ปากกาส้ม retweeted
ความหวังถึงสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง
.
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พรรคเดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตามผลคาดการณ์ของสำนักข่าวในขณะนี้
.
ปรากฏการณ์นี้น่าสนใจมาก เพราะเดโมแครตสามารถพลิกชนะในบางรัฐสีแดง หรือพื้นที่ที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของ โดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกัน
.
มีความเป็นไปได้ไม่น้อยว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนความไม่พอใจของประชาชนต่อทิศทางการบริหารประเทศของทรัมป์ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และสงครามที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน
.
นั่นเท่ากับว่า ประชาชนอเมริกันยังมีความเชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว และผลการเลือกตั้งเป็นความหวังที่จะนำไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นได้
.
ไม่ใช่แค่จำนวนที่นั่งในสภาบนและสภาล่างที่เดโมแครตแซงหน้ารีพับลิกัน ยังมีอีกหลายตัวอย่างที่เป็นสัญญาณให้เห็นความหวังถึงความเปลี่ยนแปลง เช่น ที่รัฐมิชิแกน อับดุล เอล-ซาเยด กลายเป็นชาวมุสลิมคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสู่วุฒิสภา ขณะที่ เพ็กกี ฟลานาแกน กลายเป็นหญิงชนพื้นเมืองอเมริกันคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสู่วุฒิสภา และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เด็บ ฮาแลนด์ ก็เป็นหญิงชนพื้นเมืองอเมริกันคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการรัฐในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ จากการเลือกตั้งที่นิวเม็กซิโกเมื่อไม่กี่วันก่อน
.
แต่ละคนเป็นตัวแทนของการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับความแตกต่าง ทั้งด้านศาสนาและชาติพันธุ์
.
‘สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง’ ยังคงเป็นหนึ่งในความเชื่อและความหวังของผมและพรรคประชาชนครับ
.
‘Wind of Change’ มีความหมายเดียวกับสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง ซึ่ง เคลาส์ ไมน์ นักร้องของวง Scorpions จากเยอรมนี แต่งเพลงนี้ไว้ในปี 1989 และในปีเดียวกัน สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นจริงในวันที่ 9 พฤศจิกายน กับจุดเริ่มต้นการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน ซึ่งจะครบรอบ 37 ปีในวันจันทร์ที่จะถึงนี้
.
บางครั้งความหวังถึงสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ก็เริ่มต้นจากความเชื่อว่า พลังเสียงจากสนามเลือกตั้งยังมีความหมาย และการเมืองยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้อนาคตแตกต่างไปจากเดิม เป็นเครื่องมือที่ทุบทำลายกำแพงได้
.
แต่สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยครับ ถ้าปราศจากความตระหนักรู้ร่วมกันของสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดไม่ง่าย แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้
ปากกาส้ม retweeted
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมามีมติครม.เห็นชอบร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมจากกระทรวงแรงงานให้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา อย่างไรก็ดีครับ พรรคประชาชนเองมีร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมของ ส.ส.รักชนก ศรีนอก ที่เราเรียกว่าร่าง “ทวงคืนประกันสังคม” ตั้งอยู่บนโต๊ะท่านนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมแล้ว และรอท่านนายกเซ็นอยู่ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเซ็นหรือถูกพูดถึงแต่อย่างใด
.
เราลองย้อนกลับไปตอนเลือกตั้งครับ ในวันนั้นทุกพรรคการเมืองออกมาเกาะกระแสหาเสียงเรื่องประกันสังคม ออกนโยบายเกี่ยวกับประกันสังคม ทุกคนทุกพรรคพูดว่าต้องมีการ “ปฏิรูปประกันสังคม“ แต่เมื่อการเลือกตั้งผ่านไป ได้เข้ามาเป็นรัฐบาลกันแล้ว กลับลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนกันหมดสิ้น ร่างกฎหมายที่ยื่นเข้ามานั้นไม่ได้มีเนื้อหาที่เป็นการปฏิรูปกองทุนเลย แต่เป็นการปรับแก้เรื่องสิทธิประโยชน์ และรายละเอียดอื่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
.
เวลาที่เราพูดถึงการปฏิรูปประกันสังคมนั้น เราไม่ได้พูดถึงเพียงสิทธิประโยชน์แต่เราพูดถึงการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างของตัวสำนักงานและกองทุน ให้โปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น เราพูดถึงความเชื่อมโยงกับนายจ้างและผู้ประกันตน ตลอดระยะเวลา 1-2 ปีนี้สังคมนำพาการถกเถียงเรื่องนี้ไปสู่เรื่องของที่มาของบอร์ด ของอนุกรรมการ การตัดสินใจด้านการลงทุน การตัดสินใจด้านสิทธิประโยชน์กันทั้งสังคมแล้ว เราเห็นการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่คนออกมาใช้สิทธิ์มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และยิ่งเห็นได้ชัดว่าประชาชนเลือกผู้สมัครที่ชูธงในการปฏิรูปองค์กรมาตลอดอย่างถล่มทลาย
.
สิ่งที่เราเห็นจากปรากฎการณ์ทั้งการเลือกตั้งใหญ่ การเลือกตั้งบอร์ด ประกันสังคมและ สิ่งที่ออกไปในสื่อสารมวลชนและสังคมผ่านช่องทางต่างๆ เป็นที่ชัดเจนครับว่าคนทั้งสงคมเห็นว่าการปฏิรูปประกันสังคมเป็นฉันทามติร่วมกันของทั้งสังคม และร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคมหนึ่งเดียวที่ลงไปแก้ไขถึงระดับโครงสร้างและรากของปัญหา คือร่างของพรรคประชาชนครับ
.
แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับร่างของครม.เลยในหลายประเด็น แต่ผมก็ยืนยันครับว่าในกลไกรัฐสภาแบบประชาธิปไตยนั้นร่างกฎหมายที่สำคัญๆเช่นนี้ต้องถูกพิจารณา แต่ในขณะเดียวกันทุกร่างก็ต้องถูกนำมาพิจารณาในรัฐสภาอย่างเท่าเทียมกัน ต้องให้ทุกร่างได้เข้ามาถกเถียงกันในสภา ให้ประชาชนได้เห็นถึงข้อดีข้อเสียของกฎหมายแต่ละฉบับจริงๆ นี่ไม่ใช่เวลาที่จะต้องมาเล่นเกมส์การเมืองอะไรอีก แต่เป็นเวลาที่ต้องปฏิรูปประกันสังคมตามเจตนารมณ์และฉันทามติของสังคม เหมือนที่ทุกคนทุกพรรคสัญญาไว้เองตั้งแต่เลือกตั้งครับ
ปากกาส้ม retweeted
แม้ไทยจะมี ‘พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและอุ้มหายฯ’ บังคับใช้เกิน 2 ปีแล้ว ซึ่งเป็นกฎหมายเดียวที่เปิดทางนำทหารที่ทำผิดขึ้น ‘ศาลพลเรือน’ ได้
แต่น่าเศร้าที่สถิติการเสียชีวิตของพลทหารในค่ายยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวานนี้ (5 พ.ย.) กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ @BowKittipong สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในสภาฯ ชำแหละรายงานสถานการณ์การอุ้มหายและซ้อมทรมานฯ พร้อมเปิด 6 คดีพลทหารเสียชีวิตปริศนาที่ยังคั่งค้าง
🔴 3 คดีที่ยืนยันว่าเกิดจากการซ้อมทรมาน:
> พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง (ซึ่งในวันอังคารที่ 10 พ.ย. นี้ จะครบรอบ 1 ปีการเสียชีวิตที่ จ.ปราจีนบุรี)
> พลทหารศิริวัฒน์ ใจดี
> พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ที่ศาลตัดสินลงโทษผู้ก่อเหตุแล้ว แต่ครอบครัวเตรียมฟ้องเอาผิดผู้บังคับบัญชา ตามมาตรา 42 ซึ่งพบอุปสรรคสำคัญว่า เมื่อฟ้องพลทหารด้วยกัน ค่ายให้ความร่วมมือดี แต่เมื่อจะฟ้องนายทหาร ท่าทีของค่ายกลับเปลี่ยนไปทันที
🟡 3 คดีที่ยังเป็นข้อถกเถียงและต้องพิสูจน์:
> พลทหารไดมอนด์ (พฤษภา วิมุตติธรรมชัย)
> พลทหารราเชน ยวามื่อ
> พลทหารฐิติกร ป้องวันคำ (เป็นกรณีล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ จ.นครราชสีมา)
กิตติพงษ์เสนอว่า หากมีพลทหารตายในค่าย ต้องตั้ง ‘ข้อสมมติฐานเบื้องต้น’ เสมอว่าอาจเกิดจากการซ้อมทรมาน เพื่อนำไปสู่นิติวิทยาศาสตร์ที่รัดกุม ไม่ใช่ด่วนสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุหรือปัญหาสุขภาพ
🛑 [ ชำแหละ 5 ตอใหญ่ ที่ทำให้ค่ายทหารยังไม่ปลอดภัย ]
(1) ขอบเขตอำนาจศาล: จำเลยมักใช้ช่องว่างทางกฎหมายไปร้องศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเรื่องขอบเขตอำนาจศาล เพื่อประวิงเวลาทำให้คดีล่าช้า ทางแก้คือต้องเร่งแก้ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เพื่อสร้างความชัดเจน
(2) การเข้าถึงพยานหลักฐาน: ในเขตทหาร ทนายและครอบครัวแทบเข้าไม่ถึงข้อมูลหรือวงจรปิด
(3) วัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวลและการปกป้องพวกพ้อง: กองทัพใช้ความเป็นเอกภาพมาปกปิดความผิดและอุ้มชูพวกเดียวกัน
(4) ความเข้าใจกฎหมาย: พนักงานสอบสวนและอัยการบางส่วนยังขาดความเข้าใจในการสั่งฟ้องคดีซ้อมทรมาน
(5) ระบบโซตัสพลทหารรุ่นพี่: หลายคดีความสูญเสียไม่ได้เกิดจากนายทหารโดยตรง แต่เกิดจากระบบอำนาจนิยมที่ปล่อยให้พลทหารรุ่นพี่ใช้ความรุนแรงกับรุ่นน้อง ซึ่งกองทัพยังไม่มีมาตรการควบคุมที่ชัดเจน
ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงกลาโหมและกองทัพต้องเลิกซุกปัญหาไว้ใต้พรม ล้างวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด เพื่อทำให้ค่ายทหารปลอดภัยสำหรับลูกหลานของพี่น้องประชาชนทุกคน
ปากกาส้ม retweeted
[ กระทู้: ติดตามความคืบหน้าเมกะโปรเจกต์ด้านการศึกษา Anywhere Anytime (แพลตฟอร์ม + สื่อ + แจกแท็บเล็ต) งบประมาณรวมกันกว่า 17,000 ล้านบาท ]
.
วันนี้ ผมได้ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ซึ่งนับเป็นเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่พยายามจะส่งเสริมให้นักเรียนเข้าถึงเนื้อหาการเรียนการสอนที่มีคุณภาพผ่านเทคโนโลยีด้านการศึกษา
.
หากนับตั้งแต่งบปี 67 โครงการนี้มีการใช้งบ (หรืออย่างน้อยเซ็นสัญญาใช้งบ) ไปแล้ว 17,000+ ล้านบาท
- พัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP (1,500+ ล้านบาท)
- ผลิตสื่อ ม.1-ม.6 (600+ ล้านบาท)
- เช่าระบบคลาวด์ (2,800+ ล้านบาท)
- เช่าแท็บเล็ตมาแจกนักเรียน ม.ปลาย & ครู 600,000+ เครื่อง (12,000+ ล้านบาท)
.
[ คำถามรอบที่ 1: โครงการนี้กำลังเดินมาถูกทาง & มีแนวโน้มจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่? ]
.
เป้าหมาย 1 = ยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียน ได้จริงหรือไม่?
.
สพฐ. เคยรายงานใน กมธ. ติดตามงบฯ ว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีนักเรียนที่ “ใช้จริง” ถึง 310,683 คน - ตัวเลขนี้ฟังดูดี แต่พอผมสอบถามว่าเขาวัดอย่างไรว่าใครจะถือว่าเป็น “ผู้ใช้งานจริง” เขาบอกว่า หากนักเรียน 1 คน เพียงแค่กดเข้ามาใช้แพลตฟอร์ม 1 ครั้ง ตลอด 8 เดือนนั้น ก็นับว่าเป็น “ผู้ใช้งานจริง” แล้ว
.
ผมหวังว่าท่านรัฐมนตรีน่าจะเห็นตรงกับผมว่าเราวัดผลกันแบบนี้ไม่ได้ ผมจึงได้สอบถามไปว่า
- ที่ผ่านมา ในบรรดานักเรียน 310,683 คน มีกี่คนที่เข้ามาใช้งานจริงๆ อย่างสม่ำเสมอ?
- สำหรับนักเรียนที่ใช้งานจริงๆ รมต. มีแผนจะวัดผลอย่างไร ว่าเขามีการเรียนรู้ที่ดีขึ้นจากนโยบายนี้จริง?
.
เป้าหมาย 2 = ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาได้จริงหรือไม่?
.
ผมเข้าใจว่าเจตนาของโครงการนี้ คือการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้าถึงเนื้อหาการเรียนการสอน
ผ่านอุปกรณ์ที่นักเรียนอาจจะไม่ได้มีเป็นของตนเอง
.
