Pinned Tweet
เพิ่งไปมา ไม่อยากกลับเลย
ætom retweeted
Friedman ตัวจริงเกลียดรัฐสวัสดิการแบบสวีเดนเข้าไส้
สิ่งที่คุณเขียนในโพสต์นั้น ถูกต้องตามตำรา Capitalism and Freedom (1962) 100% แต่ฟรีดแมนเสนอ Negative Income Tax (NIT) เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการยุบระบบสวัสดิการรัฐทิ้งให้หมดนะ
ฟรีดแมนต้องการให้ยุบทั้งประกันสังคมของรัฐ, ยกเลิกระบบสาธารณสุขของรัฐ, และให้คนเอาเงินไปซื้อทุกอย่างในตลาดเสรีเอง
แล้วสวีเดนทำแบบนั้นไหม? เปล่าเลย! สวีเดนไม่เคยใช้ NIT เลยแม้แต่วันเดียว
สวีเดนไม่เคยยุบระบบประกันสังคม ไม่เคยยุบระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า และไม่เคยยุบสวัสดิการเลี้ยงดูเด็ก/คนชรา สวีเดนยังคงเก็บภาษีสูงถึง 42–44% ของ GDP เพื่อมาทำ Universal Welfare ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ฟรีดแมนฝันไว้แบบคนละโลก ไม่สิคนละมิติด้วยซ้ำ
คุณพยายามจะบอกว่า “สวีเดน privatise ตาม Friedman เป๊ะๆ เพราะแจก Voucher ให้เอกชนมาแข่งกัน” นี่คือการเข้าใจเศรษฐศาสตร์แบบผิวเผินมาก
สิ่งที่สวีเดนทำหลังปี 1990 เรียกว่า New Public Management เป็นการดึงเอกชนมาร่วมให้บริการแบบ Public-Private Partnership แต่รัฐยังเป็นคนจ่ายเงิน 100% (Public Funding, Private Provision)
คุณไปหาหมอคลินิกเอกชนในสวีเดน รัฐบาลท้องถิ่นเป็นคนจ่ายให้ คลินิกเอกชนห้ามคิดเงินเพิ่มจากคนไข้เกินเพดานที่รัฐกำหนด
ส่วนเสี้ยวเดียวที่สวีเดนเอาไอเดีย Friedman มาใช้ คือส่วนที่ล้มเหลวที่สุด
สวีเดนในยุค 1990s ยอมเปิดเสรีตามแนวคิดเสรีนิยมใหม่แบบสุดโต่ง คือ การอนุญาตให้บริษัทเอกชนแบบ For-profit schools เข้ามาเปิดโรงเรียนรับเงิน Voucher ได้
ผลลัพธ์เป็นยังไงล่ะ? สวีเดนเกิดวิกฤตการศึกษาครั้งใหญ่ คะแนน PISA ร่วงกราวรูด เกิดปัญหาเกรดเฟ้อเพื่อดึงดูดลูกค้า และมีบริษัททุนข้ามชาติสูบเงินกำไรจากภาษีออกนอกประเทศ พอโรงเรียนขาดทุนก็ประกาศล้มละลายปล่อยเด็กเคว้ง
นี่ถึงขนาดที่พรรคการเมืองในสวีเดนปัจจุบัน (รวมถึงพรรคอนุรักษ์นิยมขวากลาง) กำลังผลักดันกฎหมายสั่งห้ามเอกชนทำกำไรจากการศึกษา
นี่คือหลักฐานชัดเจนว่า ส่วนที่สวีเดนเจริญ คือส่วนที่เป็น "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" แต่ส่วนที่สวีเดนพัง คือส่วนที่หลงไปเชื่อเสรีนิยมใหม่ตามใจเอกชนของ Friedman
คุณบอกว่า รัฐเก็บภาษีนิติบุคคลได้แค่ ~3% ของ GDP น้อยกว่าไทยที่เก็บได้ ~4% ใครจะเชื่อว่านอร์ดิกเก็บภาษีธุรกิจน้อยขนาดนี้
