เจินเจิน’s 🪷 retweeted
ก้อตรงตามที่พี่มูย่าบอกว่า ผู้ชายบางคนอาจรู้สึกว่ามียศอยู่ในตัว บางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเพราะเป็นคนแบบนั้น🤗
เจินเจิน’s 🪷 retweeted
ไปชื่นชมผลงานคนไทยกันเจ๊ ของดีละแวกบ้าน ไทยแท้เนทีฟ จะหาอะไรมาสู้ล่ะ best thai movie of 2026 เลยจร้า #TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง สะใจสัด ๆ อยากลุกมากรี๊ด ๆ ในโรงหนังตอนขึ้น end credit มูย่าเล่าเรื่องด้วยภาพเก่งชิบหาย
กูอึดอัดกับยศตั้งแต่วิแรกที่มันออกมา เจษเล่นดีมากจริงๆ ยอมรับเลย ดูแล้วกระอักกระอวนไปหมดเลย สายตา การพูด ราบเรียบแบบนี้ ไม่วู่วามแต่ขัดขืนไม่ได้อะ
เจินเจิน’s 🪷 retweeted
แต่ผญด้วยกันดู แค่เห็นยศมันหายใจก็จะอ้วกละ จริงๆไม่ได้เว่อร์ ความรู้สึกสะอิดสะเอียด ขนลุก มันคือความ insecure ที่เกิดขึ้นในใจต่อให้ตัวเองไม่ใช่ขวัญก็รีเลทได้
ยศนี่เป็นบทที่โหดร้ายมาก ถูกกดทับด้วยระบบชายเป็นใหญ่มากๆ ผู้ชายแบบนึ้มีเกลื่อนไปหมด เอาเปรียบอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะทำได้จากผู้หญิง เพราะชุดความเชื่อค่านิยมสั่งให้เชื่อแบบนั้นว่าทำแบบนี้แล้วจะรู้สึกมีอำนาจ มีความเป็นชายหลงเหลืออยู่ ทั้งๆ ที่จริงๆ สันดานดิบก็เหี้ยมากๆ อยู่แล้ว ผลพวงจากปิตาธิปไตยทั้งเพ
ชั้นคิดว่า #TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง ยังปรานีเราด้วยการให้ขวัญเป็นแค่ orphan ที่บ้านยศเก็บมาเลี้ยง ถ้าหากเป็นคนในสายเลือดแบบข่าวที่ออกโครมๆ ทุกวันนี้ หนังจะทำงานหนักกับเรา (ตอนนี้ก็หนักมากๆ อยู่แล้ว) กว่าเดิม ความอึดอัดใจที่สุดที่หนังเล่นงานเราคือฉากทำคลอด เสื้อพละแค่ตัวเดียวก็ทำให้เรารู้สึกแตกสลายไปพร้อมๆ กับตัวละครขวัญได้เลยอะ ตอนดูคิดตลอดเลยว่าขวัญคงโดดเดี่ยวมากๆ มากจนไม่มีอะไรช่วยได้เลย ทรมาน ยังทรมานจนตอนนี้ หนังดีสัสๆ ดูแล้วอยากบีบคอตัวเอง ยิ่งพอ remind ซ้ำๆ ยิ่งหดหู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมของเด็กคนที่เรายังไม่รู้อีกเยอะมากๆ อะ
เจินเจิน’s 🪷 retweeted
คนอย่างยศมีจริงที่สุดแล้ว และหนังยังปราณีสุขภาพจิตคนดูอยู่บ้าง ยังยั้งมือที่ไม่ให้เป็นญาติกันโดยสายเลือด แต่การเลี้ยงดูมาแต่เล็กแล้วทำแบบอิยศก็ระยำที่สุดอยู่ดี คำแรกที่คุยกับเพื่อนหลังหนังจบคือ นี่ว่ามีผช.ที่จะทัชเรื่องนี้ไม่ได้ ไม่เก็ตเท่าผญ. และมีจริงๆ
#TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง
เจินเจิน’s 🪷 retweeted
