Sirada K retweeted
นักวิชาการหวั่นกระทบนโยบายจ้างแรงงานข้ามชาติหลังรัฐบาลมินอ่องหล่ายกดดันหนักคนหนุ่มสาวพม่าในไทย-งดต่อหนังสือเดินทางให้ประชาชน 8 เมืองรัฐชาติพันธุ์-เปิดใจนักศึกษาพม่าในไทยเผยเครียดหนัก
transbordernews.in.th/home/?…
Sirada K retweeted
🟢 Most of the world’s finest jade comes from one place: Hpakant in Myanmar’s Kachin State. Revenues from the lucrative industry are central to the country’s expanding civil war. 1/6 🧵
Sirada K retweeted
Min Aung Hlaing, accused of genocide and war crimes, gets the red carpet treatment in another SE Asian capital. After the coup his troops shot protesters, including children, in the head and publicised it. They’ve since bombed and killed 1000s, per the UN. reuters.com/world/asia-pacif…
Sirada K retweeted
ในเชียงใหม่ ชาวเมียนมาเป็นทั้งเพื่อนบ้านและกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่การยอมรับกลับมีเส้นแบ่งเมื่อพูดถึง “สิทธิที่เท่าเทียม”
งานวิจัยในเชียงใหม่สะท้อนความย้อนแย้งของสังคมไทย ที่ด้านหนึ่งชื่นชมแรงงานเมียนมาว่าขยัน ซื่อสัตย์ และมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ แต่อีกด้านกลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวงเมื่อพวกเขาขยับสถานะจาก “แรงงาน” ไปสู่ผู้ประกอบการหรือสมาชิกของสังคม
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยยังต้องการแรงงานเมียนมาอีกแค่ไหน แต่คือเราพร้อมมองเห็นพวกเขาในฐานะมนุษย์ที่มีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันหรือยัง
#แรงงานเมียนมา #เชียงใหม่ #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
youtube.com/shorts/PChfMmCN5…
Sirada K retweeted
“คนไทยในเชียงใหม่คุ้นเคยและยอมรับชาวเมียนมาในฐานะแรงงาน แต่ความเห็นอาจเปลี่ยนไปเมื่อพูดถึงสิทธิและการตั้งถิ่นฐานระยะยาว” ข้อค้นพบนี้มาจากงานวิจัย ‘การสำรวจทัศนคติต่อคนเมียนมาในประเทศไทย กรณีศึกษาพื้นที่อำเภอเมืองและปริมณฑล จังหวัดเชียงใหม่’ ของ ศูนย์วิจัยพหุวัฒนธรรมและนโยบายการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMEP CMU) โดย รศ.ดร.พิสิษฏ์ นาสี อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์และหัวหน้าศูนย์วิจัยฯ ร่วมกับ วรรณพร หุตะโกวิท ผู้ช่วยวิจัย ซึ่งนำเสนอไปเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมอโมร่า ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่
ผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่คุ้นเคยกับชาวเมียนมาและมองเห็นประโยชน์ของแรงงานเมียนมาที่มีต่อเศรษฐกิจ แต่เมื่อคำถามเปลี่ยนไปสู่เรื่องการให้สิทธิ การอยู่อาศัยระยะยาว และการตั้งถิ่นฐานร่วมกัน ความกังวลกลับเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าการยอมรับชาวเมียนมาในสังคมไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่แตกต่างกันตามประเด็นที่ถูกถาม
