ? สวีเดนเกิดวิกฤตการศึกษาครั้งใหญ่ คะแนน PISA ร่วงกราวรูด เกิดปัญหาเกรดเฟ้อเพื่อดึงดูดลูกค้า และมีบริษัททุนข้ามชาติสูบเงินกำไรจากภาษีออกนอกประเทศ พอโรงเรียนขาดทุนก็ประกาศล้มละลายปล่อยเด็กเคว้ง นี่ถึงขนาดที่พรรคการเมืองในสวีเดนปัจจุบัน (รวมถึงพรรคอนุรักษ์นิยมขวากลาง) กำลังผลักดันกฎหมายสั่งห้ามเอกชนทำกำไรจากการศึกษา นี่คือหลักฐานชัดเจนว่า ส่วนที่สวีเดนเจริญ คือส่วนที่เป็น "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" แต่ส่วนที่สวีเดนพัง คือส่วนที่หลงไปเชื่อเสรีนิยมใหม่ตามใจเอกชนของ Friedman คุณบอกว่า รัฐเก็บภาษีนิติบุคคลได้แค่ ~3% ของ GDP น้อยกว่าไทยที่เก็บได้ ~4% ใครจะเชื่อว่านอร์ดิกเก็บภาษีธุรกิจน้อยขนาดนี้ ก็นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมเขียนไว้ในต้นโพสต์ คนชอบเข้าใจผิดว่ารัฐสวัสดิการต้องไปรีดภาษีจนเอกชนเจ๊ง แต่ความจริงคือนอร์ดิกเก็บภาษีนิติบุคคลต่ำ เพื่อให้เอกชนแข่งขันได้และเติบโตจนสร้างงานได้มหาศาล คุณคิดว่านี่คือข้อเสีย แต่นี่คือหัวใจของโมเดลนอร์ดิกที่ฉลาดพอจะไม่รีดเลือดกับภาคธุรกิจ ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ เลิกจ้างง่าย ชดเชยน้อย — เล่าความจริงให้ครบด้วย ได้ครับเอาให้ครบ ๆ เลย การบอกว่าสวีเดนไม่มีค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย โดยไม่พูดเรื่อง Kollektivavtal ก็ต้องบอกว่าการบิดเบือนอย่างร้ายแรงจริง ๆ สวีเดนไม่มีกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำจากรัฐ เพราะแรงงานเกิน 90% อยู่ภายใต้สัญญาของสหภาพแรงงาน ซึ่งเจรจาค่าจ้างขั้นต่ำตามสายงานจริง ฐานเงินเดือนขั้นต่ำที่เขาตกลงกันตกคนละ ~100,000 – 140,000 บาท/เดือน สูงติดท็อปโลก ทำไมเขาถึงยอมให้เลิกจ้างง่าย? เพราะนอร์ดิกใช้หลักยืดหยุ่น + ปลอดภัย คือ ปกป้องคนทำงาน แต่ไม่ปกป้องตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็น แบบนี้ธุรกิจถึงจะกล้าปรับตัว เอา AI และหุ่นยนต์มาใช้เต็มที่ เพราะถ้าพนักงานถูกเลิกจ้าง เขาไม่ได้ตกงานแล้วอดตายเหมือนไทย แต่รัฐและกองทุนประกันการเปลี่ยนผ่านจ่ายเงินชดเชยให้ 70–80% และจับไป Reskill ให้ได้งานใหม่ที่ดีกว่าเดิมทันที คนสวีเดนจึงสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี ไม่กลัวหุ่นยนต์มาแย่งงาน บอกว่า "ชนชั้นกลางแบก VAT 25% คนไทยจะเอาจริงดิ" — ลองคำนวณภาษีแฝงของคนไทยดูไหมครับ? คนสวีเดนจ่าย VAT 25% และภาษีเงินได้สูงจริง แต่สิ่งที่ชนชั้นกลางสวีเดนได้กลับมาคือ: 1. เรียนฟรีจนจบมหาวิทยาลัย (แถมรัฐจ่ายเบี้ยเลี้ยงรายเดือนให้ระหว่างเรียน) 2. ค่ารักษาพยาบาลจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน ~4,500 บาทต่อปี (High-cost