ลุงน. มนุษย์เงินเดือนวัย๓๘ (@Norasath) header
ลุงน. มนุษย์เงินเดือนวัย๓๘ (@Norasath) profile picture

Digital & Ecommercer | Career & Job Counseling 💻 มีปัญหาเรื่องงาน ลองทักมาคุยกันได้

Bangkok , Thailand
Joined September 2009
Photo by ลุงน. มนุษย์เงินเดือนวัย๓๘ (@Norasath)Photo by ลุงน. มนุษย์เงินเดือนวัย๓๘ (@Norasath)Photo by ลุงน. มนุษย์เงินเดือนวัย๓๘ (@Norasath)Photo by ลุงน. มนุษย์เงินเดือนวัย๓๘ (@Norasath)Photo by ลุงน. มนุษย์เงินเดือนวัย๓๘ (@Norasath)Photo by ลุงน. มนุษย์เงินเดือนวัย๓๘ (@Norasath)Photo by ลุงน. มนุษย์เงินเดือนวัย๓๘ (@Norasath)Photo by ลุงน. มนุษย์เงินเดือนวัย๓๘ (@Norasath)Photo by ลุงน. มนุษย์เงินเดือนวัย๓๘ (@Norasath)Photo by ลุงน. มนุษย์เงินเดือนวัย๓๘ (@Norasath)
วันนี้ทดลอง แพกเกจ ให้คำปรึกษาเรื่องงาน (ตามปกติ) แต่ + ดูดวงใช้โหราศาสตร์ไทย (เฉพาะเรื่องงาน) ช่วยดูเสริม และกำหนดทิศทาง ใช้เวลา ชั่วโมงครึ่ง เหนื่อยเอาเรื่องนะ 555 รอลูกค้าครบ 200 คน จะ เพิ่มแพ็กเกจนี้ละ ใครสนใจปรึกษาเรื่องงานทักมาได้ครับ ตามนี้ fastwork.co/byob/ztGWZaDfda?…
3
8
15
4,733
จำได้ว่า 10 ปีก่อน ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก แลกเงินเยน นี่ 100 เยน ประมาณ 30-31 บาท จะซื้ออะไร คำนวณคิดเยอะมาก รู้สึกของแพงมาก 10 ปีผ่านไป ตอนนี้มาเที่ยวญี่ปุ่น ไม่ได้รู้สึกว่าของแพงขนาดนั้น เลยมานั่งคิดว่ามีอะไรทำให้รู้สึกแบบนี้ 1) ค่าเงินเยน ปัจจุบัน 100 เยน 21 บาท 2) เรามีรายได้มากขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อนเงินเดือนไม่กี่หมื่น ต้องประหยัดมาก 3) ราคาอาหาร ข้าวของที่ไทยก็ปรับราคาสูงขึ้น ทุกวันนี้อาหารมื้อละ 100+ ดูจะกลายเป็นเรื่องปกติในกรุงเทพ พอมาญี่ปุ่นตอนนี้ มื้อละ 1000 เยน หรือ 210 บาท มันก็พอรับได้ ใดๆ คือ 3 ข้อนี้แหละ ที่ทำให้รู้สึกว่า มันไม่ได้แพงเหมือนก่อน แต่ข้อสำคัญๆ ผมว่าการมีรายได้มากขึ้น ทำให้เรากล้าจับจ่ายใช้สอย มากขึ้น แม้จะประหยัด แต่จุดที่เรารับได้ ตัวเลือกต่างๆ มันมีมากขึ้นแหละ กลับไปทำงาน หาเลี้ยงชีพกันต่อไป...
