teakay slow retweeted
คนไทยในตปท “บางคน” นี่กีดกันการให้สวัสดิการแรงงานต่างชาติมากกกกก แต่ตัวเองอยู่ตปทจนได้สัญชาติ บางคนย้ายไปแล้วมีลูก ลูกก็ได้เรียนฟรี
แต่กลัวเหลือเกินนน กลัวมากกับการที่แรงงานต่างชาติในไทยจะได้สวัสดิการ กลัวมากว่าเขาจะได้สัญชาติ แต่ตัวเองย้ายไปก็เอาสัญชาติประเทศอื่น ย้อนแย้งเนอะ?
teakay slow retweeted
คนหยุดปั่นอะไรแบบนี้เถอะ ทั้งคนโพสท์ คนแชร์ต่อ พอกันอ่ะ ไม่รู้แล้วก็พูดไป สร้างความเกลียดชังให้แรงงานในไทยทำไมก็ไม่รู้
ถ้าอยากบี้คนที่เข้ามาผิดกฎหมาย แล้วไม่เสียภาษี ไม่มีเลขประจำตัวถูกต้อง นู่น พวกนายพลยศใหญ่อ่ะที่แอบลักลอบพาเข้ามา ก็เหมือนเรื่องเรื่องทิชาอ่ะ
เช้าวันนี้ ศาล #ฮ่องกง สั่งจำคุก โจชัว หว่อง อีก 10 ปี ตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ก่อนหน้านี้เขาติดคุกมา 6 ปีแล้วในคดีอื่น ทำให้คาดว่าเขาอาจได้รับการปล่อยตัวช่วงปลายปี 2036
เป็นคดีที่เขารับสารภาพในข้อหาสมคบคิดสนับสนุนอิทธิพลต่างชาติ เพื่อหวังว่าจะได้รับความปรานีจากศาล แต่รบ.ปักกิ่งคงยังมองว่าเขามีอิทธิพลมากเกินไป และลงโทษอย่างรุนแรง มันไม่มีหรอก ความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
ช่วงหลัง ๆ นักเคลื่อนไหวหลายคนที่โดนคดีการเมืองแบบเขา ยกเว้นโจว ฮังตง แกนนำกลุ่มจุดเทียนรำลึกเหตุการณ์เทียนอันเหมิน เลือกที่จะรับสารภาพเพื่อแลกกับการลดโทษลงหนึ่งในสาม เป็น “กลยุทธ์เพื่อลดผลกระทบ” (harm reduction strategy)
เป็นคดีที่เขาถูกฟ้องร่วมกับ เนธัน หลอ (Nathan Law) ซึ่งหลบหนีไปอยู่ประเทศอังกฤษแล้ว ฐานที่สมคบคิดในการล็อบบี้รัฐบาลต่างชาติ และการเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้มีการคว่ำบาตรและดำเนินมาตรการที่เป็นปรปักษ์กับรัฐบาลฮ่องกง ซึ่งมันเป็นมาตรการทั่วไปที่ประชาชนในประเทศอื่นทำได้ แต่ไม่ใช่ในจีน
มีรายงานว่า ขณะยืนอยู่หลังคอกจำเลย โจชัวสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม และก้มหน้าจดบันทึกระหว่างที่ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสิน และมีสีหน้าสลดลงเมื่อมีการอ่านบทลงโทษ ก่อนที่ตำรวจจะคุมตัวเขาออกไป เขาได้หันไปมองกลุ่มประชาชนและสื่อมวลชนที่อยู่ในห้องพิจารณาคดี พร้อมกับยิ้ม และกล่าวเป็นภาษาจีนกวางตุ้งว่า “ขอบคุณทุกคนครับ”
คดีใหม่ที่เขาถูกฟ้องในปี 2025 มีโทษสูงสุดคือ จำคุกตลอดชีวิต ไม่แปลกใจที่ทำไมเขาเลือกที่จะให้การรับสารภาพ
ต้องไม่ลืมว่า โจชัว หว่อง เริ่มงานเคลื่อนไหวในปี 2012 ตอนอายุ 14 ปีเท่านั้นเอง ซึ่งก็เหมือนกลุ่มนักเรียนในฝรั่งเศส เนปาล อินเดีย ฯลฯ ที่เป็นแกนนำประท้วงช่วงที่ผ่านมา กลุ่มนักเรียนของเขา “Scholarism” (สกอลาริซึม) เริ่มจากการคัดค้านแผนงานของรัฐบาลที่จะสอนวิชา “จริยธรรมและหลักสูตรการศึกษาเพื่อปลูกฝังความเป็นชาติ” ให้เป็นวิชาบังคับ เพราะมองว่าเป็นการ “ล้างสมอง” ทำให้มีผู้ประท้วงหลายหมื่นคนจนรัฐบาลยอมถอย
แต่การที่รัฐบาลปักกิ่งออกกม.ความมั่นคงแห่งชาติมาบังคับใช้ เป็นการตอกตะปูปิดฝาโลง ขอให้กำลังใจโจชัว หว่อง และครอบครัวครับ
nytimes.com/2026/11/04/world…
teakay slow retweeted
เข้าโรงบาลญี่ปุ่นสามวัน พยาบาลไฮไลต์ผม หมอพยาบาลใส่รองเท้าวิ่ง/สนีคเกอร์กันเป็นธรรมดา ใต้กาวน์ใส่ฮู้ดดี้ ติดเข็มกลัด/พยบสติ๊กเกอร์ พวงกุญแจบนกระเป๋าอุปกรณ์ พรี่พ่อหนุ่มพยบ.ชายเซ็ตผม