protection) เกินจากนั้นฟรีทั้งหมด 3. ค่าศูนย์ดูแลเด็กเล็ก รัฐอุดหนุนจนจ่ายจริงเฉลี่ยไม่เกิน 4,000–5,000 บาท/เดือน 4. ลาคลอดได้ 480 วัน โดยยังได้เงินเดือน 80% ตัดภาพมาที่ ชนชั้นกลางไทย จ่าย VAT 7% แต่ต้องจ่าย: 1. ค่าเทอมโรงเรียนเอกชน/อินเตอร์ให้ลูกปีละหลายแสนถึงล้าน เพราะโรงเรียนรัฐไร้คุณภาพ 2. ค่าเบี้ยประกันสุขภาพและค่ายาปีละเป็นแสน เพราะระบบรัฐคิวยาวเป็นเดือน 3. ค่าจ้างพี่เลี้ยง/เนอร์สเซอรี่เอกชน 4. ค่ารถยนต์ส่วนตัว ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน เพราะระบบขนส่งสาธารณะไม่ครอบคลุม ชนชั้นกลางไทยจ่ายภาษีหน้าฉากน้อย แต่ต้องแบกภาษีแฝงจากความล้มเหลวของรัฐจนแทบไม่เหลือเงินเก็บ ถ้าบวกตัวเลขพวกนี้เข้าไปจริง ๆ ชนชั้นกลางไทยจ่ายหนักกว่าสวีเดน แต่ได้คุณภาพชีวิตต่ำกว่าคนละเรื่องครับ อ่ะมีอันนี้ด้วย "สวีเดน 50% ของครัวเรือนได้มากกว่าจ่าย เทียบกับไทย 80%"... เดี๋ยวนะ นี่คือตัวเลขที่น่าภาคภูมิใจตรงไหน? งงจริงอันนี้ ในไทย 80% ได้มากกว่าจ่าย ไม่ใช่เพราะระบบไทยดี แต่เพราะ คนไทยจนจนไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีเงินได้! ประเทศมีคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14–15 ล้านคน นี่คือภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำระดับโลกไหม ส่วนในสวีเดน สัดส่วน 50/50 คือภาพของสังคมที่มีชนชั้นกลางขนาดใหญ่และมั่นคง แบบที่ทุกคนร่วมแชร์ความเสี่ยง และวันที่คุณล้ม ระบบนี้ก็พร้อมจะรับคุณไว้ทันที
ผมว่าควรเล่าให้เต็มเรื่องนะ สวีเดน privatise รัฐสวัสดิการตามที่ Friedman แนะนำเกือบเป๊ะๆ (ที่ผู้เขียนวิจารณ์ใน tweet อื่น) รัฐบาลสวีเดนแจก voucher ให้ประชาชนเลือกใช้โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและเด็กของเอกชนหรือรัฐ เชื่อในกลไกตลาดและการแข่งขัน บางบริการเอกชนมี market share เกือบครึ่ง บางบริการ เอกชนมี market share สูงกว่าในสหรัฐฯ อีก (เช่นการศึกษา) ชนชั้นกลางแบกรัฐสวัสดิการ ต่างจากภาพที่คนบางกลุ่มพยายามวาด คนไทยจะเอาแบบนี้จริงหรือ - - vat 25% - ภาษีนิติบุคคล 20% และมีแนวโน้มลดลง - ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ - เลิกจ้างพนักงานง่าย ค่าชดเชยตามกฎหมายน้อยกว่าเรา ถ้าโชคร้าย ไม่มีสหภาพในที่ทำงาน มีความเสี่ยงว่าจะลำบากพอสมควร รัฐเก็บภาษีจากนิติบุคคลได้เพียง ~3% ของ gdp เทียบกับประเทศไทย ~4% ของ gdp ใครจะเชื่อว่าประเทศรัฐสวัสดิการจะเก็บภาษีจากภาคธุรกิจได้โคตรน้อยเลย น้อยกว่าเราอีก 🫢 ในสวีเดน ~50% ของครัวเรือนได้มากกว่าจ่าย (รวมสวัสดิการ) เทียบกับ ~80% ในประเทศไทย แต่ถูกที่รัฐสวัสดิการไม่พัง เพราะชนชั้นกลางยอมจ่าย ยอมแชร์ความเสี่ยง
2
52
4
71