คำถามคือ กระทรวงได้คำนึงถึงปัจจัยนี้หรือไม่ หรือใช้หลักเกณฑ์อะไร ตอนคัดเลือกโรงเรียน 1,018 แห่ง ที่มีสิทธิได้รับแท็บเล็ต? เพราะบางฝ่ายมีข้อสังเกตว่าโรงเรียนหลายแห่งที่มีการแจกแท็บเล็ตเป็นโรงเรียนคุณภาพหรือโรงเรียนประจำอำเภอ ที่มีความเป็นไปได้ว่า (โดยเฉลี่ย) อาจจะมีนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่านักเรียนในโรงเรียนอีกหลายแห่งในพื้นที่ห่างไกล ที่ตกหล่นจากการได้รับแท็บเล็ต
.
.
[ คำถามรอบที่ 2: รัฐบาลจะเดินหน้าอย่างไรต่อเกี่ยวกับโครงการนี้ และการใช้เทคโนโลยีด้านการศึกษา? ]
.
1. คำถามแบบเจาะจง = รัฐบาลจะเดินหน้าต่ออย่างไรเกี่ยวกับโครงการนี้?
.
เมื่อต้นปี 2568 รมต. ชุดก่อนที่ริเริ่มโครงการนี้ เคยเสนอไว้ว่าต้องการขยายแผนการแจกแท็บเล็ตให้ครอบคลุมนักเรียน ม.ปลาย ทุกคน และขยายไปที่นักเรียน ม.ต้น ด้วย
.
วันนี้ ผมเข้าใจว่า รมต. ชุดนี้ได้มีนโยบายให้ยับยั้งแผนดังกล่าวไว้ก่อน โดยจะแจกเฉพาะนักเรียน ม.ปลาย 500,000+ คน ใน 1,000+ โรงเรียนที่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้างและเซ็นสัญญาไปก่อนแล้ว โดยมีผลผูกพัน 5 ปี
.
คำถามผมคือ รัฐบาลชุดนี้วางแนวทางหลังจากนี้ไว้อย่างไร?
- สำหรับนักเรียน 500,000+ คน ที่ได้รับการแจกแท็บเล็ตไปแล้ว: ท่านจะมีการทบทวนสัญญาเพื่อปรับลดวงเงินหรือจำนวนปีที่ผูกพันหรือไม่?
- สำหรับนักเรียนคนอื่น ที่ยังไม่ได้รับแท็บเล็ต: ท่านฟันธงไปแล้วหรือไม่ ว่าจะไม่มีการแจกแท็บเล็ตเพิ่มแล้ว?
.
2. คำถามในภาพใหญ่ = รัฐบาลจะเดินหน้าต่ออย่างไร เรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้ด้านการศึกษา?
.
ความจริงแล้ว นักเรียนไทยดูมีความคุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ในระดับหนึ่ง - รายงาน PISA ปีนี้ ชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนเด็กไทยที่ใช้ AI ในการหาข้อมูล สรุปข้อมูล หรือช่วยประกอบการเขียนรายงานส่งครู สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศใน OECD ไปพอสมควร
.
คำถามสำคัญ คือรัฐบาลจะวาง “เงื่อนไข” ในการใช้เทคโนโลยี อย่างไร เพื่อ (2.1) สร้างประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้ และ (2.2) ลดความเสี่ยงเรื่องสุขภาวะผู้เรียน?
.
2.1. รัฐบาลต้องการให้ครูนำ แพลตฟอร์ม NDLP & แท็บเล็ต ไปใช้งานในรูปแบบไหนที่รัฐบาลคิดว่าส่งเสริมการเรียนรู้ได้จริง?
- หากครูเพียงแค่เปลี่ยนจากสอนหน้าห้อง มาเป็นการเปิดคลิปให้เด็กดูผ่านแท็บเล็ตในห้องเรียน เราน่าจะเห็นตรงกันว่าอาจจะไม่ได้ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กอย่างมีนัยสำคัญ
- หากครูต้องการหาเครื่องมือ AI ช่วยวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ของเด็กรายคน เพื่อช่วยครู ปรับการบ้านหรือแบบฝึกหัดให้เหมาะกับเส้นทางการเรียรู้ของเด็กแต่ละคน (personalised learning) คำถามคือแพลตฟอร์ม NDLP ที่เราลงทุนไปแล้วเป็นหลักพันล้าน ทำสิ่งนี้ได้หรือไม่?
.
2.2. รัฐบาลจะผลักดันการใช้ แพลตฟอร์ม NDLP & แท็บเล็ต อย่างไร โดยพยายามป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาวะผู้เรียน?
- ตอนนี้ทั่วโลกกำลังมีแนวโน้มในการแบนการใช้มือถือในโรงเรียนมากขึ้นเพื่อไม่ให้นักเรียนเสียสมาธิ: รมต. กังวลหรือไม่ ว่าการแจกแท็บเล็ตให้ไปใช้ในห้องเรียนอาจจะสวนทางกับทิศทางดังกล่าว หรือรัฐบาลจะวางแนวทางอย่างไรเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสมาธิผู้เรียนได้
- ตอนนี้ทั่วโลกกำลังพยายามลดเวลาที่นักเรียน (โดยเฉพาะเด็กเล็ก) ใช้บนหน้าจอ เพราะข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อ สายตา การนอน หรืออารมณ์: รมต. กังวลหรือไม่ ว่าการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนนำกลับไปใช้ต่อที่บ้านได้อาจมีส่วนไปเพิ่มเวลาที่เด็กใช้บนหน้าจอ หรือรัฐบาลจะหาจุดสมดุลอย่างไร?
.
.
[ คำถามรอบที่ 3: รัฐบาลได้สอบย้อนหลังหรือยัง เกี่ยวกับคำถามเรื่องความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมา? ]
.
ย้อนไปเมื่อ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา ผมได้อภิปรายไว้ในวาระ พ.ร.บ. งบฯ 70 (วาระ 1) ว่าความคลุมเครือหรือข้อกังวลที่เราเริ่มเห็นเกี่ยวข้องกับโครงการนี้อาจมีต้นตอมาจาก กระบวนการการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส
.
หากกระดุมเม็ดแรกที่เราติด เป็นการตั้งธงไว้ก่อน ว่ากลุ่มบริษัทไหนจะได้งานรัฐ มากกว่าการตั้งธงว่าเทคโนโลยีแบบไหนที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้เรียน ก็ไม่แปลกที่โครงการอาจจะออกมาผิดฝาผิดตัว หรือไม่เป็นไปตามาตรฐานที่ควรจะเป็น
.
ในที่ประชุมสภาวันนั้น ผมได้นำเสนอข้อมูลว่าโครงการนี้ มีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีข้อพิรุธอย่างไรบ้าง เช่น
- ผู้ชนะสัญญาต่างๆในโครงการนี้ มักวนเวียนอยู่กับกลุ่มบริษัทเดิมแทบทุกสัญญา (ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่ได้งานโครงการ TH-AI Passport ที่เป็นที่ครหา และไปพัวพันกับโครงการพันล้านที่กระทรวง อว. ที่ รมต. ชุดนี้ เพิ่งมีการทบทวน TOR ไป)
- มหาวิทยาลัยที่ชนะสัญญาในเฟส 1 ก็ถูกตั้งคำถามจากบางส่วน ว่าถูกบีบให้เป็นหน้าฉากให้กับกลุ่มบริษัทดังกล่าวที่บงการอยู่เบื้องหลังตั้งแต่ต้นหรือไม่
.