teakay slow retweeted
“You have placed me on a pedestal so impossibly high, and not to honor me- not to honor me- but to spare yourself the effort of the climb.” #visionquest
teakay slow retweeted
เรื่องมูลนิธิบริจาคที่ค่อยๆถูกแฉออกมาเรื่อยๆช่วงนี้แล้วย้อนกลับไปตอนที่คนไทยเฮโลเอาเงินไปบริจาคให้พวกนี้เป็น100ล้าน ตอนหนุนทำสงครามกับกัมพูชา แล้วมีแต่สมน้ำหน้า แต่ถามว่าคนไทยจะได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้ไหมก็คงไม่ แค่รอเจ้าลัทธิคนใหม่มาแล้วกราบไหว้โยนให้มันหลอกเอาเงินบริจาควนไป555
teakay slow retweeted
━━━━━━━━━━━━━
米津玄師
「Lemon」10億回再生に寄せて
━━━━━━━━━━━━━
youtu.be/SX_ViT4Ra7k
#米津玄師 #Lemon #アンナチュラル
#Lemon10億
teakay slow retweeted
จริง ความเสียหายมันคนละสเกลเลย ☠️
ตอนนี้ข่าวทุนจีน มลพิษ คอรัปชั่น ถูกกลบไปหมดหละ
ประเทศไทยเหมือนมีขบวนการกลุ่มนึงที่พยายามแย่งชิงพื้นที่ข่าว ลองดูนะมันเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันทั้งนั้น จะมีดาราหน้าประจำอยู่กลุ่มก้อนหนึ่ง นักร้องบ้าง อินฟลูบ้าง ทนายบ้าง สลับหน้ากันเล่น สร้างเรื่องทะเลาะกันบ้าง ทำตัวให้เป็นประเด็นมีอิเวนต์นู่นนี่นั่น ปล่อยข่าวแฉนั่นนี่บ้าง เพื่อกำหนด Agenda แย่งชิงพื้นที่สื่อ เพื่อกลบกระแสที่กำลังเป็นประเด็นร้อน
อย่างเรื่องของบุ๋มเนี่ย มีมูลมีประเด็นมาตั้งแต่ประมาณปีที่แล้ว แต่จังหวะปล่อยหรือขับเคลื่อนประเด็นดันมาเป็นจังหวะนี้ที่รัฐบาลกำลังเจอเรื่องร้อนพอดี เช่น เรื่อง สส.ไอเดียร์ จากที่โดนขุดความเชื่อมโยงต่างๆ หรือแต่เรื่องขยะพิษที่ปราจีน และเรื่องที่กำลังจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เรื่องใหญ่ๆทั้งนั้น
มันดูบังเอิญเกินไปไหม? เพจบางเพจก็ดูเล่นใหญ่เกินจริง ถามว่าประเด็นนี้ใหญ่ไหม? เอาจริง คือเป็นประเด็นที่ขายได้เพราะเป็นเรื่องคนดัง แต่ในแง่มุมที่เป็นความเสียหายสาธารณะนั้น เทียบไม่ได้กับประเด็นหลักที่รัฐบาลกำลังโดนสังคมตรวจสอบหรือวิจารณ์
ลองนึกความเสียหายต่อสังคมของสเกลเคสบุ๋ม ถ้าผิดจริงเรื่องราวทั้งหมดก็แค่คนดังโอนเงินมูลนิธิไปใช้ส่วนตัว แล้วยังไง? ก็รับผิดกันไปเป็นคดีอาญา จะโดนฉ้อโกงหรือใช้เงินผิดวัตถุประสงค์มูลนิธิอะไรก็ว่าว่ากันไป ในเม็ดเงินที่ถูกกล่าวหากันนั้นก็อยู่ในหลักไม่กี่สิบล้านเท่านั้น
แต่ประเด็นที่โคตรใหญ่อย่างขยะพิษซึ่งกระทบคนทั้งจังหวัดหรือหลายส่วนทั้งประเทศ ประเด็นอย่าง scammer หรือพนันออนไลน์ ในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น อันนี้สเกลของความรับผิดและกระทบสาธารณะมันมหาศาล เกี่ยวข้องกับผู้คนนับ 10,000 นับ 100,000 หรือนับ 1,000,000 เกี่ยวข้องกับเม็ดเงินนับ 1,000,000,000 10,000,000,000 หรือ 100,000,000,000 มันคนละสเกลกันเลย
สื่อมวลชนไทยควรเป็นหลักให้ดี หน้าที่ไม่ใช่แค่การขายข่าวหรือพาคนเฮโลสาระพาไปตามกระแส แต่ต้องยืนให้ได้ด้วยว่าประเด็นที่เป็นหลักแล้วก็กระทบสาธารณะในสเกลที่ใหญ่กว่าคือประเด็นอะไรกันแน่ ไม่ได้บอกว่าไม่ให้เสนอข่าวแบบนี้เลยนะ แต่พื้นที่ การโฟกัสหรือ การให้แสงในประเด็นที่สำคัญกว่าต้องอย่าให้หลุด และอย่าไปหลงใหลตามอินฟลู ที่ขยันสร้างประเด็นให้มันมากนัก โดนเค้าหลอกยืมมือยืมปาก ลากไปเล่นไปประเด็นขี้หมากี่รอบละ







