5,447
Static Soliloquist retweeted
มีเรื่องลดหย่อนภาษีสำหรับสาขาเชี่ยวชาญเฉพาะที่ประเทศต้องการด้วย นี่มาเรียนต่อเอกที่เดนมาร์ก (ยังไม่รู้ระบบเท่าไรและมาด้วยทุนรบ.ไทย) แต่ที่รู้มาคือถ้าทำงานในสายวิจัยวิทยาศาสตร์ สาธารณสุขการแพทย์ และน่าจะมีอื่นๆอีก จะได้รับการลดภาษี % ภาษีต่อรายได้ที่ต้องจ่ายจะลดลง เป็นการ support คนที่ทำงานด้านวิจัยที่เป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ สนับสนุนให้คนเรียนและจบไปทำงานสายวิจัยได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะตกงานหรือเป็นนักวิจัยไส้แห้งที่แย่งชิงทุนวิจัยน้อยนิดที่มีอยู่จำกัด
คำทำนายที่ว่า "ระบบนอร์ดิกสุดท้ายจะพัง เพราะคนหมดไฟทำงาน โดนภาษีเอาไปหมด และเอกชนต้นทุนสูงจนแข่งขันไม่ได้" น่าจะพูดมาตั้งแต่ยุค 1970 แล้วนะเนี่ย ความจริงคือ สวีเดนเคยเจอปัญหานั้นตอนช่วงปี 1970–1980 จริงครับ แต่หลังจากวิกฤตปี 1990 กลุ่มประเทศนอร์ดิกเขา "อัปแพตช์ใหม่" เรียบร้อย ถ้าเรากางตัวเลขทางเศรษฐกิจจริงในปัจจุบันมาเทียบกับประเทศทุนนิยมสุดโต่งอย่าง สหรัฐอเมริกา ผลมันออกมาน่าดูเลยทีเดียว ก่อนอื่นต้องตอบคำถามแรกที่ว่า สวัสดิการทำให้เอกชนแข่งขันยากจริงไหม? คนมักคิดว่าสวัสดิการทำให้คนขี้เกียจสร้างธุรกิจ แต่ตัวเลขจริงคือ... สวีเดน (ที่มีประชากรแค่ 10.5 ล้านคน) คือประเทศที่สร้าง Unicorn (สตาร์ทอัพมูลค่าเกินพันล้านดอลลาร์) ต่อหัวประชากรสูงเป็น อันดับ 2 ของโลก (เป็นรองแค่ Silicon Valley) ทั้ง Spotify, Skype, Klarna, Minecraft, IKEA, Volvo ส่วน เดนมาร์ก ก็มีบริษัทยาที่มูลค่าสูงที่สุดในยุโรปอย่าง Novo Nordisk, Maersk และ LEGO ดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index โดย WIPO) สวีเดนครองอันดับ 2 ของโลก ชนะสหรัฐอเมริกาที่อยู่อันดับ 3 ขีดความสามารถในการแข่งขันของโลก (IMD World Competitiveness) เดนมาร์กและสวีเดนติด Top 10 ของโลก การเลื่อนชนชั้นทางสังคม (WEF Global Social Mobility Index) ถ้าคุณขยันทำงาน โอกาสสร้างตัวเปลี่ยนฐานะการเงินใน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน คืออันดับ 1–4 ของโลก ในขณะที่ประเทศทุนนิยมจ๋าอย่าง สหรัฐอเมริกา หล่นไปอยู่อันดับ 27 ของโลก ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ก็เพราะการมี Safety Net ที่แข็งแกร่ง ทำให้คนเก่ง ๆ กล้าเสี่ยง กล้าลาออกมาสร้างนวัตกรรมระดับโลก โดยไม่ต้องกลัวว่าถ้าทำธุรกิจเจ๊งแล้วลูกจะไม่มีที่เรียน หรือพ่อแม่จะไม่มีหมอรักษา ต่างจากระบบทุนนิยมสุดโต่งที่คนไม่กล้าล้มเพราะล้มแล้วตายเลย หลายคนเข้าใจผิดว่าภาษีนอร์ดิกแพง แปลว่าบริษัทเอกชนต้องโดนรีดภาษีจนต้นทุนสูง เอาล่ะ งั้นมาดูตัวเลขจริงครับ Corporate