🔴 เปิดรับเรื่องเศรษฐกิจ แต่สิทธิยังเป็นเส้นแบ่ง
มิติที่คนไทยเปิดรับมากที่สุดคือ ‘เศรษฐกิจและการทำงาน’ โดยผู้ตอบจำนวนมากมองว่าชาวเมียนมาขยัน ซื่อสัตย์ และมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พร้อมสนับสนุนการปรับปรุงระบบจดทะเบียนและกฎหมายแรงงาน ขณะที่เรื่องค่าจ้างและสวัสดิการแรงงานก็ได้รับการยอมรับในระดับปานกลางถึงค่อนข้างเป็นบวก
แต่เมื่อพูดถึงสิทธิที่ทำให้ชาวเมียนมาเข้าใกล้สถานะของคนไทยมากขึ้น ทั้งสิทธิในการถือครองทรัพย์สิน การอยู่อาศัย การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ตลอดจนการได้รับสัญชาติของผู้ที่เกิดและเติบโตในไทย ทัศนคติมีแนวโน้มระมัดระวังมากขึ้น รวมถึงความกังวลเรื่องการเข้ามายึดครองประเทศ
พิสิษฏ์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ‘ทัศนคติแบบแยกส่วน’ “พอเป็นการพูดถึงมิติทางเศรษฐกิจ การพึ่งพาแรงงาน เราจะพบว่าทัศนคติของคนไทยเปิดกว้างพอสมควร แต่พอพูดถึงเรื่องสิทธิต่างๆ พูดถึงเรื่องทรัพยากร ก็จะเกิดความหวาดระแวงขึ้นมาทันที”
ทัศนคติยังแตกต่างกันตามกลุ่มประชากร ผู้ประกอบการ นักค้าขาย และนักธุรกิจมีแนวโน้มมองแรงงานเมียนมาในทางบวกมากกว่า ขณะที่แรงงานรับจ้างมีความกังวลเรื่องการแข่งขันด้านงานมากกว่า ส่วนคนรุ่น Gen Z และ Gen Y มีแนวโน้มเปิดรับประเด็นสิทธิมนุษยชนและการสมรสข้ามชาติมากกว่า
ขณะเดียวกัน ปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับทัศนคติคือ ‘การมีปฏิสัมพันธ์โดยตรง’ เพราะผู้ที่มีโอกาสพบปะ ใช้ชีวิต หรือทำงานร่วมกับชาวเมียนมามากขึ้น มีแนวโน้มมีอคติน้อยลง สะท้อนว่าประสบการณ์จริงอาจช่วยลดช่องว่างระหว่าง ‘ภาพจำ’ กับ ‘คนที่อยู่ตรงหน้า’
🔴 มองคนเมียนมาผ่านความซับซ้อนของการย้ายถิ่น
คำถามเรื่องทัศนคติจึงไม่อาจแยกออกจากคำถามว่า เหตุใดผู้คนจากเมียนมาจึงเดินทางออกจากประเทศ และพวกเขาเป็นใคร ประเด็นนี้ถูกขยายต่อในเวทีเสวนา ‘สถานการณ์การอพยพย้ายถิ่นข้ามชาติ และการสร้างพื้นที่ทางสังคมในบริบทพหุวัฒนธรรม’ โดย ดร.ศิรดา เขมานิฎฐาไท จากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ว่า หลังรัฐประหารปี 2564 รูปแบบการย้ายถิ่นจากเมียนมามีความซับซ้อนมากขึ้น จนไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
ปัจจุบันแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาในระบบมีประมาณ 3 ล้านคน ขณะที่การประมาณการบางส่วนอยู่ที่ 6-8 ล้านคน และกระจายอยู่ในภาคอุตสาหกรรม บริการ เกษตร ประมง และก่อสร้าง ขณะเดียวกัน เหตุผลของการเดินทางเริ่มซ้อนทับกันระหว่างเศรษฐกิจ การเมือง และความปลอดภัย หรือที่เรียกว่า ‘การย้ายถิ่นแบบผสมผสาน (Mix Migration)’
“หลังรัฐประหารในเมียนมา ความซับซ้อนของการย้ายถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่อาจแบ่งได้ค่อนข้างชัดเจนว่าใครเข้ามาด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือการสู้รบ ปัจจุบันเส้นแบ่งเหล่านี้เริ่มพร่ามัวมากขึ้น เพราะคนจำนวนหนึ่งมีเหตุผลหลายด้านผสมกัน”