ก็นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมเขียนไว้ในต้นโพสต์ คนชอบเข้าใจผิดว่ารัฐสวัสดิการต้องไปรีดภาษีจนเอกชนเจ๊ง แต่ความจริงคือนอร์ดิกเก็บภาษีนิติบุคคลต่ำ เพื่อให้เอกชนแข่งขันได้และเติบโตจนสร้างงานได้มหาศาล คุณคิดว่านี่คือข้อเสีย แต่นี่คือหัวใจของโมเดลนอร์ดิกที่ฉลาดพอจะไม่รีดเลือดกับภาคธุรกิจ
ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ เลิกจ้างง่าย ชดเชยน้อย — เล่าความจริงให้ครบด้วย
ได้ครับเอาให้ครบ ๆ เลย
การบอกว่าสวีเดนไม่มีค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย โดยไม่พูดเรื่อง Kollektivavtal ก็ต้องบอกว่าการบิดเบือนอย่างร้ายแรงจริง ๆ
สวีเดนไม่มีกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำจากรัฐ เพราะแรงงานเกิน 90% อยู่ภายใต้สัญญาของสหภาพแรงงาน ซึ่งเจรจาค่าจ้างขั้นต่ำตามสายงานจริง ฐานเงินเดือนขั้นต่ำที่เขาตกลงกันตกคนละ ~100,000 – 140,000 บาท/เดือน สูงติดท็อปโลก
ทำไมเขาถึงยอมให้เลิกจ้างง่าย? เพราะนอร์ดิกใช้หลักยืดหยุ่น + ปลอดภัย คือ ปกป้องคนทำงาน แต่ไม่ปกป้องตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็น
แบบนี้ธุรกิจถึงจะกล้าปรับตัว เอา AI และหุ่นยนต์มาใช้เต็มที่ เพราะถ้าพนักงานถูกเลิกจ้าง เขาไม่ได้ตกงานแล้วอดตายเหมือนไทย แต่รัฐและกองทุนประกันการเปลี่ยนผ่านจ่ายเงินชดเชยให้ 70–80% และจับไป Reskill ให้ได้งานใหม่ที่ดีกว่าเดิมทันที คนสวีเดนจึงสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี ไม่กลัวหุ่นยนต์มาแย่งงาน
บอกว่า "ชนชั้นกลางแบก VAT 25% คนไทยจะเอาจริงดิ" — ลองคำนวณภาษีแฝงของคนไทยดูไหมครับ?
คนสวีเดนจ่าย VAT 25% และภาษีเงินได้สูงจริง แต่สิ่งที่ชนชั้นกลางสวีเดนได้กลับมาคือ:
1. เรียนฟรีจนจบมหาวิทยาลัย (แถมรัฐจ่ายเบี้ยเลี้ยงรายเดือนให้ระหว่างเรียน)
2. ค่ารักษาพยาบาลจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน ~4,500 บาทต่อปี (High-cost protection) เกินจากนั้นฟรีทั้งหมด
3. ค่าศูนย์ดูแลเด็กเล็ก รัฐอุดหนุนจนจ่ายจริงเฉลี่ยไม่เกิน 4,000–5,000 บาท/เดือน
4. ลาคลอดได้ 480 วัน โดยยังได้เงินเดือน 80%
ตัดภาพมาที่ ชนชั้นกลางไทย จ่าย VAT 7% แต่ต้องจ่าย:
1. ค่าเทอมโรงเรียนเอกชน/อินเตอร์ให้ลูกปีละหลายแสนถึงล้าน เพราะโรงเรียนรัฐไร้คุณภาพ
2. ค่าเบี้ยประกันสุขภาพและค่ายาปีละเป็นแสน เพราะระบบรัฐคิวยาวเป็นเดือน
3. ค่าจ้างพี่เลี้ยง/เนอร์สเซอรี่เอกชน
4. ค่ารถยนต์ส่วนตัว ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน เพราะระบบขนส่งสาธารณะไม่ครอบคลุม