3
5
1,783
จบทริปญป ฟุกุโอกะ ลาพักร้อนสัปดาห์นึงมาเที่ยวไม่แบกคอม ไม่เปิดเมล ไม่คิดเรื่องงาน 7 วัน เรียกว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ตั้งแต่ทำงานมาที่กล้า ลาหยุดมาเที่ยวโดยไม่สนเรื่องงานใดๆ ทิ้งไว้ข้างหลังหมด.. รอดูว่าเปิดเมลวันจันทร์ จะเจออะไรบ้าง 🤣🤣
2
3
239
ลุงน. มนุษย์เงินเดือนวัย๓๘ retweeted
เห็นด้วยกับมุมนี้เลย ขึ้นอยู่กับว่าโตมุมไหนจริงๆ ถ้าเป้าหมายคือขึ้นสาย people manager โดยตรง แนวทางทั่วไปยังเป็นการได้โปรโมทภายในที่เดิมก่อน เพราะบริษัทส่วนใหญ่ไม่ค่อยรับคนที่ไม่มีประสบการณ์คุมทีมมาเป็น manager มือใหม่ การจะได้รับความไว้วางใจให้โปรโมทขึ้นได้ ก็มักต้องอยู่ทำงานมาสักพักและแสดงผลงานให้เห็นก่อน แต่ถ้าไม่ได้ย้ายข้ามสายจาก IC ไปเป็น manager การย้ายงานแล้วได้ title สูงขึ้นก็เจอได้บ่อยพอสมควร เพราะ responsibilities ของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน และผลงานที่ทำมาในช่วงที่ผ่านมาจากที่เก่าก็สามารถเอามาใช้ต่อรองตำแหน่งได้อีก อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ การย้ายงานไปที่ใหม่โดยปกติมักได้เงินเดือนสูงกว่าพนักงานเดิมที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกันด้วย (จากข้อมูลที่ผมลองดึงมาดูในโพสก่อนหน้า ลิ้งค์อยู่ใน reply ข้างล่างเลย 👇👇) ดังนั้นการย้ายงานก็อาจเป็นตัวเลือกที่ไม่ได้แย่เสมอไป แม้เป้าหมายหลักจะเป็นการเติบโตในหน้าที่การงานก็ตาม แค่ต้องดูให้ชัดว่ากำลังโตในมุมไหน และบริษัทเดิมมี path ให้หรือไม่ ถ้าไม่มี path ชัดเจน การย้ายไปที่ที่เปิดโอกาสนั้นอาจจะเป็นตัวเลือกไม่แย่
ขึ้นอยู่กับว่า โตมุมไหน มีโอกาสน้อยมากที่บ.จะรับคนที่ไม่มีปสกคุมทีม หรือเป็น people manager มือใหม่เข้ามาให้คุมทีม งั้นแปลว่า ต้องได้โปรโมทเป็น mamager / team lead ที่ได้คุมทีมมาก่อน มันก็สะท้อนว่าหากอยากโตแบบนี้ ก็ควรต้องอยู่บ.เดิมจนโต แล้วค่อยออก ส่วนแบบที่ไม่อยากคุมทีม การย้ายงานมันก็ชัดเจนว่าเงินเดือนขึ้นตลอด เน้นแค่ ปสก สกิล ทักษะ ผลงานที่เราเคยทำมาเอามาเป็นใบเบิกทางหางานใหม่ไปเรื่อยๆ โดยสรุปหากอยากโตเป็น people manager ให้หาทางได้มีโอกาสโปรโมทในบ.เดิม หากไม่มีก็ย้ายไปโตที่อื่น ส่วนหากไม่อยากคุมทีม ก็ย้ายเลย
2
7
8
687
