Aesthetic of service ปะ จริงๆเอเชียไม่ได้แค่ cabin attendant อ่ะ hotel receptionist ยังต้องมีหน้าตาหรือ personality ที่ดีเลย
วิชาแนว theoretical ไม่มี workshop ใครใครเรียนก็เรียน ไม่เข้าเรียนก็ไปหาความรู้โดยวิธีอื่นออกมาผลลัพธ์เดียวกันก็พอ
สมัยนี่เรียนปี 1 ก็ไม่เข้าเรียนวิชาที่ไม่เชคชื่อ เพราะรู้สึกการอ่านเองได้ประโยชน์กว่า แล้วหลายคนก็ทำเช่นนั้น
โอ้โห บทหนังสั้นได้เลยนะเนี่ยแบบนี้ เขิล
ที่ออฟฟิศมีน้องอยู่คู่นึง ทำงานด้วยกันมา 3 ปี นั่งโต๊ะใกล้กันจนสนิทกัน แต่ก็เถียงกันเรื่องงานแทบทุกวัน
แต่เวลากินข้าวเที่ยงก็เห็นแบ่งให้กัน ซื้อน้ำให้กัน กลับบ้านพร้อมกัน บางวันเลิกงานแล้วไปเดินเล่นกันต่ออีก คนในทีมเลยชอบแซวว่าเมื่อไหร่จะเลิกเป็นเพื่อนแล้วมาเป็นแฟนกันสักที แต่สองคนนี้ปฏิเสธตลอด บอกว่าเป็นเพื่อนกันมาขนาดนี้ จะให้มาเป็นแฟนคิดแล้วขนลุก ไม่มีทางแน่นอน
จนช่วงนึงฝ่ายหญิงเริ่มเล่นแอปหาคู่ แต่ด้วยความที่ไม่ได้เดตกับใครมานาน เลยไม่ค่อยมั่นใจ กลัวทำตัวไม่ถูกเวลาไปเจอคนใหม่ๆ แถมยังกังวลเรื่องโดนหลอกด้วย เลยเอาเรื่องนี้มาบ่นให้น้องผู้ชายฟัง
ฝ่ายชายเลยแซวว่าไหนๆ ก็กลัวเรื่องเดต ลองมาเดตกันมั้ย ถือว่าซ้อมให้ก่อน จากที่แซวกันเล่นๆ กลายเป็นท้ากันลองคบเป็นแฟน 1 เดือน ดูว่าถ้าเปลี่ยนสถานะแล้วจะเป็นยังไง ถ้าไม่เวิร์กก็กลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม
แล้วเรื่องตลกคือพอเปลี่ยนสถานะ ทุกอย่างก็ไม่ได้โรแมนติกขึ้นอย่างที่คิด 😂
เดตแรกยังเป็นการไปนั่งกินเล้งแซ่บข้างออฟฟิศเหมือนเดิม แถมยังนั่งเมาท์เรื่องงานกันอีก แต่พอเปลี่ยนสถานะ น้องๆ บอกว่าเวลาทะเลาะกันกลับรู้สึกอึดอัดกว่าเดิม เพราะกลัวว่าถ้าคบกันไม่รอดจะเสียเพื่อนไปด้วย
พอใกล้ครบ 1 เดือนก็เริ่มมีอาการแปลกๆ จากที่ตกลงกันว่าจะกลับไปเป็นเพื่อนเหมือนเดิม กลายเป็นว่าไม่มีใครอยากพูดเรื่องหมดเวลาทดลองคบกัน
จนตอนนี้กลายเป็นคู่รักข้าวใหม่ปลามันประจำออฟฟิศไปละ
burnoutguy retweeted
ระบบการรักษาประเทศนี้จะไปสุดที่ตรงไหน
ล่าสุดคนไข้บอกว่ากินพารามาเกินขนาด เพิ่งกินไป พอจะ NG Lavage คนไข้ถามว่า “อ้าว ไม่ได้ NAC เหรอคะ”
เปิดประวัติดูก็ชอบมาด้วย Paracetamol ingestion เรื่อยๆ ไม่รู้ fake มั้ย
แต่ดูทรงแล้วน่าจะอยากมา Drip NAC มากกว่า กจบ.