หลังอภิปรายเสร็จวันนั้น ทาง รมต. รับปากกลางสภาว่าท่าน “ยินดี” ทำตามข้อเสนอผมในการไปตรวจสอบโครงการนี้ย้อนหลังเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการทุจริต
.
คำถามคือตอนนี้ ผ่านมาแล้ว 4 เดือน รัฐบาลได้สอบสวนเรื่องนี้หรือยังครับ?
.
.
ลองฟังคำถามและคำตอบเต็มๆได้ในคลิปครับ
ปากกาส้ม retweeted
[ วางแผนสวัสดิการทุกช่วงวัย เตรียมพร้อมลุยงานใหญ่เพื่อประชาชน ]
เมื่อวานนี้ (4 พ.ย. 69) ผมเข้าประชุมในฐานะประธานคณะกรรมการเชิงประเด็นการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อความมั่นคงของประชาชน
ปากกาส้ม retweeted
องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) กำลังจะต่อสัญญาโควตาสลากรอบใหม่ในช่วงกลางเดือน พ.ย. นี้แล้ว ชวนสังคมร่วมกันจับตาว่าจะมีการปรับระบบให้โปร่งใสขึ้น หรือจะเอื้อให้เอกชนกินโควตาและกำไรไปนิ่มๆ แบบเดิม?
.
เพราะที่ผ่านมา อผศ. นำโควตาสลากทั้งหมดไปรวบขายต่อให้เอกชนใน 'ราคาต้นทุน' ทำให้ส่วนต่างกำไรที่ควรถูกนำไปจัดสรรเป็นสวัสดิการแก่พี่น้องทหารผ่านศึกสูญหายไปเกือบ 250 ล้านบาทต่อปี!
ปากกาส้ม retweeted
แผนใหญ่ของพวกเรามีครบทุกอย่าง ตรวจสอบรัฐบาล ตรวจสอบเหล่าองค์กรอิสระ ชำแหละระบอบสีน้ำเงิน ติดอยู่แค่เรื่องเดียวคือ ‘ทุน’
ทุกภารกิจต้องลงมือทำจริง และการลงมือทำจริงต้องมีแรงหนุนจากประชาชน
.
พรรคประชาชนขอเป็นด่านหน้า ไปสู้ ไปลงมือ ✊🏼 แต่เราต้องใช้ทรัพยากร พลังข้อมูล และ ‘ทุนจากประชาชน’ เพื่อดันหลังให้สู้ต่อได้อย่างสมศักดิ์ศรี
.
สนับสนุน ดัน
📌 ช่องทางบริจาค: donation.peoplesparty.or.th
(ตอนนี้มีระบบตัดบัตรแล้ว สามารถเลือกบริจาคครั้งเดียว ตัดอัตโนมัติรายเดือน เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการทำงานอย่างต่อเนื่องได้)
📌 สมัครสมาชิก/บริจาค: peoplesparty.or.th
.
#พรรคประชาชน #ชำแหละระบอบสีน้ำเงิน #ถอนรากระบอบสีน้ำเงิน
ปากกาส้ม retweeted
Consolidated Budget แปลว่างบประมาณรวม คือการจัดการให้เห็นเงินนอกงบประมาณทั้งหมดและเงินงบประมาณปกติ ไม่ไช่ให้เอาเงินทั้งหมดมาเป็นเงินในงบประมาณ
แล้วเงินนอกงบประมาณคืออะไร
1.เงินงบประมาณ ได้จากภาษี+เงินกู้ จากนั้นรัฐจะจัดสรรไปตามหน่วยงานต่างๆ
2.เงินนอกงบประมาณ เงินที่หน่วยงานหาได้เองแล้วไม่ส่งคลังแต่ใช้ในหน่วยงาน เช่น ททบ.5 อากร ค่าปรับ เงินบริจาค ค่าธรรมเนียม ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันตรวจสอบได้ยากหรือบางหน่วยตรวจสอบไม่ได้เลย
การจัดทำงบประมาณรวมเพื่อเปิดให้เห็นสิ่งที่หน่วยงานปกปิดอยู่ เพื่อให้การกระจายงบประมาณทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีการของบประมาณซ้ำซ้อนทั้งที่หน่วยงานเองก็มีรายได้ของตนเองมากพอใช้ ในบางโครงการหรือมีการใช้เงินนอกงบแบบมีข้อสงสัยว่าจะเกิดการทุจริต ไม่ใช่เอามารวมกันอย่างที่ท่านโฆษกคนเก่งเข้าใจนะครับ
แล้วบอกรู้จักพรรคนี้ดี มั่วออกทะเลยังหาทางกลับไม่เจอหลายรอบละนะครับ เหนื่อยก็พักบ้างเห็นแล้วสงสาร แต่ยังไงผมก็เชียร์ให้เป็นโฆษกไปอีกนานแสนนานนะครับ เห็นโฆษกแบบคุณหมอแล้วผมหายเหนื่อยครับ
#งบประมาณรวมไม่ใช่การรวมงบประมาณ🙄
#พรรคประชาชน
ปากกาส้ม retweeted
[ส่งหลักฐานไปเกือบ 2 ปี ตำรวจไซเบอร์พึ่งจะลงตรวจ บริษัทนอมินี รับเงินเวปพนัน]
👉🏻เมื่อช่วงธันวา 67 ผมได้เชิญตำรวจไซเบอร์, แบงก์ชาติ, ปปง. กระทรวง DE และกระทรวงพาณิชย์ มาประชุมเรื่อง การจัดการปราบบริษัทนอมินีรับเงิน เวปไซน์พนัน online
ซึ่ง 1 ประเด็นสำคัญ คือ การที่เวปพนัน online มีการสร้างเครือข่ายไปเปิดบริษัทหลายบริษัทกับกระทรวงพาณิชย์ และเอาบริษัทเหล่านั้นไปเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อมารับโอนเงิน
ซึ่งถ้าไปตรวจดูเส้นเงิน, กรรมการบริษัท, ผู้ถือหุ้น, ที่ตั้งบริษัท รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องจะสามารถสืบหาคนที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายเวปพนันได้
🔸โดยหลักฐานที่ผมเปิดให้ตำรวจดูวันนั้นว่า แต่ละเวป มีบัญชีของบริษัทไหนบ้าง อย่างน้อยๆเวปละ 10 บริษัท
และด้วยเกรงว่า หลังประชุมจบ ก็คงรับปากส่งๆ เดี๋ยวก็ลืม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ช่วงมากรา 2568 ผมจึงมีหนังสือส่งข้อมูลบางส่วนย้ำไปกับทางตำรวจให้ไปดำเนินการต่อกับ บริษัทที่เกี่ยวข้อง
📍เชื่อไหมครับ ผ่านไปเกือบ 2 ปี ตำรวจพึ่งมาอัพเดทมาว่า (ขอบคุณนะครับที่ยังอัพเดท) ไม่กี่เดือนก่อน ทางตำรวจพึ่งได้ไปลงพื้นที่ตรวจบ้านที่ตั้งของบางบริษัทพบว่าเป็นบ้านร้าง ไม่ได้ประกอบธุรกิจตามที่แจ้งในไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและเตรียมจะเรียกกรรมการบริษัทมาชี้แจง
คือ ผมไม่คิดว่าทางตำรวจไซเบอร์จะทอดเวลาในการดำเนินการนานขนาดนี้ เสมือนจนใจปล่อยเวปพนันหาเงินต่อไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ใช้บริษัทนอมินี ใช้บัญชีม้า เป็นตัวฟอกเงินรับเงินเรื่อยๆ
จนผ่านไปเกือบ 2 ปี พึ่งจะลงตรวจ และตรวจในสิ่งที่ไม่ได้สำคัญ เพราะสิ่งสำคัญคือเรื่องของบัญชี และเส้นเงิน ซึ่งไม่รู้ว่า โยกย้ายเงินกันไปไหนต่อไหนแล้วครับ
📍ผ่านมา 2 ปี ยังปราบเวปบริษัทนอมินี รับเงินพนันไม่ได้ ขนาดส่งหลักฐาน รายชื่อบริษัทกว่า 10บริษัท พร้อมเปิดการยึดโยงกับเวปพนันให้เห็นแล้วแท้ๆ
เทียบกับ เรื่องค่าน้ำชา 7ล้าน ขนาดนายกยังไม่ร้อง แต่ตำรวจกลับรีบดำเนินการ แบบ “เอาใจนาย” ทำงานเอาหน้า เกิดหน้าที่ตำรวจไปมาก
สรุป ตำรวจไทย มีไว้แค่ “ประจบนาย” เท่านั้นหรือครับ?