เทคนิคการตอบคำถามจุดแข็งจุดอ่อนผมใช้เทคนิคว่า เหรียญมีสองด้านเสมอ คือในจุดแข็งมีอ่อน ในอ่อนมีแข็ง ในดีมีเสีย ในเสียมีดี เช่นเราบอกว่า จุดแข็งเราคือ ทำงานได้ไว เสร็จเร็ว คิดเร็วทำเร็ว จุดอ่อนของเราจะเป็นเรื่องความแม่นยำ เพราะมันต้องแลกมาอยู่แล้ว ทำงานเร็วมากย่อมมีข้อผิดพลาดบ้าง หรือจุดแข็งเราเป็นคนละเอียดรอบคอบ จุดอ่อนเราจะเป็น การใช้เวลาในการตัดสินใจนาน ต้องรอข้อมูลให้มากพอตัดสินใจ ทั้งนี้ การจะตอบคำถามนี้ ให้พยายามเชื่อมโยงกับตำแหน่งงาน อย่าตอบจุดอ่อนที่มันขัดกับงานที่สมัคร เช่น งานต้องการความละเอียด แต่เราดันบอกจุดอ่อนเรา ขี้ลืม สะเพร่า ชอบลืมรายละเอียด มองข้ามเรื่องเล็กๆ เออ่.. แบบนี้ก็ติดลบทันที ใดๆคือ จุดแข็งควรส่งเสริมกันกับงานที่สมัคร จุดอ่อนต้องไม่ขัด และที่สำคัญ อย่าใช้คำที่ negative จนดูเหมือนเราด้อยค่าตัวเอง
รีวิวสัมภาษณ์งานวันนี้ 0/10 ไม่ได้งานแน่นอน เขาถามว่าคิดว่าจุดแข็ง-จุดอ่อนตุวเองคืออะไร งั้นเอาจุดแข็งก่อนแล้วกัน เราคิดไม่ออกง่ะ ไม่เคยนึกถึงจุดแข็งตัวเองมาก่อน จั้นเลยถามกลับว่า ขอจุดอ่อนก่อนได้ไหมคะ
1,005
3
1,872
48,726
ฮาวทูสร้างพลังบวกให้ตัวเองในการทำงานฮะ สิ่งแวดล้อมมันมีผลจริงๆ
พอเอาตัวเองไปอยู่ในวงโคจรคนทำงานเก่ง คนหาเงินเก่ง มันเป็นแรงผลักดันให้เราอยากเก่งเหมือนเขาจริงๆนะ แบบไม่ได้อิจฉาแต่อยากทำให้ได้ 💪🏻💪🏻
1
3
3
451
อาชีพแรกคือ Web Master คือคนที่คอย update เว็บไซต์ ดูแลระบบ ทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน เหมือน content creator หน้าบ้าน + operation admin หลังบ้าน ประสานงานกับ Dev พัฒนาระบบ ยุคนี้ อาจจะไม่มีตำแหน่งนี้ในบริษัทแล้วมั้ง.. ยุคสมัยที่เว็บไม่ได้สร้างได้ง่ายๆจาก ai หรือใช้ระบบ CMS
ทุกคนนน อาชีพแรกที่ทำคืออะไรกันหรออ แล้วทำไมตอนนี้ถึงไม่ทำแล้วว
2
395
ขึ้นอยู่กับว่า โตมุมไหน มีโอกาสน้อยมากที่บ.จะรับคนที่ไม่มีปสกคุมทีม หรือเป็น people manager มือใหม่เข้ามาให้คุมทีม งั้นแปลว่า ต้องได้โปรโมทเป็น mamager / team lead ที่ได้คุมทีมมาก่อน มันก็สะท้อนว่าหากอยากโตแบบนี้ ก็ควรต้องอยู่บ.เดิมจนโต แล้วค่อยออก ส่วนแบบที่ไม่อยากคุมทีม การย้ายงานมันก็ชัดเจนว่าเงินเดือนขึ้นตลอด เน้นแค่ ปสก สกิล ทักษะ ผลงานที่เราเคยทำมาเอามาเป็นใบเบิกทางหางานใหม่ไปเรื่อยๆ โดยสรุปหากอยากโตเป็น people manager ให้หาทางได้มีโอกาสโปรโมทในบ.เดิม หากไม่มีก็ย้ายไปโตที่อื่น ส่วนหากไม่อยากคุมทีม ก็ย้ายเลย