น้ำมันของ ipad คือไฟฟ้า ไม่ใช่ OS patch ไม่แน่ใจว่าเปรียบเทียบได้ failed แบบนี้ได้ยังไง
เพราะฉะนั้นต้องขยันแหละ ไม่งั้นจะแย่กว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้อ่ะ
burnoutguy retweeted
สรุปว่าแรงงานพม่าในไทย บอยคอตและประท้วงระบบเอกสาร CI Certificate of Identity (เล่มเขียว) ของรัฐบาลทหารพม่า
ปกติคนพม่าทำงานในไทย จะใช้แค่เล่มชมพู
เหตุผลหลัก แต่รัฐบาลไทยกลับให้รัฐบาลทหารพม่า เข้ามาตั้งศูนย์ CI ในไทย แล้วก็มาก้าวก่ายการขึ้นทะเบียนแรงงานพม่าในไทย
ข้อกำหนดคือ คนพม่าต้องโอนเงินกลับพม่า 25% + จ่ายภาษี 2% ผ่านช่องทางรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยนแย่) ทำให้การขึ้นทะเบียนแพงขึ้น ค่าจ้างต้องแพงขึ้น นายจ้างคนไทยเองก็ไม่พอใจ
คนพม่าประท้วงเพราะ กลัวเงินไปใช้ทำสงครามกับประชาชน กระบวนการแพง มีนายหน้าทุจริต
ก็เลยเรียกร้องให้ไทยอนุญาตใช้ บัตรชมพู เพียงใบเดียวเหมือนเดิม โดยไม่ต้องทำ CI
คำถามคือคนไทยจะไปทำร้ายเค้าทำไม คนรักชาติจริงๆ ควรจะประท้วงรัฐบาลไทยที่ให้รัฐบาลทหารพม่าเข้ามาก้าวก่ายการขึ้นทะเบียนแรงงานพม่าในไทย
burnoutguy retweeted
รพ.สมัยนี่เป็นอินเทนน่าจะเป็นวิธีที่เวิคสุด คือสตาฟนับเวรแยกกับอินเทิน มีสตาฟอยู่จริงทุกเวร อินเทินได้เรียนรู้, call for help ได้ ส่วนหนักไม่หนักไปซื้อขายเวรกันเองเอง
"ER มีสตาฟอยู่เวรแล้ว ไม่ต้องมี Intern ก็ได้"
เป็นประโยคที่ได้ยินมาตั้งแต่เรียนจบ และไม่ว่าจะได้ยินอีกกี่ครั้ง ก็ยังไม่ชอบอยู่ดี
ไม่เคยเข้าใจว่า การที่ ER มีสตาฟอยู่เวรแล้ว มันเกี่ยวอะไรกับการที่ Intern ไม่จำเป็นต้องมาอยู่เวร ER ? แล้วแผนกอื่นไม่มีสตาฟอยู่เวรกันรึยังไง ?!
ส่วนตัวเป็น Intern ในยุคและในโรงพยาบาลที่ไม่มีสตาฟ ER คอย Cover ซึ่งพอมองย้อนกลับไปก็รู้สึกว่า การที่เรากล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้า Resuscitate คนไข้ และมี Clinical Reasoning ที่เป็นระบบมากขึ้น ก็มาจากการได้วน ได้อยู่เวร และได้เจอคนไข้ใน ER เยอะๆ นี่แหละ
โดยเฉพาะช่วงก่อนไปเรียนต่อ ที่มีโอกาสได้วน ER 7-8 เดือนจาก 12 เดือน ซึ่งเป็นโอกาสทองของการฝึกฝนเลยก็ว่าได้
แต่การเรียนรู้แบบนั้นก็มีต้นทุน ทั้งความเครียด ความผิดพลาด และบางครั้งคนไข้ก็อาจต้องเป็นคนรับผลจากความผิดพลาดของเราที่ยังมีประสบการณ์ไม่มากพอ
การมีสตาฟ ER จึงไม่ควรมองเป็นเหตุผลที่ทำให้ Intern ไม่จำเป็นต้องมาวนหรือตัดลดเวร ER ลง แต่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้ Intern ได้เรียนรู้ใน ER อย่างปลอดภัยมากขึ้น
การมีสตาฟ ER ไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีคนมาคอยสอน คอยจับมือ หรือ Cover ทุกเคสตลอดเวลา
แต่หมายถึงการมี "Safety Net" ที่เปิดโอกาสให้ Intern ได้คิดเอง ตัดสินใจเอง ประเมินและดูแลคนไข้เอง ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยมีคนที่มีประสบการณ์มากกว่าคอยให้คำปรึกษา ช่วยตัดสินใจในเคสยากๆ และป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดเล็กๆ กลายเป็นความเสียหายใหญ่
เพราะการเรียนรู้ที่ดี ไม่ใช่การปล่อยให้ Intern ต้องเอาตัวรอดเพียงลำพัง และก็ไม่ใช่การที่สตาฟทำทุกอย่างแทนจน Intern ไม่ได้ฝึกอะไรเลย
ดังนั้น การที่ปัจจุบัน ER มีสตาฟมากขึ้น แล้วนำมาเป็นเหตุผลว่า Intern ไม่จำเป็นต้องมาวนหรือไม่จำเป็นต้องอยู่เวร ER มากเหมือนเมื่อก่อน ส่วนตัวกลับมองว่าเป็นดาบสองคม
เพราะสุดท้าย คนที่เสียโอกาสในการฝึก Clinical Decision-Making, Resuscitation และการดูแลผู้ป่วยวิกฤต ก็คือตัว Intern เอง
แต่ที่เจอมาคือ รพ จังหวัดแห่งนึง staff ER 7 คน ไม่ต้องอยู่ดึก“สักเวรเดียว” อยู่แค่เช้า บ่าย แบบเวรนึง มี staff ER 1-2 คน ที่เหลือoff ไม่มีstand by / on call ด้วยซ้ำ เวรดึกให้ int 1 คน รับจบหมด ออกเหตุ รับrefer รับใหม่ทุกเคส โคตรอุ฿
"ER มีสตาฟอยู่เวรแล้ว ไม่ต้องมี Intern ก็ได้"
เป็นประโยคที่ได้ยินมาตั้งแต่เรียนจบ และไม่ว่าจะได้ยินอีกกี่ครั้ง ก็ยังไม่ชอบอยู่ดี
ไม่เคยเข้าใจว่า การที่ ER มีสตาฟอยู่เวรแล้ว มันเกี่ยวอะไรกับการที่ Intern ไม่จำเป็นต้องมาอยู่เวร ER ? แล้วแผนกอื่นไม่มีสตาฟอยู่เวรกันรึยังไง ?!