ศิรดามองว่า การเปิดช่องทางที่เหมาะสมสำหรับแรงงาน ผู้มีทักษะ ผู้ประกอบการ และผู้ย้ายถิ่นกลุ่มต่างๆ จะช่วยให้รัฐบริหารจัดการได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบกลับเข้าสู่ระบบผ่านค่าธรรมเนียมและภาษี
🔴 สื่อกับโจทย์เล่าเรื่องคนย้ายถิ่น ไม่ให้ความต่างกลายเป็นอคติ
เมื่อคนย้ายถิ่นมีความหลากหลายมากขึ้น วิธีที่สังคมรับรู้เรื่องราวของพวกเขาจึงมีความสำคัญไม่แพ้กับนโยบายของรัฐ ณฐาภพ สังเกตุ ผู้สื่อข่าวอิสระ กล่าวว่า สื่อไทยกำลังทำงานท่ามกลางอุตสาหกรรมที่ไม่มั่นคง ทั้งการเลิกจ้างและการแข่งขันด้านรายได้ ทำให้สื่อบางส่วนต้องให้น้ำหนักกับยอดเอนเกจเม้นท์มากขึ้น ขณะที่การทำข่าวเชิงลึกซึ่งต้องใช้เวลาและทรัพยากรกลับทำได้ยากกว่า
“ผมมองว่าสื่อไทยในวันนี้เหมือนคนที่กำลังจมน้ำ คนที่กำลังจมน้ำจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองรอด คุณค่าของการเป็นสื่อและนักข่าวจึงเปลี่ยนจากการทำข่าวเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงและพาสังคมไปข้างหน้า มาเป็นการทำข่าวที่ต้องรับประกันยอดเอนเกจเม้นท์”
ณฐาภพมองว่า แนวโน้มดังกล่าวยิ่งเห็นชัดหลังรัฐประหารในเมียนมาและการบังคับเกณฑ์ทหารในปี 2567 ซึ่งทำให้คนกลุ่มใหม่เดินทางเข้ามาในไทยและทำให้ประเด็นคนเมียนมาปรากฏในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น หากถูกเชื่อมเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองและการนำเสนอที่เน้นความขัดแย้ง ก็อาจขยายไปสู่กระแสชาตินิยมและส่งผลต่อทัศนคติต่อคนต่างชาติกลุ่มอื่น
“เราต้องพยายามทำให้เรื่องเล่ามีความเป็นมนุษย์กับมนุษย์ ใช้สิ่งที่เป็นภาษาสากล เช่น ความรู้สึกของคนที่จากบ้านมาไกล ความกลัว ความหวัง และความฝัน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนทุกชาติสามารถเข้าใจร่วมกันได้”
🔴 เชียงใหม่กับโจทย์ออกแบบเมืองที่โอบรับคนทุกกลุ่ม
อจิรภาส์ ประดิษฐ์ จากคณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เสนอว่า การมองแรงงานข้ามชาติไม่ควรจำกัดเพียงบทบาททางเศรษฐกิจ แต่ต้องคำนึงถึงพื้นที่ คุณภาพชีวิต สิทธิมนุษยชน ทักษะ และบทบาทของชุมชน โดยแนวคิด Inclusive City ไม่ควรตั้งต้นจากการแบ่งผู้คนตามเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ เพราะความหลากหลายเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของเชียงใหม่
“ถ้ามองบริบทของเชียงใหม่ตั้งแต่ประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเมืองและศิลปวัฒนธรรมเกิดจากการผสมผสานของความหลากหลาย เมืองที่เราอยู่อาศัยสามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยคนทุกกลุ่ม”
อจิรภาส์จึงมองว่า การออกแบบเมืองไม่ใช่เพียงการสร้างพื้นที่ทางกายภาพ แต่รวมถึงกิจกรรม การเข้าถึง การมีส่วนร่วม และเรื่องเล่าที่ทำให้ผู้คนสร้างความทรงจำร่วมกันได้
“เราอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความหลากหลายของภาษา ชาติพันธุ์ หรือปัจจัยทางการเมืองที่ทำให้เกิดการย้ายถิ่นได้ แต่เราสามารถออกแบบระบบและพื้นที่ให้สามารถดึงคุณค่าจากความหลากหลายเหล่านั้นออกมาได้”