เมื่อพูดถึงการเติบโตในหน้าที่การงาน หลายคนที่ทำงานเดิมถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็จะรู้สึกว่า ควรโยกย้ายเพื่อโอกาสใหม่ๆ เพราะเชื่อว่า วิธีนี้ช่วยให้เราก้าวหน้าได้มากที่สุด ทว่า งานศึกษาจำนวนหนึ่งกลับมองว่า การอยู่ที่เดิมต่ออาจให้โอกาสได้มากกว่า เพราะอะไรกัน? อ่านบทความได้ที่: thematter.co/lifestyle/stay-…
97
1
105
6,949
ปสก คนใกล้ตัวโดน layoff แบบเงียบๆ ทั้งผม manager 2 คน peer เดียวกันอีก 3 และน้องในทีมที่ผมต้อง lay 1 คน ส่วนอีกคนพึ่งรับมาก็ให้ไม่ผ่านโปรซะ.. ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลา 1 ปี ผมก็นั่งคิดนะ เวลาพวก management จัด Townhall ในทุก Q โชว์ performace บ.ด้านต่างๆ EBITDA ดี ยอดขายโต แต่ทำไมคนมันหายไปทีละนิดๆ เรื่อยๆ ทุกเดือน แต่ละประเทศก็ Reorg ปรับกันทุกเดือน มุมนึลที่คิดได้คือคิดแบบ reverse กลับด้าน บ.ต้องการ กำไร = ยอดขาย - ต้นทุน ช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ยอดขายโตไม่มากอยู่แล้ว แต่จะให้ได้กำไรตามที่ตั้ง มันก็มีแค่การลดต้นทุน.. และต้นทุนที่มันหนักสุด ก็คือคน นี่เลยแอบสังเกต ก่อนปิด Q เหมือนถ้าดูแล้วกำไรไม่ได้ตามเป้า มันก็จะมีการจิ้ม ลดคนแหละ หวยจะออกคนไหน ก็คนที่เงินเดือนสูงๆ แล้วก็ไม่ได้สร้างยอดให้บ.มากเท่าที่เขาคาดหวัง ก็ค่อยๆ หายไป บางประเทศที่เห็น GM ยังโดนเพราะ Head Sales & Marketing สามารถทำแทนได้ ก็โดนดีดไป นี่เรียกว่า Lean ไปเรื่อยๆ คนทำงานยังมี ตำแหน่งไหน ไม่มีแต่ องค์กร ยังพออยู่ได้เขาก็ยอมตัดไปได้.. โลกทุนนิยมก็แบบนี้ เราไม่รู้เลย วันไหนจะเป็นเรา..
7
361
18
295
61,828
ผ่านไป 3 วันกับการลาไปเที่ยวญี่ปุ่น ไม่แบกคอม ไม่เปิดเมล ไม่มีใครตาม เหลืออีก 2 วันรอดู.. กลับไปจะโดนอะไรมั๊ย 🤣🤣🤣
2
321
สัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีก่อน เริ่มหนักตั้งแต่ต้นปียันตอนนี้ ไม่รู้จะไปจบตรงไหน ตลาดงานที่เคยมี cycle ตอนนี้คาดเดาอะไรไม่ได้เลย บริษัทใหญ่ๆ ก็ รัดเข็มขัด.. ไม่อยากแนะนำให้กอดงาน อะไรทั้งนั้น ทึกวันนี้ต้อง survival mode ตัวเบาให้มากที่สุด งานก็ทำเต็มที่สร้างvalue หนี้ก็พยายามปลด