ส่วนตัวเป็น Intern ในยุคและในโรงพยาบาลที่ไม่มีสตาฟ ER คอย Cover ซึ่งพอมองย้อนกลับไปก็รู้สึกว่า การที่เรากล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้า Resuscitate คนไข้ และมี Clinical Reasoning ที่เป็นระบบมากขึ้น ก็มาจากการได้วน ได้อยู่เวร และได้เจอคนไข้ใน ER เยอะๆ นี่แหละ
โดยเฉพาะช่วงก่อนไปเรียนต่อ ที่มีโอกาสได้วน ER 7-8 เดือนจาก 12 เดือน ซึ่งเป็นโอกาสทองของการฝึกฝนเลยก็ว่าได้
แต่การเรียนรู้แบบนั้นก็มีต้นทุน ทั้งความเครียด ความผิดพลาด และบางครั้งคนไข้ก็อาจต้องเป็นคนรับผลจากความผิดพลาดของเราที่ยังมีประสบการณ์ไม่มากพอ
การมีสตาฟ ER จึงไม่ควรมองเป็นเหตุผลที่ทำให้ Intern ไม่จำเป็นต้องมาวนหรือตัดลดเวร ER ลง แต่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้ Intern ได้เรียนรู้ใน ER อย่างปลอดภัยมากขึ้น
การมีสตาฟ ER ไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีคนมาคอยสอน คอยจับมือ หรือ Cover ทุกเคสตลอดเวลา
แต่หมายถึงการมี "Safety Net" ที่เปิดโอกาสให้ Intern ได้คิดเอง ตัดสินใจเอง ประเมินและดูแลคนไข้เอง ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยมีคนที่มีประสบการณ์มากกว่าคอยให้คำปรึกษา ช่วยตัดสินใจในเคสยากๆ และป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดเล็กๆ กลายเป็นความเสียหายใหญ่
เพราะการเรียนรู้ที่ดี ไม่ใช่การปล่อยให้ Intern ต้องเอาตัวรอดเพียงลำพัง และก็ไม่ใช่การที่สตาฟทำทุกอย่างแทนจน Intern ไม่ได้ฝึกอะไรเลย
ดังนั้น การที่ปัจจุบัน ER มีสตาฟมากขึ้น แล้วนำมาเป็นเหตุผลว่า Intern ไม่จำเป็นต้องมาวนหรือไม่จำเป็นต้องอยู่เวร ER มากเหมือนเมื่อก่อน ส่วนตัวกลับมองว่าเป็นดาบสองคม
เพราะสุดท้าย คนที่เสียโอกาสในการฝึก Clinical Decision-Making, Resuscitation และการดูแลผู้ป่วยวิกฤต ก็คือตัว Intern เอง
ที่เคยเจอตอนเป็นอินเทินคือดีนะ แน่รพ.ที่อยู่นี่ไม่รู้แหะ
burnoutguy retweeted
ที่รพมี 6 คนแล้วอยู่แค่เวรเช้ากับบ่าย ใส่ชื่อทุกคนลงเวรเช้าวันจันทร์-ศุกร์แบบมาทำงานวันละ 6 คน ส่วนเวรบ่ายนับเป็น extra นอกเวลาเดือนนึง6-8 เวร เวรดึกไม่ลง นอกจากมี intern ช่วยแล้ว บอกคนไม่พอให้เอา staff ทั้งรพ.มาหาร ระบบตลบตอแหลแบบนี้ กุลาออกเลยจ่ะใครจะโง่ช่วยหารก็เชิญ




