🔴 จาก ‘คนต่างชาติ’ สู่ ‘คนร่วมเมือง’ เมื่อความหลากหลายคือโจทย์ของเมืองพหุวัฒนธรรม
ท้ายที่สุด ประเด็นคนเมียนมาในเชียงใหม่อาจไม่ได้เป็นเพียงคำถามว่า คนไทยยอมรับคนต่างชาติมากน้อยแค่ไหน แต่คือ เมืองและสังคมจะจัดการกับความหลากหลายที่เกิดขึ้นจริงอย่างไร
ผลวิจัยสะท้อนว่า การยอมรับไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมในทุกมิติ คนไทยจำนวนมากอาจเห็นคุณค่าของแรงงานเมียนมาในระบบเศรษฐกิจ แต่ยังมีเส้นแบ่งเมื่อพูดถึงสิทธิ การอยู่อาศัย และการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ขณะที่งานเสวนาชี้ให้เห็นว่าเบื้องหลังการย้ายถิ่นมีทั้งความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ การเมือง ความปลอดภัย และความต้องการสร้างอนาคตที่มั่นคง
โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่การเรียกร้องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปรับตัวเพียงลำพัง หากต้องทำทั้งในระดับนโยบาย ระบบแรงงาน การศึกษา การสื่อสาร และการออกแบบพื้นที่เมือง เพื่อให้ผู้คนมีโอกาสพบปะ ทำความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในสังคมเดียวกัน
ขณะเดียวกัน งานวิจัยเองก็ย้ำข้อจำกัดว่า การศึกษาครั้งนี้เก็บข้อมูลเฉพาะพื้นที่เชียงใหม่ จึงไม่อาจใช้แทนภาพรวมของประเทศไทยได้ และการใช้คำว่า ‘ชาวเมียนมา’ อาจทำให้ผู้ตอบมองคนกลุ่มนี้เป็นภาพเดียว ทั้งที่ผู้ย้ายถิ่นมีความแตกต่างกันทั้งสถานะ อาชีพ เหตุผลในการเดินทาง และความต้องการ
พิสิษฏ์จึงเสนอว่า การศึกษาครั้งต่อไปควรจำแนกกลุ่มผู้ย้ายถิ่นให้ชัดเจน และที่สำคัญต้องเปิดพื้นที่ให้ชาวเมียนมาได้สะท้อนประสบการณ์ของตนเอง เพราะการอยู่ร่วมกันไม่อาจสร้างขึ้นจากมุมมองของคนไทยเพียงฝ่ายเดียว
“การบูรณาการทางสังคมนั้นเป็นแบบทวิภาค ไม่ใช่เรื่องที่จะถามเอาจากคนไทยได้อย่างเดียว”
จาก แรงงาน สู่ ผู้อยู่อาศัย จาก คนต่างชาติ สู่ คนร่วมเมือง การเปลี่ยนมุมมองเช่นนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของเชียงใหม่ในฐานะเมืองพหุวัฒนธรรม เพราะความหลากหลายของผู้คนไม่ใช่สิ่งที่จะหายไปจากเมือง แต่เป็นความจริงที่เมืองต้องเรียนรู้จะอยู่ร่วมกันให้ได้
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน หากคือการสร้างระบบ พื้นที่ และการสื่อสารที่ทำให้ความแตกต่างไม่กลายเป็นเหตุผลของการกีดกัน และทำให้คนที่มีที่มาแตกต่างกันสามารถมีสิทธิ มีเสียง และมีพื้นที่ในการเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเดียวกันได้
อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/04092569-02/
เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย
#การย้ายถิ่น #แรงงานเมียนมา #แรงงานข้ามชาติ #เชียงใหม่ #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
Sirada K retweeted
New #OpenAccess paper in Political Geography with @EnzeHan and @SrdKh. We ask: Can taking a refugee’s perspective make people more receptive to refugee protection?