เศรษฐกิจโลกตอนนี้ มีผลกับเศรษฐกิจในประเทศมากๆ จากใจคนทำงานด้านนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ยอดขายหายไปมากกว่า50% และมีเพื่อนๆ หลายคนบอกอยากลาออกจากงานเดิม อยากมาทำงานกับนี่ ถามกันว่ามีงานไหม ตอบเลยมีงานเยอะมาก แต่พนง. ลาออกไป1 ตั้งแต่สงกรานต์ จนจะสิ้นปี บอสไม่เพิ่มคนแต่กระจายงาน(1)
3
548
ไม่เคยมีฮะ บ.ข้ามชาติฝั่งตะวันตก วัฒนธรรม ลาคือลา ไม่มีทักไปเว้นแต่เรื่องโคตรด่วนแบบคอขาด แต่!!บ.ข้ามชาติตะวันออก ญป จ กล นี่ไม่เหมือนกันนะ ถึงจะลา แต่บางทีก็ตามงานแบบจะเอาอ่ะ 😅 เลยถูกจริตกับตะวันตกมากกว่า
ใครที่ทำงานที่ต่างประเทศหรือบริษัทข้ามชาติ ผมอยากรู้ว่าเวลาคุณลาพักร้อนยาวๆ เคยมีปัญหาในการลาเหมือนบริษัทไทยส่วนใหญ่ไหม ที่ลาทีนึงยากมากทั้งที่มันเป็นสิทธิของเราตามเงื่อนไขของบริษัทและกฎหมายด้วยซ้ำ 😌
224
เริ่มจากตัวเอง - ทำงานในขอบเขตของเราให้ดี อย่าให้มีข้อผิดพลาด จนคนอื่นเอาไปใช้โจมตีเรา นี่คือ ปิดจุดอ่อน - เป็นมิตรกับเพื่อนร่วมงาน แม้จะไม่ชอบใครเป็นการส่วนตัว แต่ในการทำงานต้อง professional พอที่จะทำงานร่วมกับใครก็ได้ เพื่อให้งานออกมาสำเร็จ - ฝึกการนำเสนอ storytelling เพื่อบอกให้คนอื่นรู้ว่าเราทำอะไร มีผลงานอะไร และมีคุณค่าอย่างไร - สุดท้ายใครเข้ามาขอความช่วยเหลือ ถ้าไม่ลำบาก ช่วยไปเถอะ แต่อย่าเอาตัวเองไปอยู่ทุกที่ ยุ่งทุกเรื่อง เลือกเฉพาะเรื่องบ้าง ตัดบางเรื่องออกบ้าง ถ้าผ่านมาถึงจุดนี้ได้ connection จะตามมาเอง เราช่วยเขา เขาช่วยเรา เพราะการอยู่โดดเดี่ยวลำพังในที่ทำงาน มันลำบากจริง แม้จะไม่ต้องหาเพื่อน แต่เราต้องมี connection คือคนที่รู้ความสามารถเรา และช่วยเราได้
วิธีเอาตัวรอดจากสังคมวัยทำงานที่ดีที่สุดคืออะไร💭
344
405
12,720
สัปดาห์นี้ ลาพักร้อน 1 สัปดาห์ หนีไปเที่ยวญี่ปุ่น ไม่แบกคอมไป ไม่เอาเมล เข้ามือถือ auto reply บอกว่า out of office ถ้ามีเรื่องด่วน whatsapp หรือ โทรมา งั้นก็รอไป... สารภาพตามตรงว่า ทำงาน 15 ปี พึ่งเคยทำแบบนี้ครั้งแรก เพราะปกติ ต้อง stay connect ตลอดเวลา แต่ตอนนี้ขอพักจริงๆ 😬
2
6
580
ในที่สุดก็มีโอกาสได้ใช้บัตร Dime เนิน มาญี่ปุ่น ใช้บัตร ตัดเงินจากบัญชีหุ้น USD เลย เงินปันผล + กำไรที่ได้จากการขาย ถูกเปลี่ยนมาใช้จ่าย จากการตัดบัตรเลย นี่ก็ไม่ถือว่านำกลับเข้าประเทศ โอ้ยยย ชอบมาก 😬😬
1
1
344
วิธีซ้อมหนีไฟที่ถูกต้อง เมื่อรู้ว่าไฟจะไหม้ .. จะเข้าไปออฟฟิตเพื่อ จะเข้าไปให้ไฟครอกรึไง ไม่ต้องเข้าไปอ่ะ ถูกแล้ว 5555 กับอีกพวก รู้ว่าจะเริ่มซ้อมบ่าย 2 งั้นบ่ายโมง ออก ลงลิฟต์สวยๆ 555555