✅ผมขอเสนอว่า คดีทั้งหมดในมือตำรวจ ควรมีการทำระบบ tracking และเปิดเผยสาธารณะ ตรวจดูเปรียบเทียบได้ เคสไหนไว เคสไหนช้า ใครรับผิดชอบคดีไหน เราจะได้รู้ว่า ที่ผ่านมา “ตำรวจเลือกปฎิบัติ” กันไปเท่าไร และ ดองคดีของพี่น้องประชาชนไปอีกเท่าไรแล้วครับ
#เวปพนัน #ตำรวจไซเบอร์
👍
จากการอภิปรายในสภาฯ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 สู่การออกหมายจับและทลายเครือข่าย 'เบน สมิธ', 'ยิม เลียก' และพวกเมื่อวานนี้
ย้อนฟังการอภิปรายของ 'รังสิมันต์ โรม' @RangsimanRome เต็มๆ อีกครั้ง
🧡👍👏
ไม่น่าเชื่อว่าใจกลางศูนย์รวมอำนาจ กรุงเทพมหานครเมืองหลวงของประเทศนี้ ณ เวลานี้ยังมีประชาชนจำนวนมากเข้าถึงอาหารและน้ำสะอาดไม่ได้ นาด เพราะออกจากบ้านไม่ได้
ขนาดว่าเป็นจุดแรกๆที่นายกมาลงพื้นที่หลังกลับจากต่างประเทศ ขนาดว่าหน่วยงานราชการมาเรียงหน้ารายงานตัวครบหมด ขนาดสั่งแล้วนะ การบริหารจัดการยังหนักหนาสาหัสขนาดนี้
ในพื้นที่ต่างจังหวัดไม่อยากคิดเลย ว่าประชาชนจะเดือดร้อนมากแค่ไหน ยิ่งห่างออกไปยิ่งไม่ได้รับความสนใจ ปัญหาก็จะถูกแก้ไขช้าลงไปอีก
วันนี้พรรคประชาชนเราพยายามทำทั้งข้อเสนอระยะยาวและช่วยเหลือเร่งด่วนเฉพาะหน้า เรารวมตัวกันทำครัวกลางเพื่อแจกจ่ายอาหารให้กับประชาชนที่ติดน้ำท่วมหลายจุด พวกเราจะอยู่เคียงข้างประชาชนทุกเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้
วันนี้พี่ไหม เลขาจ้อน ต้นกล้า พี่ตี้ พี่ชาย นำทีมทำอาหาร ไอติม อาจารย์ต้น พี่เพชร โต๋ ฮา ปาม โตโต้ ไอซ์ ลุยแจก ขอบคุณบุคลากรพรรคประชาชนและทีมงาน สส.ทุกคน พรุ่งนี้เจอกันใหม่ ไม่สิ วันนี้ๆๆๆ
ขอให้ทุกคนปลอดภัย เราจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกันค่ะ
#PPLEFLOOD69 #น้ำท่วมกทม
ปากกาส้ม retweeted
“เท้ง“ นำ สส.ปชน. ลุย ข้ามคืน ลงเรือช่วยน้ำท่วมย่านบางกะปิ-ลาดพร้าว-รามคำแหง-กรุงเทพกรีฑา จัดตั้งโรงครัวเฉพาะกิจทำอาหารแจกจ่าย พร้อมกระจาย 9 ทีมเข้าพื้นที่สีแดง ส่งอาหารและเสบียงถึงมือประชาชน
ปากกาส้ม retweeted
[ เตือนภัยเขื่อนพัง-ใกล้แตก อพยพด่วน! ]
.
เมื่อเวลา 06.49 น. วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 อบต.ทุ่งควายกิน อ.แกลง จ.ระยอง โพสต์ข้อความเตือนภัยว่าขณะนี้หูสปิลเวย์อ่างพัง เขื่อนเขาจุกหรืออ่างเก็บน้ำคลองระโอกกำลังจะพัง-แตก ทางหน่วยงานจึงขอให้ทุกคนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น “อพยพด่วน”
.
จากการตรวจสอบแผนที่ ความสูงของภูมิประเทศเหนือระดับน้ำทะเล และเส้นทางน้ำเดิม โดยเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงว่าพี่น้องประชาชนในเส้นทางน้ำ(เรียงตามลำดับผลกระทบจากมาก->น้อย และ ก่อน->หลัง) ได้แก่
.
-คลองเขาจุก (อพยพด่วน)
-คลองระโอก (อพยพด่วน)
-บ้านเนินสุขสำราญ
-คล้องโพล้
-บ้านท่ากระชะ
-แม่น้ำประแสร์
-ปากน้ำประแสร์
.
โดยตำบลที่เกี่ยวข้องเหล่านี้จะได้รับผลกระทบหากเขื่อนแตก(เรียงตามลำดับผลกระทบจากมาก->น้อย และ ก่อน->หลัง) ได้แก่
.