Income Tax สวีเดน: 20.6% ฟินแลนด์: 20.0% เดนมาร์ก / นอร์เวย์: 22.0% ประเทศไทย: 20.0% สหรัฐอเมริกา (รวมภาษีรัฐบาลกลาง+มลรัฐ): ~25% – 28%! นอร์ดิกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและ VAT สูงครับ แต่เก็บภาษีบริษัทเอกชนในอัตราที่ต่ำกว่าอเมริกา และพอ ๆ กับไทย เพื่อไม่ให้ไปถ่วงต้นทุนการแข่งขันของเอกชน ที่สำคัญ ในสหรัฐอเมริกาบริษัทเอกชนต้องแบกต้นทุนจ่ายค่าประกันสุขภาพให้พนักงานเฉลี่ยคนละ $16,000 – $24,000 ต่อปี (ราว 5.5 – 8 แสนบาท/คน/ปี) แต่ในนอร์ดิก เอกชนไม่ต้องแบกภาระค่ารักษาพยาบาลตรงนี้เลยเพราะรัฐดูแลให้หมด และได้แรงงานที่การศึกษาสูง สุขภาพจิตดี ทำให้ Productivity ต่อชั่วโมงสูงติดท็อปโลก ถ้าสวัสดิการทำให้คนไม่อยากทำงานจริง อัตราคนทำงานในนอร์ดิกต้องต่ำกว่าอเมริกาใช่ไหมครับ? แต่ดูตัวเลขจาก OECD (ประชากรวัยทำงาน 15–64 ปี) ล่าสุดครับ: อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) กลุ่มนอร์ดิก (ไอซ์แลนด์, สวีเดน, เดนมาร์ก, นอร์เวย์) สูงถึง 78% (อัตราการมีงานทำจริง ~73%) สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง) อยู่ที่ ~61% (อัตราการมีงานทำจริง ~59%) ทำไมคนนอร์ดิกถึงทำงานเยอะกว่าอเมริกา 23% ได้ล่ะ? ก็เพราะเขามีศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนของรัฐที่ดีมาก ทำให้ผู้หญิงกว่า 80% ไม่ต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน นอร์ดิกเปลี่ยนจากสวัสดิการแบบให้เปล่า มาเป็นระบบ Workfare คือเวลาคุณตกงาน รัฐจ่ายเงินชดเชยให้สูงจริง (70–80% ของเงินเดือนเดิมเพื่อไม่ให้ครอบครัวพัง) แต่ห้ามนอนดูซีรี่ย์เอไอแนวตั้งอยู่บ้านนะ! รัฐจะบังคับให้คุณต้องเข้าคอร์ส Reskill ฟรีตามที่ตลาดต้องการ ต้องส่งการบ้านว่ายื่นสมัครงานไปกี่ที่ในแต่ละสัปดาห์ และต้องไปสัมภาษณ์งานตามที่ศูนย์จัดหางานจับคู่ให้ ถ้าใครอู้ ไม่ยอมไปเรียน หรือปฏิเสธงานที่หามาให้ รัฐจะสั่งตัดเงินช่วยเหลือทันที คนจึงไม่ขี้เกียจ แถมแรงงานทั้งประเทศถูกอัปสกิลใหม่ตลอดเวลา คำทำนายว่านอร์ดิกจะพังเพราะจ่ายสวัสดิการจนถังแตก ลองกางตัวเลข หนี้สาธารณะต่อ GDP เทียบกันดูครับ เดนมาร์ก: หนี้สาธารณะแค่ ~26% – 27% ของ GDP สวีเดน: หนี้สาธารณะแค่ ~32% – 36% ของ GDP นอร์เวย์: มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่าทะลุ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 80 ล้านล้านบาท) ประเทศไทย: หนี้สาธารณะ ~65% – 68% ของ GDP สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง): หนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 120%+ ของ GDP! แน่นอนว่ากลุ่มนอร์ดิกไม่ใช่ไม่มีปัญหาครับ ปัจจุบันเขาก็มีโจทย์ใหม่เรื่อง "สังคมสูงอายุ" และ "การรับผู้อพยพ" (ที่ทักษะและภาษายังไม่ตรงกับตลาดงานขั้นสูงของเขา) ซึ่งเขาก็กำลังปรับนโยบายแก้กันอยู่ แต่ถ้าวัดกันด้วยตัวเลขเศรษฐกิจจริงในศตวรรษที่ 21 คำทำนายที่ว่า มีรัฐสวัสดิการแล้วคนจะขี้เกียจ เอกชนจะพัง สู้ทุนนิยมเพียวๆ ไม่ได้นั้น ถูกตัวเลขจริงของทั้งอัตราการมีงานทำ จำนวนสตาร์ทอัพ ดัชนีการแข่งขัน และวินัยทางการคลังของกลุ่มนอร์ดิก หักล้างไปจนหมดสิ้นแล้ว
1
3
1
102
Static Soliloquist retweeted
Replying to @VagueVagrant @kangg
Nordisk ของเดนมาร์กอีกอัน Tent แต่ละอัน ราคาป่าเถื่อนสร้างบ้านมาก แต่โคตรดีโคตรทน 555555
1
1
24
Static Soliloquist retweeted
เขียนเรื่องมาร์กซ์แล้วเลยอยากเขียนต่อ สิ่งที่มาร์กซ์เขียนไว้ใน Das Kapital หรือ Critique of Political Economy ไม่ใช่คู่มือสร้างรัฐบาลให้กับประเทศไหนๆ แต่มันคือ เครื่องมือวิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจว่าระบบการผลิต (Production) ความสัมพันธ์ทางชนชั้น (Class Relation)และการครอบครอง ปัจจัยการผลิต (Ownership of Means of Production) มันส่งผลอย่างไรต่ออำนาจและความเหลื่อมล้ำ พูดง่าย ๆ มาร์กซ์มองว่ารัฐเองเป็นเพียงเครื่องมือของชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นประเทศที่มีรัฐรวมศูนย์สูงมาก เช่น สหภาพโซเวียต หรือจีนยุคเหมา มันเลยไม่ใช่สังคมนิยมในแบบมาร์กซ์ แต่เป็น "รัฐอำนาจนิยมที่ใช้ชื่อว่าสังคมนิยม” ตามแนวคิดเชิงโครงสร้างของมาร์กซ์ ประเทศที่เข้าใกล้แนวคิด การเป็นเจ้าของร่วมกันและการวางแผนเพื่อสวัสดิการส่วนรวมมากที่สุด คือประเทศสแกนดิเนเวีย เช่น สวีเดน เดนมาร์กนอร์เวย์ ฟินแลนด์ แต่ประเทศกลุ่มนี้ ก็ไม่ได้เป็น Socialism ตามทฤษฎีมาร์กซ์ 100% เพราะปัจจัยการผลิตยังเป็นของเอกชน เพียงแต่รัฐเข้ามากำกับด้วยการเก็บภาษีอัตราสูงและกระจายสวัสดิการอย่างเป็นธรรม จัดเป็น Social Democracy มากกว่า รัสเซียในปัจุบันก็ไม่ใช่สังคมนิยม แต่คือ รัฐอำนาจนิยมในนามสังคมนิยม ส่วนจีนก็ไม่ใช่สังคมนิยม แต่คือ ทุนนิยมแบบรัฐคุม (State Capitalism) ถ้าจำวลีเด็ดของเติ้ง เสี่ยวผิง อันโด่งดังที่เขาบอกว่า “ไม่สำคัญว่าหนูจะเป็นสีดำหรือขาว ขอแค่จับหนูได้ก็พอ” แปลว่า… ถ้าทุนนิยมช่วยให้คนจีนหลุดพ้นจากความยากจนได้ ก็ใช้มันเถอะ แนวคิดของมาร์กซ์ไม่มีวันจะเป็นจริงได้ เพราะมาร์กซ์ฝันถึงโลกที่ไม่มีใครเอาเปรียบกัน แต่โลกของความเป็นจริงคือ .... ทุกคนกลัวจะถูกเอาเปรียบ
9
61
4
106
7,696
เพิ่งสังเกตว่าภาคอิสานไม่มีสักจังหวัดเลย เข้าใจว่าไม่ได้มีแหล่งท่องเที่ยวให้ต่างชาติไปขนาดนั้น แต่ก็น่าจะมีสักจังหวัด คนไทยก็ใช้บินเยอะอยู่นาา หรือให้รู้เหตุผลคิดเห็นไงบอกหน่อยย
26
114
29
237
97,721