ซ้อมหนีไฟที่ตึกออฟฟิศ คนนั่งทำงานตอนเช้าที่ร้านกาแฟเพียบเชียวน้า หนีกันหมด 555
288
ทำไมนึกถึงมีมนี้ 🤣🤣🤣🤣
พึ่งมาสังเกต หน้า Feed For You ของผม 99% มีแต่ติ๊กฟ้าหมดเลย นี่คือ Algorithm ใหม่รึปล่าว 🤔 เอาจริงผมก็ไม่ได้เข้าโปรแกรมใหม่นะ เงื่อนไข 500k ติ๊กฟ้ายังไม่ถึง ห่างไกลอยู่พอสมควร หลัก กลุ่มเป้าหมายโพสผม อาจจะไม่ใช่คนติ๊กฟ้าด้วยมั๊ง
1
220
พึ่งมาสังเกต หน้า Feed For You ของผม 99% มีแต่ติ๊กฟ้าหมดเลย นี่คือ Algorithm ใหม่รึปล่าว 🤔 เอาจริงผมก็ไม่ได้เข้าโปรแกรมใหม่นะ เงื่อนไข 500k ติ๊กฟ้ายังไม่ถึง ห่างไกลอยู่พอสมควร หลัก กลุ่มเป้าหมายโพสผม อาจจะไม่ใช่คนติ๊กฟ้าด้วยมั๊ง
4
2
1
9
822
นี่พออ่านประโยคแรก เข้าไปคิดว่าจะเป็นเรื่องที่ว่า เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น จะมีคน 3 ประเภท 1 ชอบ เพราะแดด ออกจะได้ซักผ้า ตากผ้า 2 เฉยๆ เพราะทำงานในห้องแอร์ ไม่ได้เดือดร้อนอะไร 3 ไม่ชอบ เพราะแดดแรง ต้องทำงานตากแดด ร้อน ดังนั้นในทุกวันที่พระอาทิตย์ขึ้นจะมีคน 3 ประเภทเป็นสัจธรรม ชีวิตเราก็แบบเดียวกัน แค่เราตื่นมา ออกไปทำงาน ในทุกๆ วัน เราก็จะเจอคน 3 ประเภทนี้อยู่แล้ว อย่างเลี่ยงไม่ได้ ในขณะเดียวกัน เราเองก็มี ทางเลือกว่าจะ สนใจ จัดการ หรือโฟกัสกลุ่มคน 3 ประเภทนี้อย่างไร บางคนเลือกโฟกัสกลุ่มที่ไม่ชอบ ชีวิตนี้ก็จะวนเวียนอยู่กับการ ปรับตัวเอง ทำตัวเองเพื่อเปลี่ยนกลุ่มไม่ชอบ ซึ่งก็ไม่ผิดนะ แต่ถ้ามันเหนื่อยเกินไป ทำไมต้องทำขนาดนั้น.. ดูอย่างรัฐบาลสิ 5555555555555555555555
ชอบข้อความนี้มาก “หากพระอาทิตย์ยังคงส่องแสงในทุกเช้าวันใหม่ นั่นแปลว่ายังมีโอกาสให้เริ่มใหม่เสมอ ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร เพราะงั้นเธอห้ามยอมแพ้ อดทนรอ วันที่เป็นของเธอ” วันที่ทุกอย่างค่อย ๆ ดีขึ้น วันที่ความฝันเริ่มเป็นจริง และวันที่เธอจะหันกลับมาขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้ไปเสียก่อน ขอให้เชื่อมั่นในตัวเองและก้าวต่อไปทีละนิดนะ สักวันจะต้องเป็นวันของเธออย่างแน่นอน
3
3
654
ลุงน. มนุษย์เงินเดือนวัย๓๘ retweeted