ชนชั้นกลางไทยจ่ายภาษีหน้าฉากน้อย แต่ต้องแบกภาษีแฝงจากความล้มเหลวของรัฐจนแทบไม่เหลือเงินเก็บ ถ้าบวกตัวเลขพวกนี้เข้าไปจริง ๆ ชนชั้นกลางไทยจ่ายหนักกว่าสวีเดน แต่ได้คุณภาพชีวิตต่ำกว่าคนละเรื่องครับ
อ่ะมีอันนี้ด้วย "สวีเดน 50% ของครัวเรือนได้มากกว่าจ่าย เทียบกับไทย 80%"... เดี๋ยวนะ นี่คือตัวเลขที่น่าภาคภูมิใจตรงไหน? งงจริงอันนี้
ในไทย 80% ได้มากกว่าจ่าย ไม่ใช่เพราะระบบไทยดี แต่เพราะ คนไทยจนจนไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีเงินได้! ประเทศมีคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14–15 ล้านคน นี่คือภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำระดับโลกไหม
ส่วนในสวีเดน สัดส่วน 50/50 คือภาพของสังคมที่มีชนชั้นกลางขนาดใหญ่และมั่นคง แบบที่ทุกคนร่วมแชร์ความเสี่ยง และวันที่คุณล้ม ระบบนี้ก็พร้อมจะรับคุณไว้ทันที
ผมว่าควรเล่าให้เต็มเรื่องนะ สวีเดน privatise รัฐสวัสดิการตามที่ Friedman แนะนำเกือบเป๊ะๆ (ที่ผู้เขียนวิจารณ์ใน tweet อื่น)
รัฐบาลสวีเดนแจก voucher ให้ประชาชนเลือกใช้โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและเด็กของเอกชนหรือรัฐ เชื่อในกลไกตลาดและการแข่งขัน บางบริการเอกชนมี market share เกือบครึ่ง
บางบริการ เอกชนมี market share สูงกว่าในสหรัฐฯ อีก (เช่นการศึกษา)
ชนชั้นกลางแบกรัฐสวัสดิการ ต่างจากภาพที่คนบางกลุ่มพยายามวาด คนไทยจะเอาแบบนี้จริงหรือ -
- vat 25%
- ภาษีนิติบุคคล 20% และมีแนวโน้มลดลง
- ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ
- เลิกจ้างพนักงานง่าย ค่าชดเชยตามกฎหมายน้อยกว่าเรา
ถ้าโชคร้าย ไม่มีสหภาพในที่ทำงาน มีความเสี่ยงว่าจะลำบากพอสมควร
รัฐเก็บภาษีจากนิติบุคคลได้เพียง ~3% ของ gdp เทียบกับประเทศไทย ~4% ของ gdp ใครจะเชื่อว่าประเทศรัฐสวัสดิการจะเก็บภาษีจากภาคธุรกิจได้โคตรน้อยเลย น้อยกว่าเราอีก 🫢
ในสวีเดน ~50% ของครัวเรือนได้มากกว่าจ่าย (รวมสวัสดิการ) เทียบกับ ~80% ในประเทศไทย
แต่ถูกที่รัฐสวัสดิการไม่พัง เพราะชนชั้นกลางยอมจ่าย ยอมแชร์ความเสี่ยง
ætom retweeted
คำทำนายที่ว่า "ระบบนอร์ดิกสุดท้ายจะพัง เพราะคนหมดไฟทำงาน โดนภาษีเอาไปหมด และเอกชนต้นทุนสูงจนแข่งขันไม่ได้" น่าจะพูดมาตั้งแต่ยุค 1970 แล้วนะเนี่ย
ความจริงคือ สวีเดนเคยเจอปัญหานั้นตอนช่วงปี 1970–1980 จริงครับ แต่หลังจากวิกฤตปี 1990 กลุ่มประเทศนอร์ดิกเขา "อัปแพตช์ใหม่" เรียบร้อย
ถ้าเรากางตัวเลขทางเศรษฐกิจจริงในปัจจุบันมาเทียบกับประเทศทุนนิยมสุดโต่งอย่าง สหรัฐอเมริกา ผลมันออกมาน่าดูเลยทีเดียว
ก่อนอื่นต้องตอบคำถามแรกที่ว่า
สวัสดิการทำให้เอกชนแข่งขันยากจริงไหม?