A preregistered survey experiment in Thailand suggests it can (1/9).
sciencedirect.com/science/ar…
After launching it last week, let me share our report on 'Student Migration from Myanmar to Thailand after the 2021 Coup'.
รายงานเรื่องการย้ายถิ่นฐานของนักศึกษามหาวิทยาลัยจากเมียนมาสู่ประเทศไทยภายหลังปี 2564 มีภาษาไทยแปลประกบกับภาษาอังกฤษด้วยนะคะ
view.publitas.com/hanns-seid…
Sirada K retweeted
Fulcrum Commentary by Akanit Horatanakun (@akanit153) - As the People’s Party moves towards elite accommodation and electoral pragmatism, it is facing a growing crisis of identity and legitimacy. #Thailand fulcrum.sg/the-roots-of-the-…
A must-read analysis on People’s Party by @akanit153
“As PP shifts towards elite accommodation and electoral pragmatism, it faces a growing crisis of identity and legitimacy, alongside a dilution of its party’s brand.”
fulcrum.sg/the-roots-of-the-…
Sirada K retweeted
My op-ed "The Davos Man, and the end of an illusion", @timesofindia
Apologies to PM Carney, whom I personally admire and who is brave enough to acknowledge the illusion and hopefully will carry on with the new direction. Hopefully those Western leaders applauding his speech will do likewise.
Myanmar’s 2025 Election: Rhetoric and Realities fulcrum.sg/myanmars-2025-ele…
Sirada K retweeted
On 28 December, Myanmar will be holding its first general election since the February 2021 military coup. The election has been called a sham and a tool for the junta to maintain control, and many Myanmar migrants in Thailand are refusing to participate in it. Nevertheless, some have expressed concerns over their own safety if they do not vote.
Link in reply.
Sirada K retweeted
ชำแหละ “เลือกตั้งพม่า” รัฐทหารคุมเกม สันติภาพห่างไกล ไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์ชายแดน
.
เสวนาที่คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวข้อ “การเลือกตั้งภายใต้ระบอบทหารเมียนมา: สถานการณ์และผลกระทบต่อไทย” ชี้ว่าการเลือกตั้งของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาหรือพม่า เฟสแรก 28 ธ.ค. นี้ ไม่ได้หมายถึงการเดินหน้าสู่สันติภาพ แต่สะท้อนความเปราะบางของประเทศที่ยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง อ.ดร.ศิรดา เขมานิฏฐาไท เตือนว่าในรอบ 3 เดือนมานี้ ยังคงมีการสู้รบเกิดขึ้นระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์และกองกำลังฝ่ายต่อต้าน และมี 56 เขตเลือกตั้งที่จะจัดเลือกตั้งไม่ได้ ทั้งยังไม่มีการเจรจาทางการเมืองรองรับ ทำให้ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า การเลือกตั้งที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลทหารจะนำพม่ากลับไปสู่ความสงบได้จริงหรือไม่
.
อ่านต่อที่ prachatai.com/journal/2025/1…
.
ผศ.ดร.ณัฐพล ตันตระกูลทรัพย์ เสนอมุมมองการเลือกตั้งจาก “มุมกองทัพพม่า” ซึ่งไม่ได้มุ่งใช้การเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบ แต่ต้องการจัดการแรงกดดันภายในกองทัพและเตรียม “การเปลี่ยนผ่านอำนาจ” ให้มินอ่องหล่ายอย่างราบรื่น ผ่านการโยกย้ายผู้นำทหาร ตั้งคนใกล้ชิดในตำแหน่งสำคัญ และวางระบบเลือกตั้งที่หวังผลล่วงหน้า โดยปลายทางคือรัฐบาลพลเรือนภายใต้การควบคุมของกองทัพ ทำให้แรงกดดันจากประชาคมโลกและภายในประเทศพุ่งไปที่รัฐบาลพลเรือนแทน และช่วยทำให้กองทัพมีพื้นที่ฟื้นตัวและรักษาเสถียรภาพภายใน
.
อ่านต่อที่ prachatai.com/journal/2025/1…
.