พอพูดเรื่องเงินเดือน คำถามคลาสสิกอีกข้อที่เจอบ่อยก็คือ “แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าควรเรียกเท่าไหร่” & “เราได้น้อยไปหรือเปล่า” ปกติ best practice ที่หลายประเทศใช้กันคือ ไม่บอกตัวเลขของตัวเองออกไป แล้วถาม recruiter กลับว่าตำแหน่งนี้มี salary range (กระบอกเงินเดือน) อยู่ที่เท่าไหร่ เพราะการบอกตัวเลขในใจออกมาก่อน มักจะเสียมากกว่าได้ - ถ้าตัวเลขเราสูงกว่า range ที่ตำแหน่งให้ได้ → อาจถูกคัดออกตั้งแต่แรก - ถ้าตัวเลขเราต่ำกว่า range → เท่ากับเราตั้งเพดานให้ตัวเองไปแล้ว เพราะ recruiter รู้ว่าไม่จำเป็นต้องจ่ายสูงกว่าที่เราบอก - แม้ตัวเลขจะอยู่ใน range ก็ยังเสี่ยงตกกรณีเดียวกันกับข้อบนอยู่ดี ทางที่ดีที่สุดคือไม่บอกตัวเลขก่อน แล้วถามกลับเรื่อง range จะปลอดภัยกว่า แต่ก็อย่างที่หลายคนเจอ บางที recruiter ก็ไม่ยอมตอบเช่นกัน กรณีนี้ก็ต้องพึ่งการทำการบ้านหาข้อมูล range ของตำแหน่งและบริษัทเอง ซึ่งข้อมูลพวกนี้หาไม่ค่อยง่าย และ Salary Guide ก็เป็นแค่ภาพรวม ไม่ได้เจาะลงไปถึงแต่ละบริษัท เพราะงั้นผมเลยทำเว็บขึ้นมาไว้เป็นพื้นที่ให้คนเข้ามาแชร์เงินเดือนของแต่ละตำแหน่งในแต่ละบริษัทแบบไม่เปิดเผยตัวตน ยิ่งข้อมูลเยอะ เราก็จะมีแหล่งอ้างอิงที่ดีขึ้นเวลาต่อรองเงินเดือนครับ ⬇️⬇️⬇️
พอพูดเรื่องเงินเดือน อีกคำถามคลาสสิก เลยก็คือ แล้วจะรู้ได้ยังไง ว่าควรเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ เราได้น้อยไปรึปล่าว คำตอบคือประเทศนี้ไม่ได้มีหน่วยงานภาครัฐทีเก็บข้อมูลให้เป็นแหล่งอ้างอิง แต่จะมีสิ่งนึง ที่เรียกว่า Salary Guide ถูกทำออกมาทุกปี ซึ่งส่วนใหญ่จัดทำโดยบริษัทจัดหางาน Recruitment Agency หรือ Head Hunter แล้วมันหาจากไหน ก็ง่ายๆ เสริชหาเลย Salary Guide 2026 จะเจอของหลากหลายบริษัท ถ้าหยิบมาซักอัน แบบที่ดูเป็นพื้นฐาน หน่อย ผมมักใช้ของ Adecco ในการอธิบาย สำหรับคนที่พึ่งเข้าวงการ โดยปกติแล้วในตลาด Salary Guide จะมี 2 แบบ คือเป็นไฟล์ PDF มานั่งอ่านเอง กับเป็นระบบ ออนไลน์ ให้เราเลือก ชื่อตำแหน่งจากเว็บ เรามาเริ่มจาก PDF ก่อนละกันครับ วิธีคือเว็บพวกนี้จะให้เรากรอกข้อมูลอีเมล เรียกว่า แลกกัน เขาได้ข้อมูลเรา เราได้ข้อมูลจากเขา พอได้ไฟล์มาก็จะมีบอกว่า เขาแบ่งสายงานยังไง แล้วจากแถบซ้ายมือ จะเป็นกลุ่มงานที่เขาแบ่งไว้ ๋Job Position ก็คือชื่อตำแหน่ง และเรียงเงินเดือน min - max ของแต่ละช่วงประสบการณ์เป็นจำนวนปี สำหรับ 1st Jobber ก็ให้ดูช่องแรก ส่วนคนที่ทำงานมา