คนมักคิดว่าสวัสดิการทำให้คนขี้เกียจสร้างธุรกิจ
แต่ตัวเลขจริงคือ...
สวีเดน (ที่มีประชากรแค่ 10.5 ล้านคน) คือประเทศที่สร้าง Unicorn (สตาร์ทอัพมูลค่าเกินพันล้านดอลลาร์) ต่อหัวประชากรสูงเป็น อันดับ 2 ของโลก (เป็นรองแค่ Silicon Valley) ทั้ง Spotify, Skype, Klarna, Minecraft, IKEA, Volvo ส่วน เดนมาร์ก ก็มีบริษัทยาที่มูลค่าสูงที่สุดในยุโรปอย่าง Novo Nordisk, Maersk และ LEGO
ดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index โดย WIPO) สวีเดนครองอันดับ 2 ของโลก ชนะสหรัฐอเมริกาที่อยู่อันดับ 3
ขีดความสามารถในการแข่งขันของโลก (IMD World Competitiveness) เดนมาร์กและสวีเดนติด Top 10 ของโลก
การเลื่อนชนชั้นทางสังคม (WEF Global Social Mobility Index) ถ้าคุณขยันทำงาน โอกาสสร้างตัวเปลี่ยนฐานะการเงินใน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน คืออันดับ 1–4 ของโลก ในขณะที่ประเทศทุนนิยมจ๋าอย่าง สหรัฐอเมริกา หล่นไปอยู่อันดับ 27 ของโลก
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ก็เพราะการมี Safety Net ที่แข็งแกร่ง ทำให้คนเก่ง ๆ กล้าเสี่ยง กล้าลาออกมาสร้างนวัตกรรมระดับโลก โดยไม่ต้องกลัวว่าถ้าทำธุรกิจเจ๊งแล้วลูกจะไม่มีที่เรียน หรือพ่อแม่จะไม่มีหมอรักษา ต่างจากระบบทุนนิยมสุดโต่งที่คนไม่กล้าล้มเพราะล้มแล้วตายเลย
หลายคนเข้าใจผิดว่าภาษีนอร์ดิกแพง แปลว่าบริษัทเอกชนต้องโดนรีดภาษีจนต้นทุนสูง เอาล่ะ งั้นมาดูตัวเลขจริงครับ
Corporate Income Tax
สวีเดน: 20.6%
ฟินแลนด์: 20.0%
เดนมาร์ก / นอร์เวย์: 22.0%
ประเทศไทย: 20.0%
สหรัฐอเมริกา (รวมภาษีรัฐบาลกลาง+มลรัฐ): ~25% – 28%!
นอร์ดิกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและ VAT สูงครับ แต่เก็บภาษีบริษัทเอกชนในอัตราที่ต่ำกว่าอเมริกา และพอ ๆ กับไทย เพื่อไม่ให้ไปถ่วงต้นทุนการแข่งขันของเอกชน
ที่สำคัญ ในสหรัฐอเมริกาบริษัทเอกชนต้องแบกต้นทุนจ่ายค่าประกันสุขภาพให้พนักงานเฉลี่ยคนละ $16,000 – $24,000 ต่อปี (ราว 5.5 – 8 แสนบาท/คน/ปี) แต่ในนอร์ดิก เอกชนไม่ต้องแบกภาระค่ารักษาพยาบาลตรงนี้เลยเพราะรัฐดูแลให้หมด และได้แรงงานที่การศึกษาสูง สุขภาพจิตดี ทำให้ Productivity ต่อชั่วโมงสูงติดท็อปโลก
ถ้าสวัสดิการทำให้คนไม่อยากทำงานจริง อัตราคนทำงานในนอร์ดิกต้องต่ำกว่าอเมริกาใช่ไหมครับ? แต่ดูตัวเลขจาก OECD (ประชากรวัยทำงาน 15–64 ปี) ล่าสุดครับ:
อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate)
กลุ่มนอร์ดิก (ไอซ์แลนด์, สวีเดน, เดนมาร์ก, นอร์เวย์) สูงถึง 78% (อัตราการมีงานทำจริง ~73%)
สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง) อยู่ที่ ~61% (อัตราการมีงานทำจริง ~59%)
ทำไมคนนอร์ดิกถึงทำงานเยอะกว่าอเมริกา 23% ได้ล่ะ? ก็เพราะเขามีศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนของรัฐที่ดีมาก ทำให้ผู้หญิงกว่า 80% ไม่ต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน
นอร์ดิกเปลี่ยนจากสวัสดิการแบบให้เปล่า มาเป็นระบบ Workfare คือเวลาคุณตกงาน รัฐจ่ายเงินชดเชยให้สูงจริง (70–80% ของเงินเดือนเดิมเพื่อไม่ให้ครอบครัวพัง) แต่ห้ามนอนดูซีรี่ย์เอไอแนวตั้งอยู่บ้านนะ!