ทุกคนที่อยู่ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล ถ้าโรง SF หรือ Major ไม่มีรอบ Tame แล้วอยากดูไปดูได้ที่ House สามย่านนะคะ เดินทางายมาทาง MRT ได้ โรงอยู่ที่ชั้น 5 ของสามย่านมิตรทาวน์ค่ะ เป็นเครือโรงหนังที่น่ารักกับหนังเล็ก ๆ เสมออยากให้มาสนับสนุนกับทั้งหนังและโรงค่ะ
#TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง
เจินเจิน’s 🪷 retweeted
วันนี้ #TAMEเลี้ยงไม่เชื่อง อยู่ในโรง SF @WeLoveSF วันสุดท้าย ส่วน major @MajorGroup อยู่ถึงพรุ่งนี้(เหลือเฉพาะโรงพารากอน) รวมเข้าโรงไม่ถึง 10 วัน ใครอยากดูหนังไทยคุณภาพดี ทั้งภาพเสียง บท การแสดง รีบดูด่วนๆ อย่ารอลง platforms เพราะรายได้ก็ส่งผลต่อการลงเหมือนกัน
เจินเจิน’s 🪷 retweeted
รีวิวแบบทีมเจ๊นารถ :
-นารถ-
มีความเป็นมนุษย์ปรกติที่สุดในเรื่องละ ถึงใครจะมองว่าชีเป็นตัวแหกคอกเป็นตัวแรง แต่ลึกๆแล้ว ชีก็เป็นคนดีคนหนึ่ง ชีก็รักแม่ของชีมาก ส่งเงินมาให้แม่ไม่ขาด ถามไถ่อาการเจ็บป่วย ถึงจะกลับมาบ้านเพราะความจำเป็น แต่มันก็เป็นทางหนึ่งที่ชีคิดว่าความสัมพันธ์ของชีกับแม่จะดีขึ้นบ้าง การได้เจอขวัญคือเหมือนได้เจอความเป็นเด็กของตัวเองอีกครั้ง
ชอบนารถในความกล้าที่จะฉีกกรอบของครอบครัว หรือความเชื่อของคนหมู่บ้านเรื่องแม่สะเมียง ความกล้าที่จะไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง ใช้ชีวิตแบบสุดโต่ง ทำอะไรตามอารมณ์และความรู้สึกตัวเอง นี่เป็นคนดู ก็หลงเสน่ห์สาวหัวแดงคนนี้ได้ง่ายๆเลย
-แพต-
เรื่องนี้ถือเป็นงานมาสเตอร์พีซของแพตอีกเรื่องเลย ทุ่มสุดตัวมาก โคตรสปิริตในการแสดงมาก ไปสุดกับบทนารถมาก ทำเอาเราช๊อคไปกับซีนเบาะสั่นได้แบบไม่ทันตั้งตัว งานอารมณ์ งานสายตาแพตเอาอยู่หมด มาน้อยแต่มาแบบเริ่ดๆ ไม่จมไม่อ่อม สมกับที่เป็นจารย์แพต ฟังสัมฯหลายอันที่แพตพูดถึงหนังเรื่องนี้ว่าแพตรักและภูมิใจกับมันมาก นี่เองก็ภูมิใจในตัวแพตมากๆเหมือนกันนะ
งานการแสดงของแพตในทุกเรื่องก็จะมีส่วนที่ยอดเยี่ยมของมัน ไม่ว่าจะเป็นงานแสดงก่อนหน้านี้ งานแสดงในเรื่องล่าสุดนี้ หรือจะเป็นงานในเรื่องต่อไป นี่ดีใจและภูมิใจกับแพตในทุกผลงานเสมอ และเชื่อในตัวแพตว่ามันจะพีคขึ้นเรื่อยๆไปอีก แพตเก่งมากนะ รักพี่ตี้ว่ะ
-TAME เลี้ยงไม่เชื่อง-
อาจจะไม่ใช่หนังไทยที่ดีที่สุด แต่เป็นหนังที่ชวนให้คิดหลังดูจบ ว่าเราเป็นขวัญ เป็นนารถ เป็นยศ หรือเป็นยายอ่าง อยู่หรือเปล่า หรือไม่ได้เป็นใครเลย แค่คุณตั้งคำถามกับตัวเองหลังดูหนังจบ หนังมันก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แล้ว
..