-ตำบลน้ำเป็น อ.เขาชะเมา จ.ระยอง (อพยพด่วน)
-ตำบลบ้านนา อ.แกลง จ.ระยอง
-ตำบลทางเกวียน อ.แกลง จ.ระยอง
-ตำบลเขาดิน อ.แกลง จ.ระยอง
-ตำบลปากน้ำประแส อ.แกลง จ.ระยอง
.
—-
.
นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์ที่อ่างเก็บน้ำประแสร์ ถือเป็นอ่างเก็บน้ำหลักที่สถานการณ์น้ำเข้าขั้นวิกฤต (112% ของความจุ) และต้องเร่งระบายน้ำล้นผ่านสปิลเวย์ลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำ ทำให้ผู้ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่แล้วในเขต อ.แกลง จะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำเพิ่มขึ้น
ปากกาส้ม retweeted
ตลอดสี่วันที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานครและ ปริมณฑลได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างหนักหลายครอบครัวต้องเผชิญความเสียหายและความยากลำบากในการใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังและให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
.
สส. สก. และทีมงานพรรคประชาชนลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทั้งเรื่องอาหาร สิ่งของจำเป็นรวมถึงการช่วยเคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่ประสบภัย โดยเมื่อวานนี้ได้ตั้งโรงครัวบริเวณรามคำแหงเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง และวันนี้เตรียมตั้งโรงครัวอีกแห่งที่ดอนเมือง เพื่อรองรับสถานการณ์และขยายการช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม
.
พรรคประชาชนขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนทุกคนและขออยู่เคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ เพื่อผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน
ปากกาส้ม retweeted
[ ถึงเวลายกเลิกหลักสูตรคอนเน็กชันของรัฐ ที่ใช้เงินภาษีประชาชน ใช้เวลาเจ้าหน้าที่รัฐ เพิ่มความเสี่ยงเรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบ กระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม และตอกย้ำปัญหาระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย? ]
.
ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศคือ “ระบบอุปถัมภ์” ที่จัดสรรโอกาสและทรัพยากรให้กับผู้คนในสังคม บนพื้นฐานว่า “คุณรู้จักใคร หรือนามสกุลอะไร” (know-who) มากกว่า “คุณรู้ หรือมีทักษะอะไร” (know-how)
.
วันนี้ ผมได้ตั้งกระทู้ถามแนวทางของรัฐบาลในการทบทวนหรือยกเลิกหลักสูตรการฝึกอบรมของหน่วยงานรัฐที่เสี่ยงจะเป็นการส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ ซึ่งผมขอเรียกรวมๆว่า “หลักสูตรคอนเน็กชัน” (connection)
.
หลักสูตรแบบไหนที่เข้าข่ายหลักสูตรคอนเน็กชันที่เสี่ยงจะเป็นปัญหา อาจดูได้จากหลายองค์ประกอบ เช่น:
.
1. ผู้ร่วมเรียน มาจากองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบกันและกัน (เช่น ศาล & นักการเมือง) หรือองค์กรที่อาจเอื้อผลประโยชน์ให้กันได้ (เช่น บริษัทผู้รับเหมา & หน่วยงานรัฐเจ้าของโครงการ)
.
2. รูปแบบการเรียน ที่เรียนกันเป็นรุ่นๆ ซึ่งทำให้ผู้เรียนใช้เวลาเรียนและสังสรรค์กันอย่างต่อเนื่อง มากกว่าแค่เวียนมาเจอกันเป็นครั้งๆตามหัวข้อ
.
3. วัฒนธรรมของหลักสูตร ที่ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น-รุ่นพี่-รุ่นน้อง ที่จะต้องสามัคคีกัน
.
แน่นอนว่า หลักสูตรที่หลายคนมองว่าเข้าข่ายหลักสูตรคอนเน็กชัน คงหนีไม่พ้นหลักสูตรตัวย่อต่างๆ (เช่น วปอ. (กองบัญชาการกองทัพไทย) / บยส. (ศาลยุติธรรม) / นธป. (ศาลรัฐธรรมนูญ) / นยปส (ป.ป.ช.) / พตส (กกต.) / ปปร. (สถาบันพระปกเกล้า))
.
ผมเชื่อว่าผู้จัดหลักสูตรเหล่านี้คงยืนยันว่าเป้าหมายหลัก คือการเพิ่มความรู้และทักษะให้กับผู้เรียน
.
แต่ไม่ว่าเจตนาของผู้จัดจะเป็นอย่างไร ต้องยอมรับว่าเจตนาของผู้เรียนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เรื่องการหาองค์ความรู้ แต่เป็นเรื่องการหาคอนเน็กชัน มิเช่นนั้น เราคงไม่ได้ยินข่าวเรื่องการวิ่งเต้นฝากคนหรือการจ่ายเงินเป็นหลักแสนเพื่อหวังได้เรียนหลักสูตรเหล่านี้
.
หากหลักสูตรเหล่านี้จัดโดยเอกชนและเกิดขึ้นตามกลไกตลาด เราอาจไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้นเท่ากับที่เรากำลังดำเนินการ
.
แต่ความจริงคือรัฐเองกำลังลงทุนทรัพยากรมหาศาล ไปกับการมีอยู่ของ หลักสูตรดังกล่าว
.
- ในเชิงงบประมาณ: หลายหลักสูตร ได้รับการอุดหนุนจากภาษีประชาชนเป็นหลักสิบล้านบาทต่อหลักสูตร (รมต. ภราดร นำเสนอว่าในงบ 70 มีการใช้งบรวมกัน 171 ล้านบาท สำหรับ 16 หลักสูตร)
.
- ในเชิงเวลา: หลายหลักสูตร มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าร่วมเรียนด้วย ซึ่งก็เท่ากับว่าประชาชนกำลังจ่ายเงินภาษีเพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้เวลาไปกับการเรียนหลักสูตรดังกล่าว (รมต. ภราดรนำเสนอว่าในงบ 70 มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปเรียนทั้งหมด 1,272 คน สำหรับ 16 หลักสูตร)
.
แม้หน่วยงานและรัฐมนตรีจะยืนยันว่าการลงทุนดังกล่าว สร้างประโยชน์ด้านการเรียนรู้และการทำงานร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ แต่ผมเห็นว่าเรายังไม่เคยได้รับความชัดเจนว่า ผลงานเด่นๆที่งอกมาจากหลักสูตรดังกล่าวมีตัวอย่างอะไรบ้าง หรือ ทางรัฐเองเคยมีการเปรียบเทียบอย่างชัดๆหรือไม่ ว่าผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารที่เรียน vs. ไม่เรียนหลักสูตรดังกล่าว มีความแตกต่างกันอย่างไร
.
ในภาพรวม ผมมองว่าการที่รัฐลงทุนในหลักสูตรคอนเน็กชันเหล่านี้ “ได้” ไม่คุ้ม “เสีย”
.
เพราะการมีอยู่ของหลักสูตรเหล่านี้มี “ข้อเสีย” สำคัญใน 2 เรื่อง
.
1. ความเสี่ยงที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนจะนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่มิชอบ เพื่อช่วยเหลือกันและกัน
.