รัฐจะบังคับให้คุณต้องเข้าคอร์ส Reskill ฟรีตามที่ตลาดต้องการ ต้องส่งการบ้านว่ายื่นสมัครงานไปกี่ที่ในแต่ละสัปดาห์ และต้องไปสัมภาษณ์งานตามที่ศูนย์จัดหางานจับคู่ให้ ถ้าใครอู้ ไม่ยอมไปเรียน หรือปฏิเสธงานที่หามาให้ รัฐจะสั่งตัดเงินช่วยเหลือทันที คนจึงไม่ขี้เกียจ แถมแรงงานทั้งประเทศถูกอัปสกิลใหม่ตลอดเวลา
คำทำนายว่านอร์ดิกจะพังเพราะจ่ายสวัสดิการจนถังแตก ลองกางตัวเลข หนี้สาธารณะต่อ GDP เทียบกันดูครับ
เดนมาร์ก: หนี้สาธารณะแค่ ~26% – 27% ของ GDP
สวีเดน: หนี้สาธารณะแค่ ~32% – 36% ของ GDP
นอร์เวย์: มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่าทะลุ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 80 ล้านล้านบาท)
ประเทศไทย: หนี้สาธารณะ ~65% – 68% ของ GDP
สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง): หนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 120%+ ของ GDP!
แน่นอนว่ากลุ่มนอร์ดิกไม่ใช่ไม่มีปัญหาครับ ปัจจุบันเขาก็มีโจทย์ใหม่เรื่อง "สังคมสูงอายุ" และ "การรับผู้อพยพ" (ที่ทักษะและภาษายังไม่ตรงกับตลาดงานขั้นสูงของเขา) ซึ่งเขาก็กำลังปรับนโยบายแก้กันอยู่
แต่ถ้าวัดกันด้วยตัวเลขเศรษฐกิจจริงในศตวรรษที่ 21 คำทำนายที่ว่า มีรัฐสวัสดิการแล้วคนจะขี้เกียจ เอกชนจะพัง สู้ทุนนิยมเพียวๆ ไม่ได้นั้น ถูกตัวเลขจริงของทั้งอัตราการมีงานทำ จำนวนสตาร์ทอัพ ดัชนีการแข่งขัน และวินัยทางการคลังของกลุ่มนอร์ดิก หักล้างไปจนหมดสิ้นแล้ว
ส่วนเมืองไทยนั้น จะถล่มอีกกี่งานก็...