จิตรกรชื่อดังของจีนคนหนึ่งเป็นคนรักความสะอาดขั้นสุด ถึงขนาดสั่งให้คนรับใช้ล้างต้นไม้ทุกวันจนต้นไม้ตาย แต่สุดท้ายชีวิตของเขากลับจบลงท่ามกลางสิ่งสกปรกที่เกลียดมาตลอดชีวิต
เรื่องนี้เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ หนีจ้าน (Ni Zan) จิตรกรชื่อดังในสมัยราชวงศ์หยวน ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความรักสะอาดอย่างสุดโต่ง
หนีจ้านเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยมากแห่งหนึ่งในเจียงหนาน เขามีเงินมากพอจะจัดการทุกอย่างรอบตัวให้สะอาดตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน เสื้อผ้า น้ำดื่ม หรือแม้แต่ห้องน้ำ
มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งเขาเรียกหญิงคณิกาชื่อจ้าวม่ายเอ๋อร์มาค้างคืนด้วย แต่ก่อนเข้าห้องก็ต้องให้เธออาบน้ำก่อน พอเธอนอนลงบนเตียง เขากลับเริ่มสัมผัสและดมกลิ่นตามร่างกายตั้งแต่คอจรดเท้า
เมื่อพบว่ากลิ่นบริเวณจุดซ่อนเร้นไม่ถูกใจ เขาก็สั่งให้เธอไปอาบน้ำใหม่ ทำแบบนี้วนไปจนเช้า สุดท้ายไม่ได้มีความสัมพันธ์กันเลย เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องขำขันที่เล่าต่อกันในเจียงหนานมาหลายร้อยปี แต่ความรักสะอาดของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ในยุคที่ยังไม่มีชักโครก หนีจ้านลงทุนสร้างห้องน้ำหรูที่มีลักษณะคล้ายศาลา ใต้ช่องส้วมติดตั้งตะแกรงไม้ขนาดใหญ่และปูด้วยขนอ่อนห่านที่คัดอย่างดี
เวลาขับถ่าย สิ่งปฏิกูลจะตกลงไปกระทบขนห่านจนฟุ้งขึ้นมาห่อหุ้มไว้ ทำให้แทบไม่เห็นรูปร่าง ไม่มีกลิ่นและเสียงตามคำบอกเล่า โดยมีคนรับใช้คอยเปลี่ยนขนห่านใหม่ทุกครั้งหลังใช้งาน ที่บ้านของเขามีต้นอู๋ถงปลูกไว้หลายต้น แต่หนีจ้านคิดว่าร่องเปลือกไม้เป็นแหล่งสะสมสิ่งสกปรก จึงสั่งให้คนรับใช้ใช้ผ้านุ่มชุบน้ำเช็ดล้างลำต้นทุกวัน
คนรับใช้ต้องขัดตามร่องเปลือกไม้ทีละจุด จนเวลาผ่านไปเปลือกไม้เริ่มหลุดลอก ต้นไม้ที่เคยเขียวชอุ่มค่อย ๆ เหี่ยวเฉาและตายในที่สุด แม้แต่น้ำดื่มก็ยังมีกฎ เขาสั่งให้คนรับใช้ไปตักน้ำจากบ่อน้ำพุชีเป่า โดยกำหนดว่าถังที่หาบอยู่ด้านหน้าต้องใช้ชงชา ส่วนถังด้านหลังใช้ล้างเท้าเท่านั้น
เมื่อเพื่อนถามเหตุผล เขาตอบว่าระหว่างเดิน คนหาบน้ำอาจผายลมออกมา ถังด้านหลังอยู่ใกล้ก้น จึงอาจปนเปื้อนกลิ่นไม่พึงประสงค์ จะเอาน้ำนั้นมาดื่มได้ยังไง
สำหรับหนีจ้าน ความสะอาดไม่ใช่แค่นิสัยส่วนตัว แต่เป็นเหมือนการแยกตัวเองออกจากโลกภายนอกที่เขามองว่าเต็มไปด้วยความสกปรกและความหยาบคาย
แต่ชีวิตของเขาเริ่มเปลี่ยนไปในปี 1353
ช่วงปลายราชวงศ์หยวน พี่น้องตระกูลจางนำกำลังก่อกบฏและเข้ายึดพื้นที่เจียงหนาน ทำให้ชีวิตอันสงบสุขของหนีจ้านสิ้นสุดลง
จางซื่อซิ่น น้องชายของจางซื่อเฉิง ได้ยินชื่อเสียงด้านจิตรกรรมของหนีจ้าน จึงส่งคนพร้อมทองเงินจำนวนมากและผ้าไหมขาวชั้นดีไปขอให้เขาวาดภาพให้ แต่หนีจ้านกลับฉีกผ้าไหมต่อหน้าคนที่ถูกส่งมา แล้วโยนทองเงินออกนอกบ้าน พร้อมประกาศว่าเขาจะไม่มีวันเป็นจิตรกรประจำราชสำนักของผู้ปกครองคนใน