ลำพังการมีอยู่ของหลักสูตร หรือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้เรียน ไม่ได้เป็นอะไรที่ผิด และไม่ได้หมายความว่าการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ ได้เกิดขึ้นแล้ว
.
แต่ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นทันทีหากเมื่อเวลาผ่านไป ผู้ที่เคยเรียนหลักสูตรร่วมกัน กลายมาตกอยู่ในสภาวะ ที่ต้องตรวจสอบอีกฝ่าย หรือพิพากษาคดีของอีกฝ่าย
.
ข้อบังคับของสมาคมหลักสูตร พตส. (กกต.) ข้อ 5 (3) เองยังเน้นย้ำเรื่องการ “ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” - แต่หากวันหนึ่ง เราต้องตัดสินคดีที่เพื่อนร่วมรุ่นเราถูกกล่าวหาว่าไปทำผิด คงไม่มีใครคาดหวังให้เราจะต้อง “ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น
.
แต่ปัจจุบัน (เท่าที่ผมตรวจสอบ) ทางหน่วยงานที่จัดหลักสูตรเหล่านี้ ยังไม่มีระบบอะไรในการรับมือความเสี่ยงดังกล่าว - หากผู้พิพากษา 1 คนถูกมอบมหายให้รับผิดชอบคดีที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนร่วมหลักสูตร ศาลเองก็ยังไม่มีระบบที่จะเช็ค แจ้งเตือน และขอให้ผู้พิพากษาต้องถอนตัว หากเขาไม่ตัดสินใจถอนตนเอง
.
อย่างไรก็ตาม แทนที่เราหยุดอยู่แค่การเรียกร้องระบบดังกล่าว, คำถามที่ผมเห็นว่าใหญ่กว่า คือแล้วทำไมรัฐ ถึงจะต้องไปสนับสนุนให้เกิดหลักสูตรที่ไปเพิ่มความเสี่ยงเหล่านี้ตั้งแต่ต้น?
.
2. ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
.
ประโยคหนึ่งที่เราคุ้นชินกันคือ “Justice must not only be done, but must also be seen to be done.” (ความยุติธรรม ไม่เพียงแต่ต้องมีอยู่จริง แต่ต้องทำให้คนเห็นและเชื่อว่ามีอยู่จริง)
.
หากผู้พิพากษาคนหนึ่ง ตัดสินคดีในลักษณะที่เป็นคุณกับบริษัทของเพื่อนร่วมรุ่น, แม้ผู้พิพากษาคนนั้น จะตัดสินอย่างเป็นอิสระและเที่ยงธรรมทุกประการ แต่ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่าง 2 คน อาจทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมถูกกระทบไปด้วย
.
หรือหากยกตัวอย่าง มติ กกต. เรื่องคดีโกง สว.
- ความจริง สาระของมติดังกล่าว มีปัญหาในตัวมันเองอยู่แล้ว
- แต่พอสังคมได้รับรู้เพิ่มเติมว่า ทาง ประธาน กกต. (ณรงค์ กลั่นวารินทร์) ที่มาจาก สว. สีน้ำเงิน เคยเรียนหลักสูตร บยส. รุ่น 15 ร่วมกับ อดีต รมต. เพิ่มพูน ชิดชอบ ซึ่งเป็น้องชายของผู้ถูกกล่าวหา 228 ที่ กกต. ยกคำร้องด้วยมติ 5-2, ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความเป็นอิสระ-เที่ยงธรรมของ กกต. ก็อาจลดลงกว่าเดิมไปอีก
.
.
ดังนั้น ผมเลยได้เสนอทางรัฐบาล ให้สนับสนุนการยกเลิกหลักสูตรคอนเน็กชันดังกล่าว เพื่อ
- (1) ประหยัดงบ-ประหยัดเวลาข้าราชการ
- (2) ลดความเสี่ยงเรื่องการใช้ความสัมพันธ์ไปในทางที่มิชอบ
- (3) เพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม
.
ถ้าเป็นหลักสูตรของฝ่ายบริหาร: รัฐบาลสามารถดำเนินการยกเลิกเองได้เลย
.
ถ้าเป็นหลักสูตรของฝ่ายอื่น (เช่น รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ): รัฐบาลอาจยกเลิกโดยตรงไม่ได้ แต่ถ้ารัฐบาลเพียงออกนโยบายว่าต่อไปนี้ หน่วยงานฝ่ายบริหารจะหยุดส่งคนไปเรียนหลักสูตรดังกล่าว ผมเชื่อว่าหลักสูตรเหล่านั้นก็ไปต่อได้ยาก
.
[ หรือหากรัฐบาลจะยืนยันว่าไม่ยกเลิก อย่างน้อยที่สุด รัฐบาลก็ควรสนับสนุนให้มีการทบทวนแนวทางการจัดหลักสูตร เพื่อคงไว้ซึ่งประโยชน์ด้านการเรียนรู้ แต่ตัดความเสี่ยงเรื่องระบบอุปถัมภ์ (เช่น ปรับรูปแบบโดยเปลี่ยนจากการเรียนเป็นรุ่น มาเป็นการจัดกิจกรรมหรือหัวข้อเป็นครั้งๆ / ปรับองค์ประกอบผู้เรียน / จัดทำฐานข้อมูลผู้เรียนเพื่อแจ้งเตือนและส่งเสริมให้เกิดการถอนตัวเมื่อมีกรณีที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน)]
.
หากรัฐบาลไม่ฟังผม อย่างน้อยก็อยากให้รัฐบาลฟังทาง OECD
.
เพราะในเมื่อรัฐบาลตั้งเป้าให้ไทยเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571, ทาง OECD เองก็ระบุไว้ชัดในแนวปฏิบัติ ว่ารัฐมีหน้าที่ ในการ “ระบุ เปิดเผย และบริหารจัดการ” ความสัมพันธ์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ให้กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่
.
ดังนั้น การยกเลิกหรือทบทวนหลักสูตรคอนเน็กชัน จะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลพร้อมเอาจริงกับประเด็นดังกล่าว
ที่สุด💪🧡
🧡 [ ปลุกชาวนนท์ 20 ก.ย. นี้ ออกมาใช้สิทธิ เลือก ‘เดชรัต’ เบอร์ 4 นำ “4 ส.” สร้างนิวนนท์ ]
.
ช่วงเย็นที่ผ่านมา (30 ส.ค.) หัวหน้าเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง พร้อมด้วย สส.นนทบุรี พรรคประชาชนทั้ง 8 เขต ผนึกกำลังลุยหาเสียงที่ห้างเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ และตลาดนกฮูก เพื่อขอคะแนนเสียงสนับสนุน ‘เดชรัต สุขกำเนิด’ ผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี เบอร์ 4
.
เป้าหมายของเราไม่ใช่การเข้ามาผูกขาดทางการเมือง แต่คือการนำความไว้วางใจที่ประชาชนเคยให้ในระดับประเทศ มาต่อยอดพัฒนาท้องถิ่นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนนทบุรี
.