พึ่งรู้ว่าชัยชนะของขบวนการนักศึกษาที่เซอร์เบีย เริ่มมาจากการประท้วง China Railway ที่ทำงานปรับปรุงสถานีรถไฟแล้วถล่ม (ใช่ฮ่ะ บริษัทเครือเดียวกันกับที่สร้างตึกสตง.ถล่ม)
- วันที่ 1 พ.ย. 2024 หลังคาสถานีรถไฟนอวีซาดถล่ม มีผู้เสียชีวิต 16 คน ทั้งที่เพิ่งปรับปรุง โดยกลุ่มบริษัทจีนที่มี China Railway International
- ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการก่อสร้าง การจัดซื้อจัดจ้าง และความรับผิดชอบของรัฐบาล ก่อนขยายเป็นกระแสต่อต้านคอร์รัปชันและการรวมศูนย์อำนาจของรัฐบาลวูชิชที่ครองการเมืองมาตั้งแต่ปี 2012
- นักศึกษาเริ่มประท้วงและปิดมหาวิทยาลัย เรียกร้องให้เปิดเผยเอกสารโครงการและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง การตอบสนองของรัฐบาล รวมถึงการกล่าวหาว่าผู้ประท้วงได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติและเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ ยิ่งทำให้การประท้วงขยายตัว
- พ.ค. 2025 นักศึกษาเปลี่ยนจากการประท้วงมาเรียกร้องเลือกตั้งก่อนกำหนด และจัดตั้ง Student List โดยคัดเลือกผู้สมัคร 250 คนจากแพทย์ ครู อาจารย์ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป ไม่มีนักศึกษาลงสมัครเอง
- ขบวนการขยายฐานเสียงไปยังพื้นที่ชนบท ขณะที่ฝ่ายค้านหลายพรรคถอนตัวเพื่อสนับสนุน Student List ทำให้คะแนนเสียงฝ่ายต่อต้านรัฐบาลไม่แตกกระจาย
- การเลือกตั้ง 25 ต.ค. 2026 ตามผลเบื้องต้น Student List ได้ 52.19% เทียบกับฝ่ายวูชิช 39.52% ห่างกันกว่า 5 แสนเสียง และคาดว่าจะครองเสียงข้างมากในสภา ขณะที่วูชิชยอมรับความพ่ายแพ้
CR: The Momentum
ถ้าจะบอกแบบนั้น China, USSR, Yugoslavia, etc ก็รวยขึ้นนะ
ทุนนิยมไหนสร้างความมั่งคั่งให้ทุกคน ?!?
ปท.คอมแท้ๆตาม Karl Marx ไม่มีอยู่จริง (เพราะมันเป็นไปไม่ได้) เหมือนกับทุนนิยมเสรี 100% ก็ไม่มีจริงเหมือนกัน
ชีวิตจริงเลยมีแค่ ปท ที่“พยายาม”จะเป็นคอม หรือประเทศที่“พยายาม”จะเป็นทุนนิยมเสรี
ผลคือทุกปท.ที่พยายามเป็นคอม คือเหี้ยหมด ส่วนปท.ที่พยายามเป็นทุนนิยมกลับอยู่สบายชีวิตดี
มันเลยเป็นข้อพิสูจน์ว่าความคิดคอมมี่เป็นความคิดควายๆที่ได้ผลแค่ในอุดมคติ ผิดกับทุนนิยมที่แม้จะดูเลว แต่กลับสร้างความมั่งคั่งให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตดีๆได้
ætom retweeted
แม่เกดบอก มีปัญหากับใครก็เชืญมา คราวหลังเชิญอีโรสมามั้ยมะตูม เหี้ยทากก 5554554555 มุกปีลึก
ตีม Homeless ไม่คิดว่ามันแปลกๆ เหรอ
ยายโยเดินแบบ #ELLEFashionWeek2026 แล้วใครเลือกเสื้อผ้าหน้าผมรองเท้าให้นาง อันนี้คือเป็นตีมของแบรนด์หรอ 🤔 #EFW26
Loser attitude 🫢
Replying to @sannnn_sx
ประเด็นของเราคือแค่ ถ้าคนจะพราวกับความเทพ ความเหนือกว่าใครของจุฬาแล้ว พอออกจากกะลาก็ไม่ควรไปอยู่ mid tier ไม่งั้นมันก็จะขำ ๆ กันหน่อย
ætom retweeted
"Back to... this bitch that had a lot to say about the president, CNN what's good?"
Donald Trump is considering Nicki Minaj as the new Press Secretary, replacing Katie Zacharia.
Readers added context they thought people might want to know
This is a Parady account making a joke. A note is required due to many people taking this as a true fact.
x.com/PobBase







