คำพูดนี้ทำให้จางซื่อซิ่นโกรธมาก ต่อมาระหว่างที่หนีจ้านกำลังล่องเรืออยู่ในทะเลสาบไท่หู เขาถูกทหารของจางซื่อซิ่นจำได้และจับตัวไป ทหารจับเขากดลงกับโคลนแล้วรุมทำร้ายอย่างหนัก ทุกคนคิดว่าคุณชายผู้รักสะอาดจนทนฝุ่นไม่ได้แม้แต่นิดเดียวจะต้องร้องขอชีวิต
แต่หนีจ้านกลับไม่ส่งเสียงร้องเลยแม้จะถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส เมื่อมีคนถามว่าทำไมถึงไม่ร้องออกมา เขาตอบเพียงว่า ถ้าส่งเสียงร้องออกมา ก็จะกลายเป็นคนหยาบคาย
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นยิ่งทรมานสำหรับคนอย่างเขา
จางซื่อซิ่นรู้ดีว่าหนีจ้านเกลียดความสกปรก จึงสั่งให้ล่ามโซ่เขาไว้ข้างส้วมที่ส่งกลิ่นเหม็น เพื่อบังคับให้ต้องอยู่กับสิ่งที่เกลียดที่สุดทั้งวันทั้งคืน
ตามเรื่องเล่า หนีจ้านทรมานจนหมดสติไปหลายครั้ง เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาพยายามหลีกหนีสิ่งสกปรกทุกชนิด แต่ครั้งนี้กลับไม่มีทางหนีได้เลย
สุดท้ายชีวิตของเขากลับพลิกผันอย่างหนัก
เมื่อเข้าสู่ต้นราชวงศ์หมิง หนีจ้านสูญเสียทรัพย์สมบัติมหาศาล ภรรยาเสียชีวิต พี่ชายคนโตก็จากไป จากคุณชายผู้มั่งคั่งกลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องอาศัยอยู่ในกระท่อมเก่าของญาติ ต่อมาเขาป่วยเป็นโรคบิด ซึ่งเป็นโรคที่โหดร้ายอย่างยิ่งสำหรับคนรักความสะอาดแบบเขา
ฤดูหนาวปี 1374 หนีจ้านนอนป่วยอยู่บนเตียงในสภาพที่ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ ทำให้เครื่องนอนเพียงชุดเดียวที่มีเปรอะเปื้อนไปด้วยสิ่งปฏิกูล
เรื่องเล่าระบุว่าคนที่มาเยี่ยมในช่วงสุดท้ายของชีวิตต่างทนกลิ่นภายในห้องไม่ไหว ต้องเอามือปิดจมูกและรีบทำพิธีให้เสร็จ
สุดท้ายชายที่ใช้เวลาทั้งชีวิตพยายามหลีกหนีความสกปรก แม้แต่เปลือกไม้ยังต้องล้างทุกวัน กลับต้องเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสิ่งที่ตัวเองเกลียดที่สุด
หมายเหตุ: เรื่องนี้เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่เล่าสืบต่อกันมา รายละเอียดบางเหตุการณ์อาจมีการแต่งเติม และไม่ควรถือว่าทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้
#มินนี่แปลให้
元代大画家倪瓒因为洁癖,大半辈子不咋碰女人。
有回心一横招当红歌姬赵买儿来陪宿。
姑娘没进门先洗了回澡,刚在床榻躺平。
倪瓒便从脖子到脚开始且扪且嗅,扪至阴,觉着不好闻,让她再去洗,来来回回一直搓澡到天亮,倪瓒啥也没干成,白白付了钱……
这桩在江南流传了数百年的逸闻,常被人当作笑谈。
可对倪瓒而言,这不过是他洁癖人生里最寻常的一次插曲。
元至正年间,倪家是江南数一数二的巨富,他有的是资本,把“干净”两个字刻进生活的每一寸缝隙里。
而他家那座名动整个文人圈的“香厕”,就是他对抗世俗污秽的终极堡垒。
在那个没有抽水马桶的年代,倪瓒斥巨资造出了一座“空中楼阁”式的厕所。
茅坑下方架着宽大的木格,中间铺满了筛得极细的鹅绒。
每次如厕,污物从高处落下,轻盈的鹅绒便会瞬间腾起,像飞雪一样将其层层包裹。
没有声响,没有异味,甚至连轮廓都看不见。
为了维持这份近乎虚无的洁净,专门有小厮守在一旁,只要用过一次,立刻更换全新的鹅毛。
他就活在这样一个被檀香、清水和鹅绒包裹的世界里,拒绝和一切“不干净”的事物产生直接接触。
这种对洁净的偏执,在日常生活里早已到了走火入魔的地步。
自家庭院里种的几株梧桐树,本是遮阴赏景的雅物,倪瓒却嫌树皮纹理粗糙,最容易藏污纳垢,硬是命令仆人每天用清水擦洗树干。
仆人们拿着软布,一寸一寸地搓洗每一道纹路,日子久了,那几株原本枝繁叶茂的梧桐树,生生被洗得脱皮露骨,最后枯死在了院中。
就连喝水,他都有旁人无法理解的规矩。
他专门指定仆人去远处的七宝泉挑水,每次挑回来都反复叮嘱:前面那桶用来煮茶,后面那桶只能用来洗脚。
朋友问起缘故,倪瓒答得理所当然:“挑水的人走路难免放屁,后桶对着人的身后,说不定就沾了浊气,怎么能入口?”