มีปสก มากเท่าไหร่ก็ไล่ดูทางขวาไปครับ แน่นอนถ้าเราดู มันก็จะมีทั้ง มากไป น้อยไป เพราะต้องไม่ลืมว่าพวกนี้มาจากการสำรวจ จากตำแหน่งงานที่บริษัทนี้ได้รับว่าจ้างให้หา รวมถึงเซอร์เวย์จากฐานข้อมูล candidate ของเขา มันย่อมไม่ตรง ถูกต้อง 100% อยู่แล้วครับ ดังนั้นดูได้ แต่อย่าเอาเป็นเอาตาย กับมัน ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าลองไปหาดู Salary Guide ของบริษัทอื่น อาจจะตกใจกว่า เพราะตัวเลข อาจจะไม่เหมือนกันเลยก็ได้ครับ เอาเป็นว่าลองดูข้อมูลกันก่อน ฝึกดูให้เป็น แล้วก็ใช้มันเป็นแรงผลักดันให้ตัวเอง ผมว่า เป็นวิธีใช้งานที่ถูกต้องที่สุด และมีประโยชน์ที่สุดกับตัวเราแล้วครับ
1
76
1
117
56,221
ตอนผมเด็กๆ จริงๆ ชอบฟังเรื่องที่ผู้ใหญ่เล่านะ แต่ปัญหาเลยคือ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ "บริบท" เช่นว่า สถานการณ์แบบนั้นมันเป็นยังไง มีตัวแปรอะไรบ้าง ที่มีก็แค่บอกว่า ตอนนั้นทำแบบนี้แล้วดี จบ .. สุดท้าย เด็กที่ได้ฟังไป มันกลายเป็น ข้อมูลที่แบบ เป็นชุดความเชื่ออ่ะ เช่นว่า "อยู่ในวัยเรียน ยังไม่ต้องคิดอย่างอื่น เรียนไปก่อน เดี๋ยวโตขึ้นจะสำเร็จ" ผมว่ามันจริงแค่บางส่วน แต่ไม่ใช้ทั้งหมดอ่ะ ทั้งที่เรารู้ว่าวัยเรียน เรามีแรง มีเวลา ที่จะค้นหาอะไรใหม่ๆ แต่ชุดความเชื่อหลายๆ อย่างที่เรารับเข้ามา โดยไม่ได้มี Critical Thinking อะไรขนาดนั้น (ก็แน่นอนทั้ง ปสก และอายุ มันไม่สามารถมีได้มากขนาดนั้น) นี่เลยเวลาจะเล่าอะไร ชอบเล่าให้มีบริบท แรกๆ เล่ายาวคนไม่อยากฟัง ก็ต้องพยายามย่อๆ ให้กระชับ ให้พอมีบริบท ว่า การแก้ปัญหาแบบนี้ มันมาพร้อมกับสถานการณ์แบบนี้ แต่มันยังมีวิธีอื่นๆ อีกนะ อะไรทำนองนี้
บางทีเวลาเราฟังผู้ใหญ่เล่าประสบการณ์หรือถามหาความคิดเห็น พวกเขามักเล่าออกมาเป็นฉากๆ บางทีมันออกมาจากการที่เขาได้ enlighten เห็นอะไรบางอย่างที่เรามองไม่เห็น ของแบบนี้มันมาจากประสบการณ์ที่เขาผ่านมาในตอนนั้น ดังนั้นเด็กๆ อย่างเราอาจจะมองว่ามันไม่เหมือนกันได้ แต่สิ่งที่อยากให้ listen carefully คือ "ในช่วงนั้นเขามีกระบวนการคิดอย่างไร" แล้วเขาแก้ไขสถานการณ์นั้นในสภาพแวดล้อมตอนนั้นได้ยังไง อันนี้สำคัญมากๆ ของบางอย่างเราไม่ต้องลงไปเล่นเอง ไม่ต้องเจ็บเอง เราเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนที่ผ่านมาก่อนนี่แหละ
1
12
15
981