📌 [ นโยบาย “4 ส.” เปลี่ยนนนทบุรีให้ดีกว่าเดิม ]
.
‘เดชรัต’ พร้อมนำประสบการณ์การทำงานด้านนโยบายกว่า 30 ปี มาผลักดัน “4 ส.” ให้เกิดขึ้นจริงที่นนทบุรี ได้แก่
.
> ศึกษา: คงงบสนับสนุน 1,600 ล้านบาท เดินหน้าต่อไม่มีลด เตรียมสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตในโรงเรียนให้เสร็จภายใน 30 วันแรก ผุดโปรเจกต์ “นนทบุรี Learning Space” และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน
.
> สุขภาพ: รักษา “ใกล้บ้าน ใกล้ใจ” เชื่อมโยงข้อมูลรักษาระหว่างหน่วยบริการทุกระดับโดยไม่ต้องสร้างโรงพยาบาลใหม่ พร้อมพัฒนารถสาธารณะรับ-ส่งไปสถานพยาบาล
.
> สิ่งแวดล้อม: ลุยแก้ปัญหาบ่อขยะไทรน้อยภายใน 100 วันแรก พร้อมใช้ระบบพยากรณ์ประสานกรมชลประทาน เพื่อบริหารจัดการน้ำและป้องกันน้ำเค็มรุกทำลายสวนทุเรียนนนท์
.
> เศรษฐกิจ: ปลุกชีวิตท่าน้ำนนท์และเกาะเกร็ดให้เป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เที่ยวได้ทุกวัน พร้อมเชื่อมโยงผลผลิตเกษตรกรเข้าสู่ระบบอาหารกลางวันของโรงเรียน
.
👉 [ เลือก 1 ได้ถึง 4 กับ “นนทบุรี 4 เด้ง” ]
.
‘พิธา’ ย้ำชัดว่า การเลือกเดชรัต คือความคุ้มค่าแบบ “4 เด้ง” ที่ชาวนนทบุรีจะได้รับ คือ
.
> เด้งที่ 1: ได้ตัวจริงด้านนโยบายมาบริหารจังหวัด
> เด้งที่ 2: ทำงานไร้รอยต่อกับ สส.พรรคประชาชนทั้ง 8 เขต
> เด้งที่ 3: ได้คลังสมองและบุคลากรหัวกะทิของพรรคมาช่วยสนับสนุน
> เด้งที่ 4: เลือก 1 ได้ทั้งพรรค ได้ทีมงานพรรคประชาชนมาช่วยขับเคลื่อนนนทบุรีไปด้วยกัน
.
🎯 [ ชี้ชะตานนทบุรี อยู่ที่พลังของทุกคน ]
.
ด้าน ‘ณัฐพงษ์’ ย้ำว่า นนทบุรีจะเป็น “ของทุกคน” ได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมบริหารงบประมาณ โดยเดชรัตเตรียมจัดตั้งโครงการ “นายกสัญจร” ลงพื้นที่รับฟังปัญหาชุมชนทุกเดือน
.
การเลือกตั้งระดับประเทศเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ชาวนนทบุรีออกมาใช้สิทธิถึง 70% แต่การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งก่อนกลับมีผู้มาใช้สิทธิเพียง 40% หากครั้งนี้เราต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องช่วยกันดึงสัดส่วนผู้มาใช้สิทธิให้ทะลุ 50-60% ให้ได้
.
“จงออกไปใช้สิทธิกันอย่างถล่มทลาย ใครที่ตั้งใจไปเลือกตั้งอยู่แล้ว ขอให้ช่วยชักชวนคนรอบตัวอีกคนละ 4 คน ให้ออกมาใช้สิทธิ และขอคะแนนให้เดชรัต หมายเลข 4 ได้เป็นนายก อบจ.นนทบุรีคนต่อไป” พิธา กล่าวทิ้งท้าย
.
20 กันยายนนี้ เข้าคูหา กาเบอร์ 4 เลือก ‘เดชรัต สุขกำเนิด’ เป็นนายก อบจ.นนทบุรี 🧡
#พรรคประชาชน #อบจนนทบุรี #เดชรัต #เบอร์4
ปากกาส้ม retweeted
ขอแสดงความยินดีกับทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยครับ 🇹🇭🏐
.
ชัยชนะครั้งนี้มีความหมายมาก เพราะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์พาทีมชาติไทยสู่โอลิมปิก 2028
.
ขอบคุณนักกีฬา โค้ช และทีมงานทุกคนที่ทุ่มเทมาตลอดครับ
.
ขอบคุณที่ทำให้คนไทยได้ลุ้น ได้เชียร์ ได้มีความสุข และได้ภูมิใจไปด้วยกันครับ
.
ทีมชาติไทยของเราเก่งมากครับ 🇹🇭❤️
ปากกาส้ม retweeted
คนเชียงใหม่แกไม่รอดแน่ 🫵🏻
- งบประมาณที่เกี่ยวกับไฟป่าและฝุ่น pm2.5 จากทุกกระทรวงทุกโครงการรวมๆแล้วประมาณ 600ล้าน
- ถ้าอยากรู้ว่า 600ล้าน เยอะหรือน้อย รัฐบาลเห็นความสำคัญของปัญหาฝุ่นหรือไม่ ให้ลองเทียบกับ งบ TH-Ai Passport 1600ล้าน และ งบโมโตจีพี 4000ล้าน
- อบจ.เชียงใหม่ ตั้งโครงการตั้งงบที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา บรรเทา จัดการไฟป่า/pm2.5ไว้ 0 บาท ถ้วน
- งบ อบจ.เชียงใหม่ อื่นๆ ที่น่าจะเข้าเค้า เกี่ยวกับหัวข้อไฟป่าและ pm 2.5 มากที่สุด ในปีนี้ คือ
ซื้อ โดรน 1 ตัว 497,000 บาท
ซื้อ กล้องอินฟราเรด 1 ตัว 395,000 บาท
ซื้อ เครื่องหามน้ำดับเพลิง 1 486,000
ซื้อแค่อย่างละเครื่องเท่านั้น และ ทุกโครงการ ต่ำกว่า 500,000 ซึ่งจะเป็นซื้อจ้างแบบเฉพาะเจาะจง คือเลือกจิ้มผู้รับเหมาที่ชอบได้เลย รวมแล้วก็ 1.5ล้านบาทเท่าน้านน
- เทียบกับงานอีเว้นดอกไม้ อบจ.เชียงใหม่ ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพราะ ตั้งโครงการทำทุกปีละ 100ล้าน เฉพาะค่าเปิดปิดงาน 1.5ล้าน เท่าอุปกรณ์ปีนี่พอดี
- เทศบาลนครเชียงใหม่ งบแก้ไฟป่า/pm2.5 170,000
#hackงบ70 พาทัวร์งบเชียงใหม่






