你很难说这只是生活习惯的挑剔。
在倪瓒眼里,整个元末乱世本就是一个巨大的泥沼,到处都是灰尘、浊气和不可名状的肮脏。
他拼命洗手、洗衣、洗树、洗眼前的一切,本质上是想在浑浊的世道里,给自己洗出一块绝对纯净的容身之地。
他以为只要躲得够远,就能永远不沾世俗的泥。
可命运最擅长的,就是把极度爱干净的人,狠狠按进泥潭里。
元至正十三年,张士诚兄弟起兵割据江南,太平日子戛然而止。
张士诚的弟弟张士信是个附庸风雅的粗人,听闻倪瓒画名冠绝江南,便派人带着重金和上等白绢上门,想求一幅画。
那时候的文人依附权贵本是常态,可倪瓒看着那堆金银和白绢,只觉得被俗世的铜臭味玷污了。
他当着使者的面把白绢撕得粉碎,又把金银悉数扔出门外,冷声道:“我倪瓒,绝不为王门画师!”
这一句话,彻底得罪了张士信。
没过多久,倪瓒泛舟太湖时被张士信的手下认出,当场抓了回去。
这一次,他没有机会随时洗手,也没有小厮在旁打理。
一群大兵把他按在泥地里拳打脚踢,每一脚都踹在他那高傲的骨头上。
围观的人都等着看这个娇生惯养的富家子哭嚎求饶,可出乎意料,平日里沾一点灰尘都要发作半天的倪瓒,被打得皮开肉绽,却自始至终一声不吭。
后来有人问他,为什么被打时连疼都不喊。
倪瓒吐出一口带血的唾沫,淡淡地说了一句流传后世的话:“一出声,便俗了。”
为了这份“不俗”,他付出了惨痛的代价。
张士信知道他有洁癖,特意想出了最羞辱人的酷刑——把他锁在臭气熏天的茅厕边,让他日夜对着自己最厌恶的污秽。
对常人来说这只是恶心,对倪瓒而言,这比凌迟还要煎熬。
他在那股秽气里几度晕厥,精神防线几乎彻底崩塌。
那是他人生第一次,被迫和自己逃避了半辈子的“肮脏”零距离相对。
可这还不是命运给他的最终答案。
转眼到了明初,倪瓒早已散尽了万贯家财,妻子去世,长兄离世,昔日锦衣玉食的富家公子,成了无家可归的流浪汉,只能寄居在亲戚家的破屋里。
更讽刺的是,他染上了一种对他而言最残忍的病——痢疾。
明洪武七年,也就是公元1374年的冬天,那个连梧桐树皮都要洗得一尘不染的倪瓒,躺在冰冷的病榻上,彻底失去了对身体的控制。
痢疾让他下身失禁,污秽弄脏了他仅有的一床被褥。
史料里只用了四个字形容他最后的处境:秽不可闻。
前来送葬的人都受不了屋里的气味,只能掩着口鼻匆匆行事。
那个用一生去追逐极致洁净的人,在生命的最后一刻,彻底沉溺在了自己最无法忍受的污秽里,孤独地咽下了最后一口气。







