ขณะที่ อ.ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ชี้ว่าการเลือกตั้ง “ไม่มีความชอบธรรมแน่นอน” เพราะรัฐบาลทหารควบคุมทุกมิติและกวาดจับผู้เห็นต่าง พร้อมเตือนว่าความรุนแรงจะยิ่งเพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะกระทบไทยโดยตรงผ่านผู้อพยพและสถานการณ์ชายแดน เขาเสนอให้ไทย “พลิกมุมมองต่อพม่า” ไม่พึ่งพาการทูตแบบรัฐต่อรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการรักษาผลประโยชน์ของไทย โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้ไทยกลายเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารโดยไม่ตั้งใจ
.
อ่านต่อที่ prachatai.com/journal/2025/1…
.
#เลือกตั้งพม่า #ประชาไท
Sirada K retweeted
การเลือกตั้งพม่าเฟสแรกจะเกิดขึ้นในวันที่ 28 ธ.ค. 2568 แต่อาจไม่ได้นำไปสู่สันติภาพอย่างที่หวัง โดยในวงเสวนา “การเลือกตั้งภายใต้ระบอบทหารเมียนมา: สถานการณ์และผลกระทบต่อไทย” ที่ มช. ‘ศิรดา เขมานิฏฐาไท’ นักวิชาการสำนักวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มช. ชี้ว่าการเลือกตั้งพม่ายังคงถูกควบคุมโดยรัฐบาลทหาร ขณะที่มีการสู้รบกว่า 346 ครั้งในห้วง 3 เดือนที่ผ่านมา และจะมี 56 เขตที่ไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้เลย และด้วยเงื่อนไขที่มีความซับซ้อน มีการสู้รบต่อเนื่อง และขาดกระบวนการเจรจาทางการเมืองก่อนจัดเลือกตั้ง ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหารพม่าว่าจะสามารถนำประเทศไปสู่ความสงบ สันติ หรือการแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้จริงหรือไม่
.
อ่านเพิ่มเติมที่ prachatai.com/journal/2025/1…
Sirada K retweeted
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชานันท์ ยอดหงษ์ และประภาภูมิ เอี่ยมสม พูดคุยกับ อ.ดร.ศิรดา เขมานิฏฐาไท จากสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดนไทย–พม่า ได้สิทธิทำงานอย่างถูกกฎหมายเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา
รายการชวนสำรวจบริบทเบื้องหลังนโยบายนี้ ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระหว่างประเทศภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดงบความช่วยเหลือ ไปจนถึงสถานการณ์แรงงานที่ขาดแคลนกะทันหันจากความตึงเครียดไทย–กัมพูชา รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายที่เตรียมการมาเป็นเวลายาวนานเพื่อผลักดันให้ผู้ลี้ภัยในค่ายผู้อพยพสามารถทำงานและบูรณาการเข้ากับสังคมไทยได้ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้รัฐไทยต้องขยับจากแนวทางเดิมที่เน้นการส่งผู้ลี้ภัยไปประเทศที่สาม มาสู่การส่งเสริมการผนวกรวมกับสังคม (local integration) เพื่อให้ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้มีบทบาทร่วมพัฒนาสังคมไทยในระยะยาว พร้อมชวนวิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว หรือเป็นก้าวแรกของการมองผู้ลี้ภัยในฐานะเพื่อนร่วมสังคมจริงๆ
Chinese state-backed company behind expanded rare earth and gold mines along Kok River in eastern Shan State shanhumanrights.org/chinese-… via @shanhumanrights Shan Human Rights Foundation (SHRF)
สำรวจเขตเศรษฐกิจพิเศษ “คิงส์โรมัน” transbordernews.in.th/home/?…
Sirada K retweeted
Want to know how the @IDRC_CRDI Research Chairs on Forced Migration have been spending their time? Here's our Year 3 update video: youtu.be/jnvs9oyBtQc
Call for Chapters: Displacement in Southeast Asia under Neo-geopolitics: Conceptualizations, Intersectional Perspectives, and Creative Responses rcsd.soc.cmu.ac.th/news-anno…

















